<?xml version="1.0" encoding="WINDOWS-874"?>
<rss version="2.0">
<channel>
<lastBuildDate><![CDATA[Sun, 26 May 2013 00:08:20 GMT]]></lastBuildDate>
<title><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></title>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th]]></link>
<description><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></description>
<copyright><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></copyright>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[เดินหน้ารณรงค์ วันพระใหญ่ไม่ขายเหล้า]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp;<b style="text-align: justify;"><u><span lang="TH">เดินหน้ารณรงค์</span></u></b><b style="text-align: justify;"><u>&nbsp;&ldquo;<span lang="TH">วันพระใหญ่ไม่ขายเหล้า</span>&rdquo;&nbsp;<span lang="TH">ย้ำ </span>24<span lang="TH"> พ.ค.วันวิสาขบูชาห้ามขาย</span>&nbsp;<span lang="TH">โทษจำคุก </span>6<span lang="TH">เดือน ปรับ</span>1&nbsp;<span lang="TH">หมื่น</span>&nbsp;<span lang="TH">หวังสร้างจิตสำนึกที่ดีแก่ร้านค้า-ประชาชน พร้อมประกาศเตรียมผลักดันวันวิสาขบูชาเป็นวันงดดื่มสุราโลก</span></u></b></span></span></p>
<p style="margin:0cm;margin-bottom:.0001pt;text-align:justify;text-justify:
inter-cluster"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<span lang="TH"> </span>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<img src="/ops/iprg/userfiles/healthmoph/images/DSC_5471_1000.jpg" width="350" height="232" align="left" alt="" /><span lang="TH">วันนี้ (24 พฤษภาคม 2556) ที่ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว<b> </b>กทม. เมื่อเวลา 11.00 น. นพ.ชลน่าน </span>&nbsp;&nbsp;<span lang="TH">ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข</span>&nbsp; <span lang="TH">พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค &nbsp;ภก.สงกรานต์</span>&nbsp; <span lang="TH">ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าและภาคีเครือข่าย</span>&nbsp; <span lang="TH">ลงพื้นที่ตรวจร้านค้าบริเวณด้านหน้าและในห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันวิสาขบูชา </span></span></span><span style="font-size:16.0pt"><o:p></o:p></span></p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<span lang="TH">นพ.ชลน่านกล่าวว่า</span>&nbsp;<span lang="TH">การตรวจจับและรณรงค์ในครั้งนี้เพื่อสร้างการรับรู้และเกิดความตระหนักให้กับร้านค้า และประชาชนทั่วไป ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งออกตามอำนาจความใน พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พ.ศ. 2551 โดยกฎหมายจะเริ่มควบคุมห้ามไม่ให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังเที่ยงคืนโดยเริ่มตั้งแต่คืนวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 ไปจนถึงเที่ยงคืนของวันที่ 24 พฤษภาคม 2556 หากตรวจสอบพบผู้ฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีทันที โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10</span>,<span lang="TH">000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และขอความร่วมมือประชาชน โทรแจ้งเบาะแสผู้กระทำผิด ได้ที่ศูนย์ร้องเรียนสุรา 0 2590 3342 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสถานีตำรวจใกล้บ้านท่าน</span></span></span><span style="font-size:16.0pt"><span lang="TH"><o:p></o:p></span></span></p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <span lang="TH">นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์โดยรวมยังพบว่า ร้านค้ารายใหญ่มีการติดป้ายแจ้งไว้ชัดเจน ถือว่าให้ความร่วมมือดี แต่ปัญหาที่พบคือ ร้านอาหารรายย่อยๆ&nbsp; ร้านเล็กๆ&nbsp; ค้าปลีกในชุมชน ที่อาจจะยังลักลอบขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงรณรงค์มาโดยตลอดและต้องเพิ่มความเข้มงวด คือ <strong><span style="font-weight: normal;">การประชาสัมพันธ์</span></strong>การสอดแทรกความเข้าใจด้านกฎหมายเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์</span>&nbsp;<span lang="TH"> อาทิ สถานที่ห้ามขายห้ามดื่ม</span>&nbsp;<span lang="TH"> วันและเวลาห้ามขาย</span>&nbsp;<span lang="TH">โดยเฉพาะการห้ามขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี</span> &nbsp;<span lang="TH">ซึ่งยังเป็นปัญหาส่งผลให้นักดื่มหน้าใหม่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นถึงปีละ 2.5 แสนคน ขณะเดียวกันงานวิจัยยังพบว่า เยาวชนสามารถซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้สำเร็จมากถึงร้อยละ 98.7 และเยาวชนชาย 12-16 ปี ดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉลี่ยสูงถึง 118.35 กรัมต่อการดื่ม 1 ครั้ง ส่วนเยาวชนหญิงดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉลี่ยสูงถึง 61.95 กรัมต่อการดื่ม 1 ครั้ง ถือว่าเป็นการดื่มที่อันตรายเป็นสาเหตุในการเกิดอุบัติเหตุ ทะเลาะวิวาทและคุกคามทางเพศ&nbsp; </span></span></span><span style="font-size:16.0pt"><o:p></o:p></span></p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span lang="TH">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo;สิ่งที่กระทรวงสาธารสุขกำลังจะดำเนินการตามข้อเสนอของภาคประชาชน&nbsp; คือการผลักดันต่อองค์การอนามัยโลกให้วันวิสาขบูชาเป็นวันงดดื่มสุราโลก เช่นเดียวกับวันงดสูบบุหรี่โลก&nbsp; ซึ่งตอนนี้กำลังเร่งศึกษาแนวทาง&nbsp; เพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการและคณะรัฐมนตรี&rdquo; นพ.ชลน่านกล่าว </span></span></span><span style="font-size:16.0pt"><o:p></o:p></span></p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<span lang="TH"> </span>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <span lang="TH">ด้าน ภก.สงกรานต์</span>&nbsp; <span lang="TH">ภาคโชคดี</span>&nbsp; <span lang="TH">ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า แม้คนไทยส่วนน้อยที่เป็นนักดื่ม ประมาณร้อยละ 31.5 เท่านั้น &nbsp;แต่ความสูญเสีย บาดเจ็บ พิการ ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนรวมทั้งคนไม่ดื่มด้วย ส่งผลให้คนไทยเสียชีวิตจากน้ำเมาปีละ 26,000 คน</span>&nbsp;&nbsp;<span lang="TH">ถือว่าสร้างความเสียหายทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมอย่างยิ่ง &nbsp; เรายังมีปัญหาการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ง่ายเกินไป ในอดีตงานวิจัยพบว่าเราใช้เวลา 7 นาที จึงหาซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ แต่ปัจจุบันเราใช้เวลาเพียง 4.5 เท่านั้น&nbsp; ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนใบอนุญาตขายที่มากเกินไปกว่า 600,000</span>&nbsp; <span lang="TH">ราย ยังไม่นับรวมพวกที่ขายเถื่อนโดยไม่มีใบอนุญาตอีกมาก&nbsp; ปัญหานี้จึงต้องอาศัยหลายภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจังโดยเฉพาะกรมสรรพสามิตที่ต้องควบคุมการออกใบอนุญาต&nbsp; และจัดการกับผู้ที่ขายโดยไม่มีใบอนุญาต&nbsp;&nbsp; </span></span></span><span style="font-size:16.0pt"><o:p></o:p></span></p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo;<span lang="TH">ในวันสำคัญทางศาสนานี้ อยากเชิญชวนคนไทยร่วมกันรักษาศีล ไม่ดื่มน้ำเมาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและสร้างกุศลร่วมกันในวันพระใหญ่ ทั้งนี้ขอฝากไปถึงร้านที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และในวันนี้เครือข่ายที่มีอยู่ทั่วประเทศจะมีการเฝ้าระวังการทำผิดกฎหมาย และในนามเครือข่ายงดเหล้าทั่วประเทศขอสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข ในการผลักดันวันวิสาขบูชา ซึ่งสหประชาชาติประกาศให้เป็นวันสำคัญของโลก ให้เป็นวันงดดื่มสุราของโลกด้วย&quot; ภก.สงกรานต์ กล่าว</span></span></span><span style="font-size:16.0pt"><o:p></o:p></span></p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; text-align: center;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span lang="TH">******************************&nbsp; 24 พฤษภาคม 2556</span></span></span><span lang="TH" style="font-size:16.0pt"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: justify;"><span style="font-size:
18.0pt;font-family:&quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;mso-bidi-font-family:EucrosiaUPC">&nbsp;</span></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55733]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-24 12:20:36]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[ หมอชลน่าน แนะชาวไทยฝึกทำสมาธิ  ชี้ผลดี ช่วยคลายเครียด ความกังวล คิดสร้างสรรค์]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span lang="TH" style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <img src="/ops/iprg/userfiles/healthmoph/images/DSC_0658(1).JPG" width="200" height="299" align="left" alt="" />รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข&nbsp; เชิญชวนชาวไทยใช้ฤกษ์วันวิสาขบูชา&nbsp; เริ่มฝึกการทำสมาธิ </span><span lang="TH" style="text-align: justify;">ชี้ผลดีช่วยคลายเครียด คลายวิตกกังวล เกิดความคิดสร้างสรรค์&nbsp; ป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังที่มีสาเหตุจากความเครียดเช่นโรคความดันโลหิตสูง&nbsp;&nbsp; และหากเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังอยู่แล้ว&nbsp;&nbsp; เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ&nbsp; ผลจากการทำสมาธิจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาของแพทย์ดีขึ้น</span><br />
</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:0cm;margin-bottom:.0001pt;text-align:
justify;mso-line-height-alt:1.0pt"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span lang="TH">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายแพทย์ชลน่าน&nbsp; ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข&nbsp;&nbsp; ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันวิสาขบูชา&nbsp; ซึ่ง เป็นวันพระใหญ่ ชาวไทยทุกคนนอกจากจะไปทำบุญตักบาตร &nbsp;อิ่มอกอิ่มใจแล้ว ในวันนี้ขอเชิญชวนประชาชนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ใช้โอกาสวันสำคัญนี้ &nbsp;เริ่มต้นฝึกทำสมาธิ (</span>Meditation) <span lang="TH">ซึ่งเป็นเทคนิคของการผ่อนคลายความเครียด เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ว่ามีผลดีต่อสุขภาพ &nbsp;&nbsp;กำลังได้รับความนิยมจากชาวตะวันตก ผลการศึกษาวิจัย ให้ผลตรงกันว่า การทำสมาธิ จะช่วยให้คลื่นสมองที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย &nbsp;ทำงานเป็นระเบียบขึ้นและหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (</span>Endorphine) <span lang="TH">ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ช่วยให้ร่างกายสดชื่น จิตใจสงบ มองโลกในแง่ดี ไม่ฟุ้งซ่าน ลดความเครียด &nbsp;เป็นคนมีเหตุผล และมีความคิดสร้างสรรค์&nbsp; ซึ่งจะเป็นผลดีทั้งต่อการงานและการเรียน </span></span></span><span style="font-size:15.0pt;font-family:&quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;mso-fareast-font-family:
&quot;Times New Roman&quot;"><span lang="TH"><o:p></o:p></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <span lang="TH">นายแพทย์ชลน่านกล่าวต่อว่า&nbsp; &nbsp;เมื่อจิตใจของคนเราสงบ ไม่เครียดแล้ว &nbsp;จะสามารถป้องกันการเกิดโรคทางกายที่มีสาเหตุจากความเครียดทางอารมณ์ได้เช่นกัน&nbsp; โดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่คนไทยป่วยกันมากในขณะนี้คือเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะอาหาร รวมทั้งมะเร็งด้วย &nbsp;เนื่องจากอวัยวะต่างๆในร่างกาย ไม่ทำงานหนักหรือทำงานผิดปกติ &nbsp;&nbsp;ขณะนี้ในต่างประเทศได้นำสมาธิมาใช้ในในโรงพยาบาล ดูแลกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยที่อยู่ระยะสุดท้ายของชีวิต รวมทั้งผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันโรคลดลง&nbsp; เพื่อช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล ผลการศึกษาพบว่าการทำสมาธิทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีบางอย่างในร่างกาย&nbsp; และเกิดการผ่อนคลาย&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทำให้ความดันโลหิตลดลง และชีพจรเต้นช้าลง เชื่อว่าหากคนไทยหันมาทำสมาธิกันมากขึ้นและปฏิบัติเป็นการประจำ&nbsp; &nbsp;เราจะสามารถเอาชนะโรคเครียด ซึ่งเป็นโรคที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงทั่วโลกขึ้นในปี </span>2563 <span lang="TH">ได้&nbsp; และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรังของไทย ที่ต้องกินยาควบคุมอาการ&nbsp; ได้ผลดียิ่งขึ้น&nbsp; </span></span></span><span style="font-size:15.0pt;font-family:
&quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;mso-fareast-font-family:&quot;Times New Roman&quot;"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span lang="TH">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายสนับสนุนให้โรงพยาบาลในสังกัดทุกระดับทั่วประเทศ&nbsp; ใช้เสียงตามสาย ประชาสัมพันธ์วิธีการฝึกสมาธิขั้นพื้นฐานง่ายๆ ให้แก่ผู้ป่วยและญาติ &nbsp;เพื่อรู้จักวิธีการทำสมาธิระหว่างรอรับบริการ ซึ่งใช้เวลาไม่มาก &nbsp;&nbsp;</span></span></span><span style="font-size:15.0pt;
font-family:&quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;mso-fareast-font-family:&quot;Times New Roman&quot;"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <span lang="TH">ทางด้านนายแพทย์เทวัญ&nbsp; &nbsp;ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกล่าวว่า หลักของการทำสมาธิ คือการเอาใจไปจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจใช้การนับลมหายใจเข้าออกเป็นหลักก็ได้&nbsp;&nbsp; ขณะปฏิบัติ&nbsp; ให้ยุติการคิดเรื่องอื่นๆอย่างสิ้นเชิง&nbsp;&nbsp; การฝึกทำสมาธิ ควรทำต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน&nbsp; &nbsp;เริ่มจากวันละ </span>5 <span lang="TH">นาที และค่อยๆเพิ่มขึ้นในวันต่อๆไป&nbsp;&nbsp;&nbsp; หากปฏิบัติเป็นประจำ จะทำให้จิตใจเบิกบาน อารมณ์เย็น สมองแจ่มใส หายเครียด&nbsp; ควรฝึกเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะก่อนนอน&nbsp;&nbsp; จะช่วยให้นอนหลับได้ดี ไม่มีฝันร้ายด้วย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span></span></span><span style="font-size:15.0pt;font-family:
&quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;mso-fareast-font-family:&quot;Times New Roman&quot;"><o:p></o:p></span></p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0.0001pt; text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><b><span lang="TH">******************************&nbsp; 24 พฤษภาคม 2556</span></b></span></span><b><span lang="TH" style="font-size:15.0pt"><o:p></o:p></span></b></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55731]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-24 11:07:25]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[ สธ.เร่งหาข้อเท็จจริงสาเหตุเด็กเสียชีวิตหลังคลอดที่รพ.พระนารายณ์มหาราช จ.ลพบุรี เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ให้รพ.พระนารายณ์มหาราช จ.ลพบุรี เร่งหาข้อเท็จจริงสาเหตุเด็กชายเสียชีวิตหลังคลอดเพื่อให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย เบื้องต้นแพทย์สันนิษฐานอาจเกิดจากภาวะหยุดหายใจอย่างเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือโรคเอสไอดีเอส ซึ่งพบได้ทั่วโลกในเด็กแรกเกิดถึง 1 ปีแม้ร่างกายจะแข็งแรงก็ตาม ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ทีมแพทย์พยาบาลดูแลเต็มที่ตามมาตรฐาน รอผลการตรวจชันสูตรจากรพ.ตำรวจ<br />
</span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากกรณีเด็กชายชัยณวัฒน์&nbsp;&nbsp;มงคล บุตรของน.ส.ดวงพร คงแจ่ม อายุ 19 ปี เสียชีวิตหลังคลอด 2 วัน ที่โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จ.ลพบุรีนั้น ความคืบหน้าในวันนี้ (23 พฤษภาคม 2556) นายแพทย์จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ให้โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช เร่งหาข้อเท็จจริงสาเหตุการเสียชีวิต เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย เบื้องต้นได้รับรายงานจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช ว่า เด็กชายชัยณวัฒน์คลอดปกติเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 หลังคลอดเด็กแข็งแรงประเมินร่างกายไม่พบอาการผิดปกติ ได้ห่อตัวและส่องไฟเพื่อให้ความอบอุ่นร่างกายเด็กตามมาตรฐานการดูแลทารกแรกเกิด ไม่ได้นำเข้าตู้อบแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามได้ให้โรงพยาบาลพระนารายณ์ฯ ให้การดูแลครอบครัวอย่างดีที่สุด และรอผลการชันสูตรจากรพ.ตำรวจ ยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ด้านนายแพทย์วีรศักดิ์ ครองลาภเจริญ ผอ.โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช กล่าวว่า โรงพยาบาลพระนารายณ์ได้ดูแลครรภ์ของน.ส.ดวงพร คงแจ่ม เป็นการตั้งครรภ์แรก อายุครรภ์ครบกำหนด ฝากครรภ์ครบตามเกณฑ์ ไม่มีภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ คลอดปกติเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 เวลา 04.18 น. น้ำหนักตัว 3,280 กรัม ในการดูแลการคลอดได้ดำเนินการตามมาตรฐานการคลอดและการดูแลทารกหลังคลอด จากนั้นในเวลา 05.50 น. ขณะประเมินสัญญาณชีพตามเวลาขณะเด็กอยู่ที่ห้องเด็กคลอด เจ้าหน้าที่พบเด็กมีอาการเขียว ไม่หายใจ และหัวใจหยุดเต้น ทีมแพทย์เฉพาะทางและพยาบาลได้ให้การช่วยฟื้นคืนชีพอย่างเต็มความสามารถ จากนั้นดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยหนักเด็ก พบว่ามีภาวะสมองขาดออกซิเจน และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 เวลา 11.20 น.</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายแพทย์วีรศักดิ์กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทุกคนรู้สึกเสียใจ และได้ดูแลทั้งมารดาและเด็กอย่างเต็มที่ ขณะนี้ยังไม่สามารถทราบสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด โดยจากการประเมินความผิดปกติของทีมแพทย์เฉพาะทางด้วยการตรวจอัลตราซาวน์สมอง ช่องท้อง และหัวใจ ไม่พบความผิดปกติ จึงสันนิษฐานเบื้องต้นว่า อาจมาจากภาวะหยุดหายใจอย่างเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือเรียกว่า เอสไอดีเอส&nbsp;(Sudden Infant Death Syndrome)&nbsp;ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นในเด็กทารกแรกเกิดจนถึง 1 ปีแม้จะมีร่างกายแข็งแรงก็ตาม พบได้ทั่วโลก และเป็นเหตุที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ &ldquo;จากสถิติมักพบว่ามารดาอายุน้อย (18-19 ปี) หรือร่วมกับสูบบุหรี่และ/หรือมารดาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีการสูบบุหรี่ และพบว่าเกิดในทารกเพศชายมากกว่าเพศหญิง ซึ่งในประเทศอังกฤษมีรายงานอุบัติการณ์ถึง 300 รายต่อปี&rdquo; จึงต้องรอผลการชันสูตรของรพ.ตำรวจเพื่อประกอบการวินิจฉัย&nbsp;</span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลได้ประสานเตรียมการช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวของเด็กชายชัยณวัฒน์ โดยนำเรื่องเสนอคณะกรรมการจังหวัดเพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามมาตรา 41 พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ต่อไป</span></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><strong>*****************&nbsp;&nbsp;23 พฤษภาคม 2556</strong></span></span></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55711]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-23 13:33:14]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[สธ.ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันวิสาขบูชา  ส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจเข้ม  ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำทั้งปรับ]]></title>
<description><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงสาธารณสุข ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดในวันวิสาขบูชา&nbsp; ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศประสานตำรวจออกตรวจเข้มร้านค้า ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนวันที่ 23 พฤษภาคม จนถึง 24.00 น.ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2556 หากพบจะดำเนินคดีเด็ดขาด มีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&nbsp;ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นผู้ลักลอบฝ่าฝืน&nbsp;แจ้งที่หมายเลข 0-2590-3342 ตลอด 24 ชั่วโมง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันวิสาขบูชา ซึ่งตรงกับวันที่ 24 พฤษภาคม 2556 นี้&nbsp;เป็นวันพระใหญ่&nbsp; ร้านค้าทุกพื้นที่ทั่วประเทศห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ฉบับที่ 2 &nbsp;พ.ศ.2552 โดยตามประกาศฉบับนี้ได้กำหนดห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่ 4 วัน คือวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ซึ่งนอกจากจะขัดต่อหลักศีลธรรมในพุทธศาสนาแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ &nbsp;เช่น อุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ&nbsp; ปัญหาอาชญากรรมต่างๆ&nbsp;&nbsp;โดยยกเว้นให้ขายในโรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรมที่มีการจดทะเบียนถูกต้องเท่านั้น&nbsp;โดยมีผลตั้งแต่หลัง 24.00 น.ของวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 -24.00 น.ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2556</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; นายแพทย์ชลน่านกล่าวต่อว่า&nbsp;&nbsp;ในการควบคุมร้านค้า ผู้ประกอบการที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ปฏิบัติตามกฎหมายในวันพระใหญ่ กระทรวงสาธารณสุขได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ประสานพื้นที่และเจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจร้านค้าในพื้นที่อย่างเคร่งครัด &nbsp;หากพบผู้ฝ่าฝืนให้ลงโทษอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีข้อยกเว้น&nbsp;มีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนายแพทย์</span></span><st1:personname productid="สมาน ฟูตระกูล" w:st="on"><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">สมาน ฟูตระกูล</span></span></st1:personname><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; "> ผู้อำนวยการสำนักควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำนักควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะส่งทีมตรวจจากส่วนกลาง ออกสุ่มตรวจที่ภาคตะวันออก &nbsp;รวมทั้งตรวจในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลด้วย เริ่มตรวจตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 จนถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2556 กรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบการกระทำผิด จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยจะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายทันที</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ในวันมาฆบูชาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบร้านค้ากว่า 100 ราย แต่ส่วนใหญ่พบว่ามาตรการนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการเป็นอย่างดี จึงได้จับกุมตัวผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย ลักลอบจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และดำเนินคดีตามกฎหมายเพียงจำนวน 4 ราย &nbsp;&nbsp;อย่างไรก็ตาม ต้องขอความร่วมประชาชนทุกพื้นที่อีกครั้ง&nbsp; &nbsp;ในช่วงวันวิสาขบูชาที่จะถึงนี้ หากพบเห็นการลักลอบจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้ช่วยกันโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ที่หมายเลข 0-2590-3342 ตลอด 24ชั่วโมง</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: center; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; "><strong>********************************** 23 พฤษภาคม 2556</strong></span></span><b><span lang="TH" style="font-size:16.0pt;font-family:"><o:p></o:p></span></b></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55702]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-23 11:06:02]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[สธ.ไทยศึกษาระบบดูแลผู้สูงอายุญี่ปุ่น เตรียมการรองรับการเพิ่มผู้สูงอายุร้อยละ 25 ใน 10 ปี]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">กระทรวงสาธารณสุขไทย ศึกษาดูงานระบบดูแลผู้สูงอายุของประเทศญี่ปุ่น เตรียมนำมาศึกษา ปรับใช้ให้เหมาะสมกับไทย เผยในอีก 10 ปีจำนวนผู้สูงอายุไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25 ของประชากรทั้งประเทศ เนื่องจากอัตราเจริญพันธุ์ลดลง หญิงไทย 1 คนมีบุตรเฉลี่ยเพียง 1.5 คน เป็นปัญหาระดับชาติ ต้องมีการจัดโครงสร้างด้านงบประมาณและระบบการดูแลที่เหมาะสม &nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></span></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายแพทย์ประดิษฐ&nbsp; สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในระหว่างวันที่ 23-26 พฤษภาคม 2556 นี้ &nbsp;ได้นำคณะผู้แทนกระทรวงสาธารณสุขเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับคณะของนางสาวยิ่งลักษณ์&nbsp; ชินวัตร นายกรัฐมนตรี &nbsp;เพื่อศึกษาระบบการดูแลผู้สูงอายุของประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งประสบการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อเตรียมตัวรับมือ เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โครงสร้างผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้น เนื่องจากอัตราเจริญพันธุ์ของไทยลดลง หญิงไทย 1 คนมีบุตรเฉลี่ยเพียง 1.5 คน โดยคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ไทยจะมีสัดส่วนของผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 25 หรือมี 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจะเป็นปัญหาระดับชาติ จึงต้องมีการจัดโครงสร้างด้านงบประมาณและระบบการดูแลรองรับให้เหมาะสม</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายแพทย์ประดิษฐกล่าวต่อว่า&nbsp; ในการวางแผนรับมือการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ&nbsp; กระทรวงสาธารณสุขไทย ได้กำหนดเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะกลาง&nbsp; โดยต้องทำให้ประชาชนไทยมีอายุคาดเฉลี่ยให้ได้ 80 ปี&nbsp; และมีอายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดี (Quality Adjusted Life expectancy) ยืนยาวให้ได้ถึง 72 ปี มีระบบรองรับผู้สูงอายุที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผล สามารถลดภาระครอบครัวและอยู่กับครอบครัวได้ยาวนาน ส่วนเป้าหมายระยะยาวจะใช้หลายมาตรการเช่น เพิ่มอัตราเจริญพันธุ์ ให้หญิงไทยมีบุตรเฉลี่ยเพิ่มเป็น 2.1 คน มีระบบการลดหย่อนภาษี ให้สถานที่ทำงานขนาดใหญ่ทุกแห่งต้องมีศูนย์รับเลี้ยงเด็ก บรรเทาภาระพ่อแม่ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้โครงสร้างอายุประชากรเป็นรูปแท่งสี่เหลี่ยมสมดุลทุกช่วงอายุ ไม่มีปัญหาขาดแคลนวัยแรงงาน&nbsp; </span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&ldquo;การไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ เป็นการเรียนรู้ประสบการณ์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย&nbsp; เนื่องจากระบบการดูแลผู้สูงอายุของประเทศญี่ปุ่น เป็นระบบฟรีหรือแบบร่วมจ่าย (Free Schedule or Co-Payment) ซึ่งเป็นระบบที่ต้องนำมาศึกษาก่อน&rdquo; นายแพทย์ประดิษฐกล่าว</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายแพทย์ประดิษฐกล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องการดูแลผู้สูงอายุญี่ปุ่นแบบพำนักระยะยาวหรือลองสเตย์ (Long Stay) ซึ่งภาคเอกชนในประเทศไทยมีความพร้อมนั้น&nbsp; หากมีโอกาสนายกรัฐมนตรีของไทยอาจหยิบยกขึ้นมาหารือกับญี่ปุ่น แต่อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุญี่ปุ่นแบบลองสเตย์ได้ โดยจะมีการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งการสื่อสารของกลุ่มแพทย์พยาบาล ผู้ดูแลผู้สูงอายุจะต้องพูดภาษาญี่ปุ่นได้ โดยกระทรวงสาธารณสุขจะหารือกับสภาวิชาชีพก่อน ส่วนเรื่องอื่นๆ ไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว และอาจจะมีแก้ไขกฎระเบียบอำนวยความสะดวกในการเข้ามาใช้บริการมากขึ้น&nbsp; </span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: center; "><strong><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">************************************** 23 พฤษภาคม 2556</span></span></strong><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><o:p><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;</span></span></o:p><b><span style="font-size:16.0pt;font-family:" angsana=""><o:p></o:p></span></b></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55701]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-23 11:04:54]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[ ไทย หนุน การพัฒนาดูแลเด็กออทิสติก เข้าที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลก ครั้งที่ 66 พร้อมร่วมมือพัฒนาบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุขให้บังคลาเทศ แสดงความพร้อมเป็นศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติ]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify; "><span style="font-size:16.0pt;mso-bidi-font-family:EucrosiaUPC"><span style="mso-tab-count:1">&nbsp;&nbsp; &nbsp; </span></span><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">นายแพทย์ประดิษฐ&nbsp; สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในการเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาอนามัยโลก ที่นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 20-22 พฤษภาคม&nbsp; 2556 ได้พบกับ Dr.A F M Ruhal HAQUE, Minister for Health and Family Welfare รัฐมนตรีสาธารณสุขบังคลาเทศ เพื่อหารือและขอบคุณกระทรวงสาธารณสุขไทยใน 3 เรื่องคือ 1.ขอบคุณไทยที่ให้การสนับสนุนในการเสนอร่างญัตติการดูแลเด็กออทิสซึมเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลกในครั้งนี้ 2.ขอการสนับสนุนจากไทยในเรื่องการพัฒนาบุคลากร&nbsp; โดยบังคลาเทศจะจัดส่งบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขมาเรียนที่ประเทศไทย และ3.ขอให้ไทยสนับสนุนผู้สมัครจากบังคลาเทศ ที่จะลงเลือกตั้งในตำแหน่งผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(Regional Director) ซึ่งตำแหน่งจะว่างลงในปีนี้&nbsp; </span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-family: Angsanaupc; "><span style="font-size: 16pt; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นายแพทย์ประดิษฐกล่าวต่อว่า ในเรื่องการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข นางสาวยิ่งลักษณ์&nbsp; ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้กระทรวงสาธารณสุขและโรงเรียนแพทย์ร่วมกันพัฒนาให้เป็นศูนย์การฝึกอบรมนานาชาติ โดยจะมีการปรับปรุงหลักสูตรต่างๆ ใช้ภาษาอังกฤษในการจัดการเรียนการสอนเป็นหลัก รวมทั้งมีการหารือเรื่องการออกใบอนุญาตให้แพทย์พยาบาลสามารถปฏิบัติวิชาชีพได้ชั่วคราวระหว่างที่มาเรียน ส่วนเรื่องการที่บังคลาเทศขอให้ไทยสนับสนุนผู้สมัครจากบังคลาเทศลงเลือกตั้งในตำแหน่งผู้อำนวยการภูมิภาคนั้น จะนำข้อเสนอไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างดีที่สุด</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-family: Angsanaupc; "><span style="font-size: 16pt; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ รัฐมนตรีสาธารณสุขบังคลาเทศ ได้ขอบคุณกระทรวงสาธารณสุขไทยที่ให้การสนับสนุนการเสนอร่างญัตติการดูแลเด็กออทิสติก&nbsp; (Autistic) เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลกในครั้งนี้&nbsp; ซึ่งเรื่องการดูแลเด็กออทิสติกนี้ กระทรวงสาธารณสุขไทยให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดีทรงให้ความสนใจเป็นพิเศษ และขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขไทยกำลังพัฒนารูปแบบการดูแลเด็กออทิสติกในชุมชน เนื่องจากไทยมีเด็กอยู่ในชุมชนประมาณ 2-3 แสนคน และถูกมองว่าเป็นเด็กดื้อเด็กซน และยังไม่ได้รับการวินิจฉัย&nbsp; จึงต้องเร่งพัฒนาเครื่องมือตรวจคัดกรองให้มีประสิทธิภาพ&nbsp; และรูปแบบการดูแลเด็กออทิสติกด้วยกิจกรรมบำบัดที่เหมาะสม&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-family: Angsanaupc; "><span style="font-size: 16pt; ">นายแพทย์ประดิษฐกล่าวอีกว่า โรคออทิสติก มีสาเหตุเกิดจากความผิดปกติของพัฒนาการทางสมองที่ล่าช้า 3 ด้านคือด้านสังคม ภาษาและพฤติกรรม พบตั้งแต่กำเนิด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก แต่ปัญหาใหญ่คือประชาชนยังเข้าใจเรื่องนี้น้อย เนื่องจากเด็กสื่อสารไม่ได้จึงเลี้ยงดูกันเองไม่พาไปพบแพทย์&nbsp; ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาได้หากพบตั้งแต่ช่วง 2 ปีแรก แต่ปัญหาที่ผ่านมาพบว่าเด็กกลุ่มนี้ยังเข้าถึงบริการได้น้อย หากญัตติการแก้ไขเด็กออทิสติกขององค์การอนามัยโลกประสบผลสำเร็จ จะช่วยให้เด็กที่มีปัญหาได้รับการดูแลตั้งแต่ต้นและมีโอกาสหายเป็นปกติ เรียนหนังสือได้ ซึ่งที่ผ่านมามีเด็กออทิสติกประสบผลสำเร็จเป็นแพทย์ วิศวกรและมีอยู่ในเกือบทุกวิชาชีพ&nbsp;&nbsp; </span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: center; "><strong><span style="font-family: Angsanaupc; "><span style="font-size: 16pt; ">******************************************** &nbsp;23 พฤษภาคม 2556</span></span></strong><o:p></o:p><u style="font-size: 21px;"><b><br />
</b></u></p>
<p class="MsoNormal" align="center" style="text-align:center"><b><span style="font-size:16.0pt;font-family:" angsana=""><o:p></o:p></span></b></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55700]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-23 11:03:34]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[หมอประดิษฐ เผยซูดานขอไทยถ่ายทอดประสบการณ์ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค]]></title>
<description><![CDATA[<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเผยประเทศซูดานสนใจโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค เพื่อปฏิรูประบบการสาธารณสุขให้มีความมั่นคง รัฐบาลสามารถดูแลระบบการเงินการคลังได้ &nbsp; &nbsp;ขอให้ไทยช่วยถ่ายทอดประสบการณ์ให้หลังไทยประสบผลสำเร็จในการดำเนินงาน โดยตั้งทีมถ่ายทอดประสบการณ์ มอบรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นหัวหน้าคณะ &nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือกับ นายบาฮาร์ อิดรีส์ อาบู การ์ดา (Mr. Bahar Idrees Abu Garda) รัฐมนตรีสาธารณสุขประเทศซูดาน ระหว่างประชุมสมัชชาอนามัยโลกสมัยที่ 66 ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ว่า ได้หารือเกี่ยวกับการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า &nbsp; เนื่องจากขณะนี้ประเทศซูดานกำลังดำเนินการปฏิรูประบบสาธารณสุขของประเทศ และเห็นว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จในเรื่องนี้มาก่อน โดยเฉพาะโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จึงขอความร่วมมือให้กระทรวงสาธารณสุขไทย ช่วยถ่ายทอดประสบการณ์ในการปฏิรูประบบการสาธารณสุข ซึ่งประเทศไทยได้ตอบรับ และยินดีจะถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนรู้ในการทำระบบปฏิรูประบบประกันสุขภาพของไทย โดยได้เน้นประเด็นสำคัญของการปฏิรูประบบประกันสุขภาพจะประสบความสำเร็จได้จะต้องอยู่ในระบบมั่นคงถาวร รัฐบาลสามารถดูแลค่าใช้จ่ายระบบการเงินการคลังได้ และต้องไม่สร้างความคาดหวังที่เกินความจำเป็นให้ประชาชน ให้เริ่มต้นในบริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นก่อน</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;">	</span></span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ประดิษฐกล่าวต่อว่า สำหรับกระบวนการทำงานในความร่วมมือครั้งนี้ จะมีการตั้งทีมปฏิรูปของประเทศซูดาน ในส่วนของไทยได้มอบหมายให้นายแพทย์ชาญวิทย์ ทระเทพ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นหัวหน้าคณะของไทย เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ด้านต่างๆ ให้แก่ทีมของประเทศซูดาน และมีการศึกษาดูงานในประเทศไทย หรือส่งทีมของไทยไปถ่ายทอดประสบการณ์ที่ประเทศซูดานด้วย &nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;">	</span></span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&ldquo;ประเทศซูดานสนใจในเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage : UHC) ว่าจะทำอย่างไรถึงจะปฏิรูปได้ เพราะต้องการให้มีบริการสุขภาพแก่ประชาชนชาวซูดานซึ่งขณะนี้มีปัญหาอยู่ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร เมื่อทราบว่าไทยทำเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ผลดี จึงต้องการเรียนรู้ประสบการณ์จากประเทศไทยซึ่งดำเนินการมาเป็นเวลานาน ผ่านความยากลำบาก ในข้อจำกัดของระบบคือหากสร้างความคาดหวังให้ประชาชนมากเกินไปก็จะเกิดปัญหา ส่วนระบบความมั่นคงด้านการเงินได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่าต้องเริ่มต้นทีละขั้น อย่าเริ่มต้นเร็วเกินไป ให้เริ่มต้นในบริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นก่อน&rdquo; &nbsp;นายแพทย์ประดิษฐกล่าว </span></span></div>
<div>&nbsp;</div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">**********************************22 พฤษภาคม 2556</span></span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55669]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-22 11:27:55]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[องค์การอนามัยโลกชื่นชมไทยมีธรรมาภิบาลระบบยาก้าวหน้าที่สุดในโลก ชี้ทั่วโลกมีค่าใช้จ่าย ด้านสุขภาพปีละ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ  มีปัญหาคอรัปชั่นซื้อยาร้อยละ 10-25]]></title>
<description><![CDATA[<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ประดิษฐ &nbsp;สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังได้รับเชิญจากองค์การอนามัยโลกให้เป็นประธานเปิดการประชุมว่าด้วยธรรมาภิบาลระบบยาและระบบสุขภาพในประเทศไทย ในเวทีประชุมสมัชชาอนามัยโลกสมัยที่ 66 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ว่า &nbsp;องค์การอนามัยโลกขอให้ประเทศไทยร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมว่าด้วยธรรมาภิบาลระบบยาหรือระบบจีจีเอ็ม (Good Governance For medicine : GGM) &nbsp;โดยองค์การอนามัยโลกชื่นชมประเทศไทยว่าเป็นประเทศนำร่องที่ก้าวหน้าที่สุดเป็นตัวอย่างที่ดีของประเทศอื่น และขอให้นำเสนอประสบการณ์ในการทำงานของประเทศไทย ในห้องประชุมแยกเฉพาะระหว่างการประชุมสมัชชาอนามัยโลกครั้งนี้ร่วมกับประเทศมาลาวีด้วย (WHO Side Meeting &ldquo;Good Governace in Pharmaceutical Sector : The Case of Thailand and Malawi&rdquo;)&nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ประดิษฐกล่าวว่า ธรรมาภิบาลระบบยาและระบบสุขภาพ เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทยเข้าร่วมกับองค์การอนามัยโลก และเป็นประเทศนำร่องในเรื่องนี้ตั้งแต่ระยะที่ 1 &nbsp;คือการประเมินสถานการณ์ การวางระบบ จนถึงขณะนี้อยู่ในระยะที่ 3 คือระบบเฝ้าระวังเตือนภัย สิ่งที่จะดำเนินการต่อจากนี้ไปก็คือ การมุ่งเน้นผลลัพธ์ให้เกิดธรรมาภิบาล ความโปร่งใส รวมทั้งจัดการกับปัญหาการรั่วไหล และคอรัปชั่น ในระบบยาและระบบสุขภาพให้เกิดผลสำเร็จต่อไป&nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ประดิษฐกล่าวต่อว่า กลไกการดำเนินการธรรมาภิบาลในระบบยาเรื่องหนึ่งก็คือ การจับตามองความไม่โปร่งใสและทักท้วง (Whistle blowing Mechanism) ซึ่งเป็นการตรวจสอบจากภาคประชาชน ซึ่งองค์กรหรือชมรมต่างๆ ในประเทศไทยได้มีการนำสื่อต่างๆมาใช้กันมากนับว่ามีประโยชน์ เป็นเครื่องมือเตือนให้ทราบว่าระบบมีปัญหาหรือไม่ ซึ่งไทยใช้ได้ผล แต่อย่างไรก็ตาม หากนำระบบไปใช้อย่างไม่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม ก็จะกลายเป็นเครื่องมือในการโจมตีหรือทำลายคนได้เช่นกัน จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ทั้งนี้ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกรายงานว่า ขณะนี้ ทั่วโลกมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพประมาณ 4.4 ล้านล้าน ดอลลาร์สหรัฐ &nbsp;และมีปัญหาการรั่วไหลหรือคอรัปชั่นในเรื่องการจัดซื้อยา ประมาณร้อยละ 10-25 &nbsp;จึงจำเป็นต้องสร้างธรรมาภิบาลระบบยาและระบบสุขภาพ &nbsp;โดยขณะนี้นี้มีประเทศนำร่องใช้ระบบนี้แล้ว &nbsp;36 &nbsp;ประเทศทั่วโลก</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ด้านนายแพทย์ชาญวิทย์ ทระเทพ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า &nbsp;ประเทศไทยได้กำหนดกรอบยุทธศาสตร์ด้านธรรมาภิบาลระบบยาและระบบสุขภาพ และจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อทำให้เกิดความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าถึงยาอย่างเท่าเทียมกัน มีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ &nbsp;จัดระบบการเฝ้าระวังผลประโยชน์ทับซ้อน และใช้ระบบการจัดซื้อยารวม การต่อรองราคายากำพร้าที่มีผู้ขายรายเดียว และเผยแพร่ข้อมูลราคายาบนเว็บไซต์ สามารถเปรียบเทียบราคายาที่ซื้อจากโรงพยาบาลต่าง ๆ และควบคุมราคายา ลดการรั่วไหลและให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการต่อไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาล คือสร้างความโปร่งใสให้มากขึ้น ปรับยุทธศาสตร์และกรอบธรรมาภิบาลให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้การรั่วไหล และการคอรัปชั่นหมดไปจากระบบ &nbsp;&nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ชาญวิทย์กล่าวต่อว่า &nbsp;กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการปรับปรุงระบบคลังยาให้รวมกันเป็นระดับเขตควบคุมโดยกรรมการจากทุกโรงพยาบาลภายในเขต ซึ่งจะทำให้ลดปัญหาการรั่วไหล และเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น &nbsp;โดยผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลกได้กล่าวในที่ประชุมว่า ธรรมาภิบาลของระบบยาและระบบสุขภาพเป็นพื้นฐานสำคัญของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งทุกประเทศกำลังให้ความสนใจมากในขณะนี้ และได้กล่าวชื่นชมประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่มีระบบการปฏิบัติดีที่สุด (Best Practice) &nbsp;และขอความร่วมมือให้ไทยช่วยพัฒนาระบบดังกล่าวให้แก่ประเทศต่างๆ &nbsp;ที่มีความสนใจต่อไป &nbsp;โดยองค์การอนามัยโลกได้นำธรรมาภิบาลระบบยาของประเทศไทย เผยแพร่ในเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลกคือ http://www.who.int/features/2010/medicines_thailand/en/ &nbsp;ทั้งนี้ ระหว่างที่ไทยกล่าวถึงประสบการณ์ในที่ประชุมได้รับความสนใจจากหลายประเทศและซักถามเรื่องการดำเนินการ เช่นจีน ประเทศในกลุ่มอาฟริกา&nbsp;</span></span></div>
<div>&nbsp;</div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55668]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-22 11:29:50]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[รมช.ชลน่าน ชี้การปรับระบบค่าตอบแทนบุคลากรสธ.ดำเนินการหลักการที่มติครม.เห็นชอบ ส่วนหลักเกณฑ์รายละเอียดคณะกรรมการของสธ. สามารถปรับได้ และเสนอผลการประเมินต่อครม.เมื่อครบ 1 ปี เพื่อปรับระบบให้มีความเหมาะส]]></title>
<description><![CDATA[<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">วันนี้ (21 พฤษภาคม 2556) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีข่าวที่กลุ่มแพทย์ชนบทจะเคลื่อนไหวชุมนุมที่บ้านพักนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 6 มิถุนายน 2556 นี้ เพื่อให้ยกเลิกระบบการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงานหรือพีฟอร์พี (P4P) และให้ปลดนายแพทย์ประดิษฐ สินธวณงค์ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข &nbsp;ว่า ตามมติครม.ได้เปิดโอกาสอยู่แล้วว่าจะต้องมีการทบทวนและปรับปรุงระบบ ไม่ได้เป็นมติผูกขาด โดยครม.มองกว้างมาก มีมติเห็นชอบในแง่หลักการให้มีเบี้ยเหมาจ่าย และจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงานผสมผสานกัน มีหลักเกณฑ์บางเรื่องเท่านั้นที่มีมติเห็นชอบ เช่น อัตราค่าตอบแทนกับจำนวนปี ส่วนรายละเอียดในการกำหนดพื้นที่ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ของกระทรวงสาธารณสุข สามารถกำหนดตามความเหมาะสม และให้คณะกรรมการของกระทรวงสาธารณสุข เสนอผลการประเมินต่อคณะกรรมการทบทวนการจ่ายค่าตอบแทนด้านสาธารณสุขทำการประเมินผลและจัดทำข้อเสนอหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อดำเนินการครบ 1 ปี ในเดือนมีนาคม 2557 เพื่อนำมาปรับให้สอดคล้องและเหมาะสมต่อไป</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">สำหรับกรณีที่จะมีการชุมนุมยืดเยื้อและมีการจัดบริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ด้วย เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ &nbsp; ที่ไม่ขัดกับกฎหมายและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่มีความเป็นห่วงเรื่องความสะดวกและปลอดภัยของผู้รับบริการ และแหล่งที่มาของบุคลากร และทรัพยากร ต่างๆ รวมทั้งยา เครื่องมือทางการแพทย์ เพราะปกติหน่วยแพทย์เคลื่อนที่จะให้บริการครึ่งวัน ไม่ได้จัดตลอดเวลาเหมือนอย่างโรงพยาบาลสนาม</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&ldquo;ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้ามาพูดคุยกัน ทุกสิ่งสามารถแก้ไขได้ ไม่อยากให้นำเรื่องของความเห็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ด้านได้ด้านหนึ่งมาเป็นตัวตั้ง เหมือนประตูที่ปิดตายซึ่งจะทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ ผลสุดท้ายอาจจะกระทบกระเทือนประชาชน และกลุ่มบุคลากรสาธารณสุขด้วยกัน&rdquo; นายแพทย์ชลน่านกล่าว</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">พฤษภาคม 5/5 *********************************** &nbsp;21 พฤษภาคม 2556</span></span></div>
<div>&nbsp;</div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55659]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-21 11:33:11]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[สธ.เผยครม.มีมติให้ผอ.องค์การเภสัชกรรมพ้นจากตำแหน่งตามที่บอร์ดองค์การเภสัชกรรมเสนอ มีผลทันทีในวันนี้  พร้อมยันเงิน 75 ล้านบาทของอภ.เป็นเงินสวัสดิการให้สถานบริการไม่ใช่บุคคลการใช้ต้องยึดผลประโยชน์สถานพย]]></title>
<description><![CDATA[<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีที่กระทรวงสาธารณสุข &nbsp;นำเรื่องการให้ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมออกจากตำแหน่ง ตามที่บอร์ดองค์การเภสัชกรรมเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (21 พฤษภาคม 2556) ว่า ข้อกฎหมายในการเข้าสู่ตำแหน่งและการออกจากตำแหน่งของผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมเป็นไปตามกฎหมายมาตรา 25 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยองค์การเภสัชกรรม พ.ศ.2509 &nbsp;ให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม หรือบอร์ดองค์การ เภสัชกรรม เป็นผู้แต่งตั้ง และให้พ้นจากตำแหน่งนอกเหนือจากการตายและการลาออก โดยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งในที่ประชุมครม.วันนี้ได้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาเป็นวาระจร เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามในหนังสือเมื่อวันที 17 พฤษภาคม 2556 จึงไม่สามารถเข้าสู่วาระปกติ</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ชลน่านกล่าวต่อว่า ที่ประชุม ครม. ได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบตามที่บอร์ดองค์การเภสัชกรรมมีมติ ซึ่งมีการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว เช่น มีการสอบสวนข้อเท็จจริง และดำเนินการชอบด้วยกฎหมาย โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ และให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้ให้ความเห็น ตามที่กฤษฎีกาให้ความเห็นมาตามข้อกฎหมาย โดยไม่ได้สอบถามเพิ่มเติม และจะมีผลหลังจากที่ ครม. มีมติในวันนี้</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">สำหรับกรณีเรื่องเงิน 75 ล้านบาทขององค์การเภสัชกรรมนั้น &nbsp;เป็นไปตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. กับองค์การเภสัชกรรม หรือ อภ. ในฐานะผู้จำหน่ายยา เมื่อจำหน่ายไปแล้วก็คืนสิทธิ์ให้สปสช. ลักษณะเป็นเงินสนับสนุนสำหรับการบริหารกิจกรรมภาครัฐ มีลักษณะ &nbsp; คล้ายเงินสวัสดิการ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กับสถานบริการภาครัฐในการซื้อยากับ อภ.ต่อไป &nbsp;โดยอภ.จะสนับสนุนให้ทุกปี ผ่าน สปสช.เป็นผู้จ่ายไปที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่จัดซื้อยาขององค์การเภสัชกรรม หากจะใช้เงินจะต้องมีโครงการเป็นไปตามระเบียบกฎเกณฑ์ แต่เนื่องจากสถานพยาบาลส่วนใหญ่อยู่ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข &nbsp;จึงต้องเสนอมายังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อตรวจสอบว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการใช้เงินก้อนนี้หรือไม่&nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&ldquo;เงิน 75 ล้านบาท นี้ เป็นเงินสนับสนุนของสถานบริการ ไม่ใช่เงินของบุคคล &nbsp;ไม่สามารถนำไปใช้ส่วนตัวได้ &nbsp; ฝ่ายการเมืองไม่สิทธิที่จะใช้เงินก้อนนี้ มีหน้าที่เพียงประสานกับสถานบริการว่า จะใช้เงินในโครงการไหนอย่างไร และจะต้องใช้ให้เป็นประโยชน์กับสถานบริการเท่านั้น&quot; นายแพทย์ชลน่านกล่าว</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">พฤษภาคม 5/4******************** พฤษภาคม 2556&nbsp;</span></span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55658]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-21 18:48:07]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[สธ.เผย กฎหมายภาพคำเตือนพิษภัยบนซองบุหรี่ 10 แบบจะมีผลบังคับใช้ 2 ต.ค.2556 ]]></title>
<description><![CDATA[<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยกฎหมายบังคับพิมพ์ 10 ภาพคำเตือนพิษภัยบุหรี่ของไทย ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บนพื้นที่ข้างซองไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ฉบับใหม่ จะมีผลบังคับใช้ &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั่วประเทศ ในวันที่ 2 ตุลาคม 2556 นี้แน่นอน คาดจะกระตุ้นนักสูบคิดถึงความเสี่ยงและเลิกสูบมากขึ้น ผลสำรวจล่าสุดในปี 2554 &nbsp;คนไทยอายุ 15 ปี สูบบุหรี่กว่า 11 ล้านคน &nbsp;วัยรุ่นไทยสูบเร็วกว่าเดิมเริ่มอายุ &nbsp; 16 ปี &nbsp;องค์การอนามัยโลกระบุมีผู้เสียชีวิตจากพิษบุหรี่ทั่วโลกปีละกว่า 6 ล้านคน ส่วนคนไทยพบปีละเกือบ 50,000 คน &nbsp;&nbsp;</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br type="_moz" />
</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">บ่ายวันนี้ (21 พฤษภาคม 2556) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์นิมา แอสการี่ (Dr. Nima Asgari) สำนักงานผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย &nbsp;นพ.หทัย ชิตานนท์ ผอ.สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย &nbsp;และ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดกิจกรรมวันงดสูบบุหรี่โลกประจำปี 2556 ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้วันที่ 31 พฤษภาคมทุกปี เป็นวันงดสูบบุหรี่โลก &nbsp;ในปีนี้กำหนดประเด็นรณรงค์พร้อมกันทั่วโลกว่า &ldquo;ไม่ใช้ ไม่รับ ไม่สนับสนุนโฆษณายาสูบร้าย ทำลายชีวิต&rdquo; (Ban Tobacco Advertising, Promotion and Sponsorship) เพื่อให้ 194 ประเทศสมาชิกทั่วโลก รณรงค์ส่งเสริมให้สังคม &nbsp;รู้เท่าทันกลยุทธ์การตลาดรูปแบบต่างๆ รวมทั้งสร้างกระแส ปลุกจิตสำนึกให้สังคมร่วมมือกัน ไม่สนับสนุนกลยุทธ์การตลาดของอุตสาหกรรมยาสูบ พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชนทุกคน ร่วมกันเฝ้าระวังกิจกรรมการสื่อสารการตลาดแอบแฝงของบริษัทบุหรี่ในประเทศไทย เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของการเสพติดบุหรี่</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br type="_moz" />
</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ชลน่าน กล่าวว่า รายงานขององค์การอนามัยโลกล่าสุด พบว่าบุหรี่เป็นสาเหตุทำให้ประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคปีละกว่า 6 ล้านคนหรือเฉลี่ยนาทีละประมาณ 11 คน ส่วนประเทศไทยมีรายงานเสียชีวิตปีละเกือบ 50,000 &nbsp;คน &nbsp; เฉลี่ย 1คนในทุก ๆ 10 นาที อันดับ 1 คือโรคถุงลมปอดโป่งพอง &nbsp;รองลงมาคือมะเร็งปอด และโรคหัวใจและหลอดเลือด &nbsp; ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ล่าสุดในปี 2554 พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปสูบบุหรี่ 11.5 ล้านคน หรือร้อยละ 21.4 ของประชากรวัยนี้ &nbsp;ในจำนวนนี้เป็นผู้ติดบุหรี่ สูบเป็นประจำจำนวน 9.9 ล้านคน &nbsp; ผู้ชายมีอัตราสูบบุหรี่มากกว่าผู้หญิง 20 เท่าตัว ประการสำคัญยังพบว่า เยาวชนไทย อายุ 15-24 ปี เริ่มสูบบุหรี่เร็วขึ้น จากในปี 2550 เริ่มสูบอายุเฉลี่ย 16.8 ปี &nbsp;แต่ในปี 2554 เริ่มสูบอายุเฉลี่ย 16.2 ปี &nbsp;</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp;</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ประเทศไทยได้ดำเนินการใช้มาตรการควบคุมยาสูบอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง &nbsp;โดยมาตรการที่มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และส่งผลต่อการควบคุมยาสูบอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การเพิ่มอัตราภาษียาสูบ &nbsp;การห้ามโฆษณาหรือส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบ &nbsp;การเพิ่มพื้นที่สาธารณะปลอดควันบุหรี่ และการเพิ่มการเข้าถึงบริการช่วยเลิกบุหรี่ &nbsp;รวมทั้งการเตือนให้รับรู้ถึงพิษภัยของยาสูบ โดยเฉพาะภาพ &nbsp;คำเตือนบนซองบุหรี่ โดยในปี 2556 นี้กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศทรวงสาธารณสุข ให้พิมพ์ฉลากรูปภาพและข้อความคำเตือนเกี่ยวกับพิษภัยสี่สี &nbsp;10 แบบ &nbsp;ขนาดไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ลงบนซองบุหรี่ทั้ง 2 ข้าง ซึ่งนับเป็นขนาดใหญ่ที่สุดในโลก &nbsp;โดยจัดพิมพ์ 10 แบบคละกัน รวมทั้งพิมพ์ช่องทางติดต่อเพื่อการเลิกยาสูบ คือ หมายเลขโทรศัพท์ 1600</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"> &nbsp;</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ทั้งนี้ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2556 และจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน คือในวันที่ 2 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไป &nbsp; ผู้ผลิตหรือนำเข้าบุหรี่ซิกาแรตทุกราย จะต้องปฏิบัติตามโดยรับต้นแบบภาพที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น &nbsp;การใช้คำเตือนพิษภัยบุหรี่ที่เป็นภาพขนาดใหญ่ครั้งนี้ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสื่อสารถึงประชาชนเรื่องความเสี่ยงภัยหรือผลกระทบจากการสูบบุหรี่ ซึ่งผลวิจัยยืนยันว่ามีผลต่อทัศนคติความเชื่อของผู้สูบบุหรี่ โดยร้อยละ 71 ทำให้หวนนึกถึงอันตรายของบุหรี่ต่อสุขภาพ ร้อยละ 63 &nbsp;นึกถึงการเลิกบุหรี่ และร้อยละ 80 เกิดแรงผลักดันพยายามเลิกสูบบุหรี่&nbsp;</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br type="_moz" />
</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;">	</span>ขณะนี้ได้ให้กรมควบคุมโรค เร่งชี้แจงทำความเข้าใจผู้ประกอบการทุกราย &nbsp; เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปในแนวเดียวกันทั่วประเทศ &nbsp;โดยผ่อนผันให้บุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตหรือนำเข้าก่อนวันที่ประกาศฯ มีผลบังคับใช้คือวันที่ 2 ตุลาคม 2556 อนุญาตให้จำหน่ายได้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2556 &nbsp; เท่านั้น &nbsp; ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และผู้จำหน่ายบุหรี่ซิกาแรตที่ไม่ได้แสดงฉลากตามที่กำหนดไว้ มีโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท&nbsp;</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br type="_moz" />
</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;">	</span>นอกจากนี้ได้มีการดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรการด้านอื่นๆ สอดคล้องแนวปฏิบัติการห้ามอุตสาหกรรมยาสูบแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบของรัฐ &nbsp;และการโฆษณายาสูบ &nbsp;การส่งเสริมการขายยาสูบ &nbsp;และการให้การสนับสนุนโดยยาสูบ ตามอนุสัญญาควบคุมยาสูบองค์การอนามัยโลก ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. ซึ่งเป็นเครื่องมือควบคุมมิให้มีการละเมิด อาทิ การห้ามจำหน่ายยาสูบโดยใช้เครื่องขาย &nbsp;การห้ามโฆษณาแฝง &nbsp;การห้ามจำหน่ายยาสูบโดยจัดโปรโมชั่นต่างๆ &nbsp;การห้ามการโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาสูบในทุกช่องทาง เป็นต้น</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br type="_moz" />
</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">สำหรับการจัดงานรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2556 นี้ &nbsp; ในวันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม 2556 &nbsp;กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย กำหนดจัดงานที่ บริเวณชั้นจี ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่เวลา 11.00 &ndash; 19.00 น. โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ &nbsp;พระองค์เจ้าโสมสวลี &nbsp;พระวรราชาทินัดดามาตุ &nbsp;จะเสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานเวลา 15.00 น.และประทานรางวัลขององค์การอนามัยโลกแก่ ผู้ที่มีผลงานดีเด่นในการสนับสนุนการควบคุมยาสูบระดับนานาชาติ จำนวน 1 ราย และประทานโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ บุคคลหรือหน่วยงานที่ทำคุณประโยชน์ด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบ จำนวน 30 ราย นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการทางวิชาการ &nbsp;การให้บริการทางการแพทย์ การให้คำปรึกษาเลิกบุหรี่ และกิจกรรมบันเทิงสอดแทรกสาระความรู้ต่างๆ &nbsp;รวมทั้งขอเชิญชวนและช่วยบอกต่อๆกันให้มาร่วมแสดงพลังสร้างสังคมไทยปลอดบุหรี่ และร่วมกันไม่สนับสนุนกลยุทธ์การตลาดของอุตสาหกรรมยาสูบ ในงานดังกล่าวด้วย</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br type="_moz" />
</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp;***************** 21 พฤษภาคม 2556</span></span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55655]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-21 15:27:04]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[news_pic/ยา5.jpg]]></image_link>
<title><![CDATA[สธ.ศรีลังกา ขอไทยช่วยพัฒนาระบบยา ทั้งการซื้อและการผลิตยาที่ได้มาตรฐานจีเอ็มพี]]></title>
<description><![CDATA[<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขศรีลังกา ขอไทยช่วยพัฒนาระบบยาจำเป็นพื้นฐาน ทั้งระบบการจัดซื้อและการผลิตให้ได้ตามมาตรฐานสากลเพื่อให้มียาใช้เพียงพอในประเทศ เนื่องจากขณะนี้สามารถผลิตยาได้เพียง 40 กว่ารายการ &nbsp;และคงความร่วมมือด้านวิชาการในการรักษาโรคไข้เลือดออก เพื่อลดการเสียชีวิต โดยจะมีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือระหว่างองค์การเภสัชกรรมทั้ง 2 ประเทศในเร็วๆ นี้ และในปีนี้กระทรวงสาธารณสุขไทยเสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงสาธารณสุขไทย ร่วมเป็นผู้แทนสำรองเป็นคณะกรรมการบริหารกองทุนโลกเพื่อโรคเอดส์ มาลาเรียและวัณโรค ร่วมกับศรีลังกาด้วย</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือความร่วมมือกับ ฯพณฯ ไมตรีพาลา ศิริเสนา (Maithripala Sirisena) &nbsp; รัฐมนตรีสาธารณสุขของประเทศศรีลังกา ระหว่างร่วมประชุมสมัชชาอนามัยโลกสมัยที่ 66 &nbsp;ที่นครเจนีวา &nbsp;ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ว่าการหารือในครั้งนี้มี &nbsp;3 ประเด็น &nbsp;ประเด็นที่ 1.ประเทศศรีลังกา &nbsp;ขอความร่วมมือประเทศไทย ในการจัดหายาทั้งรัฐและเอกชน &nbsp; และพัฒนาสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตยาให้ประเทศศรีลังกาสามารถผลิตยาได้เอง เนื่องรัฐบาลศรีลังกามีปัญหาในการจัดซื้อยาในประเทศค่อนข้างมาก แม้จะมีการจัดซื้อระดับประเทศก็ตาม &nbsp; เนื่องจากศรีลังกาสามารถผลิตยาในประเทศได้เพียง 40 กว่ารายการเท่านั้น &nbsp;</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ประเด็นที่2.รัฐบาลศรีลังกาขอให้ประเทศไทยคงความช่วยเหลือด้านวิชาการเรื่องโรคไข้เลือดออก เนื่องจากขณะนี้ศรีลังกามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น &nbsp;สิ่งที่ต้องการคือการรักษาผู้ป่วย &nbsp;เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต &nbsp;โดยไทยได้มอบหมายให้กรมการแพทย์ที่ดูแลเรื่องการรักษา เป็นแกนในเรื่องนี้ &nbsp;และได้ให้กรมควบคุมโรคพัฒนาในเรื่องเทคนิควิธีการการป้องกันโรค เพื่อเสริมความเข้มแข็งในการลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ด้วย &nbsp; และประเด็นที่ 3. ในปีนี้ประเทศไทยได้เสนอแต่งตั้ง นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้แทนสำรองร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารกองทุนโลกเพื่อต่อต้านโรคเอดส์ มาลาเรียและวัณโรค (Global Fund) &nbsp;ร่วมกับรัฐบาลศรีลังกาในฐานะที่เป็นประธานกองทุนโลก โดยมีหนังสือแต่งตั้งไปเรียบร้อยแล้ว &nbsp;ซึ่งจะทำให้เพิ่มความเข้มแข็งในการควบคุมป้องกันโรคในภูมิภาคและระดับโลก เนื่องจากไทยมีประสบการณ์และประสบผลสำเร็จเช่นโรคเอดส์ เป็นต้น &nbsp;&nbsp;</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ประดิษฐ กล่าวต่อว่า &nbsp;สำหรับเรื่องการจัดหายานั้น &nbsp;สิ่งที่จะเร่งดำเนินการความร่วมมือดังกล่าวในระยะแรกคือ การจัดทำข้อตกลงในบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู (Memorandum &nbsp;Of Understanding) ระหว่างองค์การเภสัชกรรมของไทยและศรีลังกา เพื่อการลงนามในเร็ว ๆ นี้ &nbsp;ถ้าเป็นไปได้จะพยายามดำเนินการให้เสร็จก่อนการเยือนประเทศศรีลังกาของนายกรัฐมนตรี &nbsp;ทั้งนี้ในการจัดหายาให้แก่ประเทศศรีลังกา จะต้องกำหนดรายชื่อยาที่ต้องการและจำเป็นต้องใช้อย่างเร่งด่วน เช่นยาปฏิชีวนะ น้ำเกลือ ยาที่ใช้กับโรคที่พบในพื้นที่ &nbsp;เป็นต้น &nbsp; โดยจะใช้กระบวนการจัดซื้อยาที่องค์การเภสัชกรรมผลิต โดยผ่านกระบวนการรัฐต่อรัฐหรือที่เรียกว่าจีทูจี (G2G) &nbsp;ส่วนการพัฒนาเทคโนโลยี วิชาการระบบการผลิตยาให้กับรัฐบาลศรีลังกา จะสนับสนุนเรื่องมาตรฐานการผลิตในระดับสากลหรือจีเอ็มพี (GMP) &nbsp;โดยไทยจะให้ภาคเอกชนไทยคือสมาคมผู้ผลิตยาในประเทศไทย สนับสนุนร่วมมือกับสมาคมผู้ผลิตยาในศรีลังกา ทั้งด้านการผลิตและการขายยาด้วย ซึ่งรวมถึงเรื่องน้ำเกลือด้วย เนื่องจากภายในเดือนกรกฎาคม 2556 นี้ โรงงานผลิตน้ำเกลือที่องค์การเภสัชกรรมไทยถือหุ้น จะมีกำลังการผลิตเกือบ 100 ล้านขวดต่อปี &nbsp;ซึ่งเราจะพัฒนาให้ผ่านมาตรฐานจีเอ็มพีของอาเซียนด้วย</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div style="text-align: center;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">************************* 21 พฤษภาคม 2556</span></span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55649]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-21 14:53:13]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[news_pic/ยา6.gif]]></image_link>
<title><![CDATA[สธ.ไทยหนุนระบบต่อรองบริษัทผลิตยาเอดส์ ขอสิทธิบัตรให้ อภ.ผลิตยาเอดส์ ต้นทุนต่ำด้วย ]]></title>
<description><![CDATA[<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">กระทรวงสาธารณสุขไทย สนับสนุนองค์กรโลกในการต่อรองบริษัทผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ &nbsp;เพื่อให้ไทยได้ใช้ยาราคาถูก &nbsp;และหากขอสิทธิบัตรได้จะให้องค์การเภสัชกรรมไทยเป็นผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ราคาพิเศษด้วย &nbsp;ส่วนสถานการณ์โรคเอดส์ล่าสุดในปี 2555 ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อทั้งหมด &nbsp;34 &nbsp; ล้านคน เสียชีวิต 1.7 ล้านคน&nbsp;</span></span></div>
<div style="text-align: justify;">&nbsp;</div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ประดิษฐ &nbsp;สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังปรึกษาหารือกับนาย เกรจ เพอร์รี่ ( Mr. Greg Perry) ผู้อำนวยการด้านการจัดการสิทธิบัตรยาขององค์การอนามัยโลกหรือองค์กร เมดดิซีน เพเทนท์ พูลส์ (Medicine patent pools) ว่า องค์กรนี้ก่อตั้งจากประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลก โดยตั้งเป็นองค์กรอิสระออกมา และได้รับเงินทุนจากรัฐบาล &nbsp; มีจุดมุ่งหมายเพื่อดูแลเรื่องยาต้านไวรัสเอดส์ /เอชไอวี &nbsp;โดยทำการต่อรองกับบริษัทผู้ผลิตยา เพื่อให้ได้สิทธิบัตรในการผลิตยาให้แก่กลุ่มประเทศที่มีความจำเป็นโดยสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่เหมาะสมตามกำลังฐานะของกลุ่มประเทศนั้นๆ &nbsp;โดยองค์กรดังกล่าวสนใจที่จะให้ประเทศไทยเข้าร่วมในโครงการนี้ด้วย เนื่องจากมีบริษัทผลิตยา 2 บริษัท ได้แก่ บริสตัล มายเยอร์ และ &nbsp;วีไอไอวี เฮลท์ แคร์ (ViiV Health Care) จะผลิตยารักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี ออกมาสู่ท้องตลาดในราคาพิเศษ &nbsp; โดยสถานการณ์โรคเอดส์ทั่วโลกในปี 2555 นี้ มีผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี &nbsp; &nbsp;34 &nbsp; ล้านคน &nbsp;เสียชีวิตไปแล้ว &nbsp; 1.7 &nbsp; &nbsp;ล้านคน&nbsp;</span></span></div>
<div style="text-align: justify;">&nbsp;</div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ประดิษฐกล่าวว่า องค์กรฯดังกล่าวอยากให้ไทยแสดงเจตจำนงที่จะร่วมกับองค์กร เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับบริษัทยา &nbsp; ซึ่งไทยได้ให้ความสนใจและยินดีสนับสนุน เพื่อให้มียาราคาถูกใช้ในประเทศ &nbsp;และหากได้รับอนุญาตเรื่องสิทธิบัตร ประเทศไทยจะขอมีส่วนร่วมขอรับสิทธิในการผลิตยาราคาพิเศษเพื่อจำหน่ายภายใน ประเทศในราคาที่เหมาะสมด้วย โดยองค์การเภสัชกรรมไทยมีโรงงานที่ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ได้อยู่แล้ว หากเทคโนโลยีไปด้วยกันได้ ก็อยากจะผลิตยาที่ได้รับสิทธิบัตรนี้ด้วย &nbsp;ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประชาชนไทยต่อไป</span></span></div>
<div style="text-align: justify;">&nbsp;</div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นอกจากนี้ในเดือนมิถุนายนนี้ &nbsp;องค์กรเมดดิซีน เพเทนท์ พูลส์ จะมีการประชุมกับกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐานะปานกลาง (Middle Income) เพื่อจะให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ซึ่งเป็นตลาดยาต้านไวรัสเอดส์ ในการให้อำนาจต่อรองในเรื่องนี้อย่างไร โดยจะขอเชิญประเทศไทยเข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งไทยยินดีจะส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อหารือวิธีการต่อรองไม่ให้กลุ่มประเทศเหล่านี้เสียเปรียบ ทั้งนี้ประเทศไทยมีระบบการช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยผ่าน 3 กองทุนสุขภาพอยู่แล้ว การเข้าร่วมในครั้งนี้จะทำให้ไทยมีสิทธิได้รับยาในราคาพิเศษ เพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อในประเทศและจะมีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งไทยได้แสดงเจตจำนงให้องค์การเภสัชกรรมไทยเป็นคู่แข่งที่จะได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ผลิตยาเองด้วย ไม่ใช่ซื้อยาจากต่างประเทศเท่านั้น &nbsp;</span></span></div>
<div style="text-align: center;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">******************************** 21 พฤษภาคม 2556</span></span></div>
<div>&nbsp;</div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55648]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-21 15:05:39]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[ สธ.ไทยหนุนใช้ระบบประกันสุขภาพ เป็นเครื่องมือพัฒนาสุขภาพโลกยั่งยืน หลังปี 2558 ในที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลก ครั้งที่ 66 ที่เจนีวา]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><img src="/ops/iprg/userfiles/healthmoph/images/jeneva1(2).jpg" width="350" height="261" align="left" alt="" />วันนี้ (20 พฤษภาคม 2556) นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์จากนครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ว่าในการประชุมสมัชชาอนามัยโลกสมัยที่ 66 ประจำปี 2556 นี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติจากประเทศสมาชิกอาเซียน ให้เป็นผู้แทนในการกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมซึ่งมีรัฐมนตรีสาธารณสุขจาก 194 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการสาธารณสุขประมาณ 2,000 คน ร่วมประชุม ได้นำเสนอทิศทางของการพัฒนาโลกอย่างยั่งยืน ในประเด็นเรื่อง การสร้างความมั่นใจในการพัฒนาสุขภาพประชากรโลก &nbsp;(How to ensure the place of health in the next generation of global development goals) ตามแผนพัฒนาสหัสรรษขององค์การสหประชาชาติช่วงที่ 2 ซึ่งจะเริ่มในปี 2558 เป็นต้นไป (Millennium &nbsp; &nbsp;Development Goals : MDGs post - 2015) &nbsp;ต่อเนื่องจากช่วงที่ 1 ที่เริ่มตั้งแต่พ.ศ. 2543 และจะครบกำหนดในปี 2558 &nbsp;ที่จะถึงนี้</span></span></p>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ประดิษฐกล่าวว่า ประเทศไทยในฐานะตัวแทนของสมาชิกอาเซียน ได้เสนอให้นำระบบการประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage &nbsp;: UHC) มาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาโลกในด้านสุขภาพ &nbsp; ซึ่งจะเป็นการพัฒนาศักยภาพของระบบสุขภาพ ให้สามารถจัดการปัญหาของโรคต่างๆ ได้อย่างกว้างขวางทุกโรค ทั้งเรื่องที่เป็นเป้าหมายของการพัฒนาสหัสวรรษ เช่น ปัญหาเด็กน้ำหนักตัวน้อย เอชไอวี มาลาเรีย วัณโรค อนามัยเจริญพันธุ์ และที่ไม่อยู่ในเป้าหมายด้วย อีกทั้งธรรมาภิบาลในระบบยา รวมทั้งการต่อต้านคอรัปชั่น จะทำให้เกิดความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหา ซึ่งองค์การอนามัยโลกเห็นว่าประเทศไทยสามารถทำเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีจึงเชิญให้ประเทศไทยได้แสดงผลงานการดำเนินงานด้านธรรมาภิบาลระบบสุขภาพอีกด้วย</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br type="_moz" />
</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ประดิษฐกล่าวต่อว่า &nbsp;ปัญหาด้านการสาธารณสุข เป็นเรื่องที่สำคัญและควรอยู่ในวาระหลักแห่งการพัฒนาในปี 2558 เพื่อทำให้ประชากรมีชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างถ้วนทั่ว (well-being for all) โดยให้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายของพัฒนาการสาธารณสุข ซึ่งจะสร้างความเท่าเทียมกันให้ประชาชนเข้าถึงบริการเมื่อเจ็บป่วยรวมถึงการป้องกันโรคและการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อไม่เป็นภาระด้านค่าใช้จ่ายแก่ประชาชน &nbsp;โดยการดำเนินการเรื่องนี้ต้องอาศัยความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดัน เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต และจะมีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อไป &nbsp;&nbsp;</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br type="_moz" />
</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ทั้งนี้ ในกรณีการรวมตัวในการก่อตั้งประชาคมอาเซียนในพ.ศ. 2558 ซึ่งมีประชากร 600 ล้านคนหรือเกือบร้อย 9 ของประชากรโลก จุดมุ่งหมายเดียวกันคือเพื่อให้ประชากรของประเทศต่างๆ อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและมีความเป็นเอกภาพ ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะเป็นวัตถุประสงค์หลักของการรวมตัวของอาเซียน แต่เรื่องการสาธารณสุขก็เป็นส่วนสำคัญของการรวมตัวครั้งนี้ เนื่องจากความร่วมมือด้านการพัฒนาการสาธารณสุขระหว่างประเทศสมาชิก &nbsp;จะทำให้เกิดความเป็นธรรมและความเท่าเทียมกันในสังคม นำไปสู่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ ซึ่งถือว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะหากประชากรอาเซียนมีสุขภาพดี จะมีผลต่อการพัฒนาและเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ประชากรหลุดพ้นจากความยากจนและมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ ซึ่งผลดำเนินงานของสมาชิกประเทศในอาเซียน แม้ว่าจะบรรลุผลสำเร็จเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ เช่น การลดอัตราการตายของแม่และเด็ก แต่ก็ยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไขต่อเนื่อง เช่น โรคไม่ติดต่อและโรคติดต่อ การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ โรคเอดส์ โรคมาลาเรีย การตายของมารดาและทารก ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า การลดการติดเชื้อเอชไอวีและการตายจากโรคเอดส์ให้เป็นศูนย์ &nbsp;</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br type="_moz" />
</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ทางด้านนายแพทย์ชาญวิทย์ &nbsp;ทระเทพ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า &nbsp;การพัฒนาสุขภาพระดับโลกที่ผ่านมา จากประชากรโลกที่มีประมาณ 6,000 ล้านคน พบว่ามีคนจนจำนวน 1,000 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นได้ โดยมีประชาชน 150 ล้านคนประสบภาวะล้มละลายทางการเงินที่เกิดจากค่ารักษาพยาบาลกลายเป็นคนจน สำหรับเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ องค์การสหประชาชาติได้เร่งแก้ไขปัญหาระดับโลกใน 8 เรื่องใหญ่ เช่นการขจัดความยากจนและความหิวโหย การพัฒนาการศึกษา การส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ ระหว่างพ.ศ.2543 -2558 โดยเกี่ยวข้องกับสุขภาพ 6 เรื่องได้แก่ 1.เด็กน้ำหนักตัวน้อย 2.สุขภาพเด็ก 3.สุขภาพหญิงตั้งครรภ์และอนามัยเจริญพันธุ์ 4.การควบคุมป้องกันโรคเอดส์ 5.การควบคุมโรควัณโรค 6.โรคมาลาเรีย ซึ่งประเทศไทยดำเนินการได้ตามเป้า และมั่นใจว่าการลงทุนสร้างหลักประกันสุขภาพแก่ประชาชน จะเป็นปัจจัยเร่งให้เห็นความสำเร็จของการพัฒนาได้เร็วขึ้น&nbsp;</span></span></div>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">******************************* 20 พฤษภาคม 2556</span></span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55641]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-20 15:14:04]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[ สธ. ให้รพ.ทั่วประเทศ รับมือผู้ป่วยไข้เลือดออกทุกวัย  ขณะนี้พบผู้ป่วยใหม่ เพิ่มสัปดาห์ละกว่า 2,000 ราย  ]]></title>
<description><![CDATA[<div style="text-align: justify; text-indent: 0px;"><span style="text-align: justify; text-indent: 36pt;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</span><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">กระทรวงสาธารณสุข ประชุมวอร์รูมติดตามเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออก พบผู้ป่วยใหม่ทั่วประเทศยังคงมีอย่างต่อเนื่องเพิ่ม 2,000 กว่ารายต่อสัปดาห์ ภาพรวมจนถึงขณะนี้มีผู้ป่วยสะสมทุกวัยรวม 30,886 ราย เสียชีวิต 36 ราย เร่งทุกพื้นที่กำจัดลูกน้ำจริงจัง ไม่เว้นแม้พืชใบกาบ กำชับทีมแพทย์พยาบาลในโรงพยาบาลทั่วประเทศพร้อมรับมือคาดจะมีมากขึ้น เพราะเข้าสู่ฤดูกาลระบาดหนัก ป้องกันการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด พร้อมเน้นประชาชนทุกกลุ่มวัย หากมีไข้สูงเกิน 2 วัน ท้องเสีย ปวดกล้ามเนื้อ ให้คิดถึงอาจเป็นไข้เลือดออก รีบไปพบแพทย์ทันที ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เพราะสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตกว่าร้อยละ 70 ไปพบแพทย์ช้า &nbsp;&nbsp;</span></span></div>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายแพทย์โสภณ&nbsp;&nbsp;เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ไข้เลือดออกในประเทศไทย ว่า ขณะนี้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ฤดูกาลระบาดหนักของโรคไข้เลือดออก เนื่องจากเป็นฤดูฝน มีแหล่งน้ำสะอาดให้ยุงลายวางไข่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ปริมาณยุงลายตัวแก่จะเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงฤดูร้อนหลายเท่าตัว กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งทุกจังหวัดควบคุมป้องกัน และเปิดวอร์รูมติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปีจนปัจจุบัน เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต สถานการณ์ขณะนี้ ยังพบว่ามีผู้ป่วยใหม่เกิดขึ้นทุกวัน สัปดาห์ละกว่า 2,000 ราย พบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จึงกำชับให้ทุกพื้นที่เพิ่มความเข้มข้นในการกำจัดลูกน้ำยุงลาย ส่วนใหญ่พบลูกน้ำในภาชนะบรรจุน้ำใช้ และในพื้นที่ภาคอีสานพบลูกน้ำอยู่ในกาบใบพืชด้วย เช่น กาบว่านหางจระเข้ ต้นกระเจียว ซึ่งช่วงนี้โรงเรียนต่างๆ เปิดเทอมแล้ว คาดว่าอาจมีการระบาดเพิ่มของไข้เลือดออกได้ เพราะยุงมีแหล่งดูดเลือดจำนวนมาก&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; นายแพทย์โสภณกล่าวต่อว่า เป้าหมายในการดำเนินการควบคุมโรคไข้เลือดออกในช่วงนี้ จะเน้นหนักที่โรงเรียน โดยได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการให้เร่งกำจัดยุงลายในทุกโรงเรียน และในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้ จะเชิญผู้แทนจากทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องเช่น มหาดไทย ศึกษาธิการ ประชุมเพื่อร่วมมือในการป้องกันควบคุมโรค&nbsp;&nbsp;โดยเฉพาะการกำจัดยุงทั้งลูกน้ำและตัวแก่ที่บินได้ เพื่อลดจำนวนผู้เจ็บป่วยทุกกลุ่มวัย ทั้งนี้จากรายงานสำนักระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 มีจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกสะสมทั้ง 77 จังหวัดรวม 30,886 ราย เสียชีวิต 36 ราย กว่าร้อยละ 50 เป็นเด็กวัยเรียน ประกอบด้วย ภาคกลางป่วย 9,374 ราย เสียชีวิต 9 ราย ภาคใต้ป่วย 8,391 ราย เสียชีวิต 13 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือป่วย 8,162 ราย เสียชีวิต 8 ราย&nbsp;&nbsp;และภาคเหนือป่วย 4,959 ราย เสียชีวิต 7 ราย แนวโน้มพบผู้ป่วยมากขึ้นในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จำนวนผู้ป่วยสูงกว่าปี 2555 กว่า 3 เท่าตัว&nbsp;&nbsp;</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายแพทย์โสภณกล่าวว่า ในส่วนของการดูแลผู้ป่วย ได้กำชับให้โรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่ง พร้อมให้การดูแลรักษาผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง และจัดทีมแพทย์เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาแก่แพทย์ที่อยู่ในโรงพยาบาลส่วนภูมิภาคด้วย ให้กรมการแพทย์จัดอบรมแพทย์ทั้งแพทย์ดูแลเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อฟื้นฟูองค์ความรู้ ให้มีความชำนาญและแม่นยำในการวินิจฉัยผู้ป่วย และให้อาสาสมัครสาธารณสุขหรือ อสม.ออกสำรวจ และกระตุ้นให้ประชาชนกำจัดลูกน้ำในบ้านและชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่พบผู้ป่วยขอให้ดำเนินการอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ป่วยรายใหม่ในหมู่บ้านเพิ่มอีก ซึ่งเรื่องกำจัดยุงเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องร่วมมือร่วมใจกัน เพราะเป็นการสร้างความปลอดภัยให้คนในครอบครัว หากพบภาชนะใดมีลูกน้ำให้กำจัดทันที อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่สำคัญ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;ปัญหาที่น่าเป็นห่วงขณะนี้ ก็คือ ผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกมักจะชะล่าใจ คิดว่าโรคไข้เลือดออกจะเป็นเฉพาะในเด็ก เมื่อเป็นไข้มักจะคิดไปเองว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา และหาซื้อยากินเองจนทำให้อาการรุนแรง&nbsp;&nbsp;เพราะโรคนี้ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ และยาปฏิชีวนะใช้ฆ่าเชื้อชนิดนี้ไม่ได้ จะไปพบแพทย์ก็ต่อเมื่อมีอาการหนักหรืออาการรุนแรงมากขึ้น จึงขอย้ำเตือนประชาชนทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ หากเป็นไข้และมีอาการหนึ่งอาการใดดังต่อไปนี้คือ เป็นไข้แล้วไข้ไม่ลดภายใน 2 วัน หรือมีอาการท้องเสีย อาเจียน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ไม่มีอาการไอและน้ำมูก ขอให้นึกถึงโรคไข้เลือดออก และให้รีบไปพบแพทย์ทันที&nbsp;&nbsp;เพื่อป้องกันการเสียชีวิต ซึ่งจากการวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยไข้เลือดออกเสียชีวิต พบว่ากว่าร้อยละ 70 ไปพบแพทย์ช้า ทำให้อวัยวะภายในต่างๆเกิดปัญหาเลือดออก&rdquo; นายแพทย์โสภณกล่าว</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt; font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนายแพทย์นิพนธ์&nbsp;&nbsp;ชินานนท์เวช&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผู้อำนายการสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค&nbsp;&nbsp;กล่าวว่า</span>&nbsp;<span style="font-family: Angsanaupc; font-size: 16pt;">ผู้ที่นอนในเวลากลางวัน เช่น ผู้ที่ทำงานเป็นกะ หรือผู้ที่ต้องอยู่เวรกลางคืน ขอให้นอนในมุ้ง หรือในห้องที่มีมุ้งลวดมิดชิด เนื่องจากยุงลายออกหากินกลางวัน เลือดที่ยุงกินเข้าไปจะไปบำรุงไข่ยุง และยุงลายวางไข่ในน้ำสะอาดที่ขังนิ่ง ฉะนั้นจึงต้องป้องกันไม่ให้ยุงกัดทุกวิถีทาง อาจทายากันยุง และขณะเดียวกันให้ทำลายลูกน้ำยุงลายโดยการเทน้ำทิ้งจากภาชนะ ไม่ให้ใช้วิธีเติมน้ำใหม่ เนื่องจากอาจมีไข่ยุงเกาะอยู่ข้างภาชนะหรือมีลูกน้ำอยู่ในภาชนะ และเติบโตต่อไปได้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp;&nbsp;***********************************&nbsp;&nbsp;19 พฤษภาคม 2556</span></span></strong></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55611]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-19 09:49:35]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[หมอประดิษฐ นำทีมคณะผู้แทนไทย ร่วมถกปัญหาสุขภาพโลก ที่สวิสเซอร์แลนด์ 
]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><br />
<span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span style="color: black;"><img src="/ops/iprg/userfiles/healthmoph/images/jeneva1(1).jpg" width="350" height="261" align="right" alt="" />รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมประชุมสมัชชาอนามัยโลกสมัยที่ 66&nbsp;ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่&nbsp;20-28 พฤษภาคม 2556 เพื่อร่วมแก้ไขและพัฒนาสุขภาพประชากรโลก&nbsp;เช่นโรคไม่ติดต่อสำคัญอาทิ เบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง&nbsp;&nbsp; การสร้างหลักประกันสุขภาพ&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัญหายาปลอม การพัฒนาสุขภาพจิต รวมทั้งพบผู้นำหลายประเทศ และศึกษาดูงาน ศูนย์ปฏิบัติการยุทธศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก </span></span></span></p>
<div style="text-align: justify;">&nbsp;</div>
<p style="text-align: justify;">&nbsp;<span style="font-family: Angsanaupc; font-size: 15pt;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายแพทย์ประดิษฐ&nbsp;สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 20-28 พฤษภาคม 2556 จะนำคณะผู้แทนไทย ประกอบด้วยนายแพทย์ชาญวิทย์ ทระเทพ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายแพทย์วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และนักวิชาการเข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลกสมัยที่ 66 ( World Health Assembly : WHA) </span><span style="font-family: Angsanaupc; font-size: 15pt;">ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส จัดโดยองค์การอนามัยโลก โดยมีรัฐมนตรีสาธารณสุข &nbsp;ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการจาก 194ประเทศเข้าประชุมกว่า 2,000 คน เพื่อร่วมมือกำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาสาธารณสุขระดับโลก</span></p>
<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: Angsanaupc;">
<div style="text-align: justify;">&nbsp;</div>
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"> </span></span></p>
<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-family: Angsanaupc; font-size: 15pt;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายแพทย์ประดิษฐกล่าวว่า&nbsp;ในการประชุมสมัชชาอนามัยโลกปีนี้ มีวาระสำคัญหลายเรื่อง ได้แก่ การควบคุมป้องกันโรคไม่ติดต่อและแผนปฏิบัติการแก้ไขพ.ศ. 2557-2562&nbsp;เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง&nbsp;&nbsp; การลดพฤติกรรมต้นเหตุเช่นการดื่มสุรา การสูบบุหรี่&nbsp;การส่งเสริมการออกกำลังกายป้องกันโรคอ้วน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตโลก สาธารณสุขในคนต่างด้าว โดยเฉพาะบุตรของแรงงานต่างด้าว ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด โดยมีกฎหมายคุมครองคุ้มครองสิทธิผู้ป่วย คือพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 การป้องกันปัญหาสุขภาพจิต&nbsp;โดยเฉพาะการเฝ้าระวัง การฆ่าตัวตาย การเข้าถึงบริการโรคซึมเศร้าเพื่อลดปัญหาการฆ่าตัวตาย&nbsp;เป็นต้น&nbsp;ซึ่งไทยเป็นผู้นำด้านด้านการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตที่โดดเด่นของภูมิภาคนี้&nbsp;&nbsp; พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนกับเวทีโลกด้วย&nbsp;</span></div>
<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: Angsanaupc;">
<div style="text-align: justify;">&nbsp;</div>
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"> </span></span></p>
<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
<div style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"> </span></span></div>
<div style="text-indent: 36pt; text-align: justify;">&nbsp;</div>
<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">
<div style="text-justify: inter-cluster; text-align: justify; text-indent: 36pt"><span style="color: black;">นอกจากนี้ยังมีการประชุมแก้ปัญหาโรคติดต่อเช่นมาลาเรีย&nbsp;ปัญหายาปลอม&nbsp;&nbsp; โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างหลักประกันสุขภาพ&nbsp;ซึ่งประเทศไทยสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ ใช้&nbsp;ซึ่งจะเป็นเครื่องมือลดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน&nbsp;โดยประเทศไทยสนับสนุนและเรียกร้องให้มีการสร้างศักยภาพระบบข้อมูลสุขภาพในประเทศกำลังพัฒนา&nbsp;โดยเฉพาะข้อมูลทะเบียนราษฎร์และสถิติมีชีพ เพื่อให้ระบบประกันสุขภาพ ครอบคลุมตั้งแต่แรกเกิด และจูงใจสถานบริการในการแจ้งข้อมูล&nbsp;ซึ่งจะสามารถผลักดันให้เกิดการศึกษาและพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพของไทยอย่างต่อเนื่องด้วย&nbsp;&nbsp; </span></div>
</span></span></p>
<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: Angsanaupc;">
<div style="text-justify: inter-cluster; text-align: justify; text-indent: 36pt">&nbsp;</div>
</span></p>
<div style="text-indent: 36pt; text-align: justify;">&nbsp;</div>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"> </span></span></p>
<div style="text-indent: 36pt; text-align: justify;">&nbsp;</div>
<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">
<div style="text-justify: inter-cluster; text-align: justify; text-indent: 36pt"><span style="color: black;">นายแพทย์ประดิษฐ กล่าวอีกว่า ในการประชุมครั้งนี้ จะนำคณะผู้บริหารไทยศึกษาดูงานที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านยุทธศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก&nbsp;&nbsp; เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ จะมีการหารือความร่วมมือการพัฒนาสุขภาพกับรัฐมนตรีสาธารณสุขของประเทศศรีลังกา&nbsp;&nbsp; และหารือกับนาย เกรจ เพอร์รี่ ( Mr. Greg Perry</span><span style="color: black;">) ผู้อำนวยการด้านการบริการสิทธิบัตรยา ขององค์การอนามัยโลก ด้วย&nbsp;</span><span style="color: black;">&nbsp;</span><span style="color: black;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></div>
</span></span></p>
<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: Angsanaupc;">
<div style="text-justify: inter-cluster; text-align: justify; text-indent: 36pt">&nbsp;</div>
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"> </span></span></p>
<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
<div style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><b>******************************** 18 พฤษภาคม 2556</b></span></span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55606]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-18 19:39:24]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[ สธ.จัดแผนยุทธศาสตร์ รองรับการเปลี่ยนแปลงจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วันนี้ (17 พฤษภาคม 2556) ที่อาคารข่าวสด กรุงเทพมหานคร นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะร่วมแถลงข่าวการจัดงาน&nbsp;&ldquo;มติชน เฮลท์แคร์ 2013... สู้โรคไร้พรมแดน&nbsp;AEC &rdquo;&nbsp;ปีที่ 5 จัดโดยบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) และนิตยสารฮอสพิตอล แอนด์ เฮลท์แคร์ (Hospital &amp; Healthcare)&nbsp;ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม&nbsp;&ndash;&nbsp;2 มิถุนายน 2556 เวลา 10.00&nbsp;&ndash;&nbsp;20.00 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริ</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">กิติ์ กทม.</span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายแพทย์ประดิษฐกล่าวว่า ในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือปี พ.ศ.2558 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ประชาคมอาเซียน หรือ เออีซี และในอนาคตจะเกิดการเปลี่</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จะมีความหลากหลาย ซับซ้อน ทั้งด้านเศรษฐกิจการค้า ด้านสังคม และการสาธารณสุข โดยเฉพาะผลกระทบด้านสุขภาพ จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมรั</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">บมือผลกระทบด้านต่างๆ ที่น่าห่วงคือ การเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี อาจจะมีการนำโรคระบาดต่างๆ ตามมาด้วย อาทิ โรคเอดส์ วัณโรค มาลาเรีย เท้าช้าง ไข้เลือดออก อหิวาตกโรค โรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดโรคไม่ติ</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ดต่อเรื้อรังต่างๆเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ พฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง คาดการณ์ว่าในพ.ศ.2558 ประเทศไทยจะสูญเสียรายได้เนื่</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">องจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 52,150 ล้านบาท แต่หากคนไทยช่วยกันป้องกั</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นตนเองจะช่วยลดการสูญเสียได้ถึ</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">งร้อยละ 10-20 หรือประมาณ 8,000 ล้านบาท</span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายแพทย์ประดิษฐกล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคั</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ญและถือเป็นนโยบายเร่งด่วน</span></span><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ในขณะนี้ เพื่อเตรียมพร้อมในการเข้าสู่</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ประชาคมอาเซียน โดยได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">านสาธารณสุขรองรับและการป้องกั</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นผลกระทบ ประสานและสนับสนุนด้านวิ</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ชาการในการดำเนินงานด้</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">านสาธารณสุข ทั้งในและต่างประเทศ&nbsp; รวมทั้งกระตุ้นการมีส่วนร่</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการตื่นตัวในการดู</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">แลสุขภาพ โดยเผยแพร่ความรู้ ข่าวสารด้านสาธารณสุข ให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีทั้งร่</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">างกายและจิตใจ</span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านนายแพทย์โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า งานมติชนเฮลท์แคร์ปีนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้บูรณาการความร่วมมือกรมวิ</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ชาการต่างๆร่วมกันจัดกิจกรรม ภายใต้แนวคิดเมืองสาธารณสุข&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></span><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">สุขภาพดี เริ่มต้นที่นี่ โดยเผยแพร่องค์ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับสุขภาพ การป้องกันโรค การดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากโรคติ</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ดต่อเช่น โรคพยาธิใบไม้ตับ โรคไข้เลือดออก โรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เป็นต้น และความรู้ในการดูแลตนเองป้องกั</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นการป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรั</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ง เช่น เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ&nbsp;</span></span><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp;โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็ง&nbsp; โรคสมองเสื่อม และโทษพิษภัยเกี่ยวกับบุหรี่ มีบริการตรวจหาสารปนเปื้อน</span></span><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ในอาหาร และสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง ตรวจหาสารสเตียรอยด์</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ในยาแผนโบราณ การรับประทานอาหาร</span></span><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">อย่างปลอดภัย สาธิตเมนูชูสุขภาพ กินอย่างไรให้ไกลโรค เป็นต้น</span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการผ่</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">อนคลายความเครียดด้วยวิธีต่างๆ การออกกำลังกายด้วยท่าฤาษีดั</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ดตน &nbsp;การนวดรักษาโรค ธุรกิจบริการสุขภาพ สปาไทยสู่เออีซี บริการน้ำสมุนไพรฟรีแก่ผู้ร่</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">วมงาน ที่สำคัญกระทรวงสาธารณสุขได้จั</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ดทำพาสปอร์ตแจกผู้เข้างานทุกท่านหน้าซุ้</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">มทางเข้าเมืองสาธารณสุข สุขภาพดี เริ่มต้นที่นี่&nbsp; ประชาชนที่ร่วมกิจกรรมครบทุกจุด จะได้รับแสตมป์ สามารถนำพาสปอร์มาจับรางวัลได้</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ประตูทางออกงาน วันละ 250 รางวัล และแต่ละวันจะมีรางวัลใหญ่ให้อี</span></span><wbr></wbr><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ก 5 รางวัล &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></span></p>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">********** 17 พฤษภาคม 2556</span></span></strong></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55598]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-17 16:20:33]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[หมอชลน่าน ผลักดันตำบลสุขภาพดีทั่วไทย หวังสร้างคนไทยอายุยืน 80ปี และไม่อมโรค]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"> รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เร่งผลักดันให้เกิดตำบลจัดการสุขภาพดี ภายใต้กลยุทธ์ ชุมชนจัดการสุขภาพด้วย 3 อ. 2 ส. ปีนี้ตั้งเป้าอย่างน้อยอำเภอละ 2 ตำบล มั่นใจเป็นแนวทางพิชิตโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง เป็นผลสำเร็จ หวังอีก 10 ปี คนไทยจะอายุยืนยาวเพิ่มจากเฉลี่ย 73 ปี เป็น 80 ปี และมีสุขภาพดีตลอดเวลาจนถึงอายุ 72 ปี ล่าสุดพบคนวัยนี้ ร้อยละ 50 มีโรคเรื้อรังประจำตัว  </span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายแพทย์</span></span><st1:personname productid="ชลน่าน ศรีแก้ว" w:st="on"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ชลน่าน ศรีแก้ว</span></span></st1:personname><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"> รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนตำบลจัดการระบบสุขภาพเข้มแข็ง เมืองไทยแข็งแรง ที่ศูนย์เรียนรู้ โรงเรียนนวัตกรรมสุขภาพชุมชน ตำบลเกตรี อ.เมือง จ.สตูล และ รพ.สต.ควนโดน อ.ควนโดน จ.สตูล และให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้พบว่ามี โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุหรือเป็นตัวทำลายสุขภาพคนไทย เกิดการเจ็บป่วยชนิดค่อยเป็นค่อยไปส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว ทำให้คนไทยอายุสั้นลง หรือหากมีอายุยืนยาวก็จะอยู่อย่างอมโรค ล่าสุดคนไทยมีอายุขัยเฉลี่ย 73 ปี ผู้ชายเฉลี่ย 72 ปี หญิง 74 ปี กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าพัฒนาสุขภาพเพื่อให้คนไทยสุขภาพดี ภายใน 10 ปีนี้จะเพิ่มอายุเฉลี่ยคนไทยให้ได้ 80 ปี และจะต้องให้มีสุขภาพดีตลอดเวลาจนถึงอายุ 72 ปี เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า ผู้ที่อยู่ในวัยนี้มีสุขภาพดีเพียงครึ่งเดียว โดยโรคที่เป็นปัญหาคุกคามคนไทยมากที่สุด ได้แก่ เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต ส่วนใหญ่ประมาณ 10 ล้านคนอยู่ในชนบท และเสียชีวิตปีละประมาณ 97,000 คน คิดเป็นร้อยละ 25 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นโรคเรื้อรังต้องใช้เวลารักษายาวนาน ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา รวมทั้งผู้ป่วยบางรายไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ต้องพึ่งพิงญาติดูแล เป็นภาระให้ไม่สามารถประกอบการงานอย่างเต็มที่ </span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายแพทย์ชลน่านกล่าวต่อว่า เรื่องที่มีความสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาสุขภาพเหล่านี้ คือจะต้องได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังจากเจ้าของสุขภาพเอง และทุกภาคส่วน โดยเฉพาะชุมชน ไม่ใช่เป็นเรื่องของกระทรวงสาธารณสุขหรือบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น โดยในปี พ.ศ.2556 นี้ กระทรวงสาธารณสุขจะใช้กลยุทธ์ ชุมชนจัดการระบบสุขภาพซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งครอบคลุมทุกมิติ ทั้งสุขภาพกาย ใจ จิตวิญญาณ และสังคม ตั้งเป้าจะผลักดันให้เกิดตำบลสุขภาพดีทุกจังหวัด อย่างน้อยอำเภอละ 2 ตำบลก่อน โดยใช้ฐานของชุมชนหมู่บ้านเป็นแหล่งจัดการปรับเปลี่ยนสร้างสุขภาพ &nbsp;ภายใต้หลักการสุขภาพดีเริ่มต้นที่นี่ คือ 3 อ. ได้แก่ อาหาร&nbsp; ออกกำลังกาย อารมณ์ และ 2 ส. ได้แก่ การลด ละ เลิก สูบบุหรี่และสุรา&nbsp; โดยมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทั่วประเทศ และอสม.เป็นแกนนำ ซึ่งที่ผ่านมามีหมู่บ้านที่ประสบความสำเร็จแล้ว 308 แห่ง ผลการดำเนินงาน 2 ปี เช่น กระตุ้นการออกกำลังกาย กินผักอย่างน้อยวันละครึ่งกิโลกรัมทุกวัน พบว่า ไม่มีผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงรายใหม่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ถือว่าเป็นความสำเร็จที่ต้องเร่งขยายผลทั่วประเทศ และมั่นใจว่าแนวทางนี้จะทำให้ประเทศไทยต่อสู้กับโรคเรื้อรังได้เป็นผลสำเร็จ</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><strong>&nbsp;********************************** 17 พฤษภาคม 2556</strong></span></span><b><span lang="TH" style="font-size:16.0pt;font-family:"><o:p></o:p></span></b></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55578]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-17 10:53:04]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[ สธ. เผยกรณีโรงพยาบาลที่มีข่าวถูกปล่อยทิ้งร้างที่จ.กาฬสินธุ์ อยู่ระหว่างวางระบบสาธารณูปโภค จะเปิดบริการได้ภายใน 3 เดือน]]></title>
<description><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">กระทรวงสาธารณสุข เผยกรณีมีข่าวทางสื่อมวลชนร้องผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ว่ามีโรงพยาบาล 4 แห่งที่จังหวัดกาฬสินธุ์ สร้างเสร็จแล้วถูกปล่อยทิ้งร้างนั้น นายแพทย์</span></span><st1:personname productid="อภิชัย มงคล" w:st="on"><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">อภิชัย มงคล</span></span></st1:personname><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; "> ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 7 ให้สัมภาษณ์ว่า เบื้องต้นได้รับรายงานจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ ว่า โรงพยาบาลทั้ง 4 แห่ง คือโรงพยาบาลอำเภอฆ้องชัย โรงพยาบาลอำเภอสามชัย &nbsp;โรงพยาบาลอำเภอนาคู และโรงพยาบาลอำเภอดอนจาน ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ แม้ว่าตัวอาคารจะเสร็จแล้ว แต่อยู่ระหว่างการดำเนินการวางระบบสาธารณูปโภค ทั้งระบบน้ำประปา และระบบไฟฟ้า ยังไม่สามารถตรวจรับสิ่งก่อสร้างทั้งหมดได้ จึงไม่สามารถเปิดบริการได้</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนของบุคลากรประจำโรงพยาบาล ทั้งแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และเครื่องมือแพทย์ ขณะนี้ได้มีการเตรียมพร้อมจัดสรรไว้แล้วทั้ง 4 แห่ง โดยโรงพยาบาลแม่ข่าย ได้แก่ โรงพยาบาลอำเภอฆ้องชัยจะมีโรงพยาบาลกมลาไสยเป็นแม่ข่าย &nbsp;โรงพยาบาลอำเภอสามชัยมีโรงพยาบาลคำม่วงเป็นแม่ข่าย &nbsp;โรงพยาบาลอำเภอนาคูมีโรงพยาบาลเขาวงเป็นแม่ข่าย โรงพยาบาลอำเภอดอนจานมีโรงพยาบาลกาฬสินธุ์เป็นแม่ข่าย ซึ่งเมื่อการวางระบบสาธารณูปโภคเสร็จสมบูรณ์ และมีการส่งมอบงานแล้ว ก็จะสามารถเข้าปฏิบัติงานได้ทันที คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการประชาชนได้ภายในอีก 2-3 เดือนนี้</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายแพทย์อภิชัยกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่บอกว่ามีบางแห่งประชาชนในพื้นที่ต้องจัดกองกฐินกองผ้าป่าเพื่อหาเงินจ้างคนดูแลโรงพยาบาลนั้น ขอเรียนชี้แจงว่าโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่งจะมีคณะกรรมการพัฒนาโรงพยาบาลที่มีหน่วยราชการนอก ผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งภาคประชาชนเข้ามาร่วมบริหารจัดการ ในเรื่องของการระดมทุนนั้นเป็นเรื่องที่ประชาชนในพื้นทีมีความตั้งใจจริง ในการที่จะนำมาพัฒนาโรงพยาบาลในชุมชนของตนเองในด้านต่างๆ อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีหน้าที่หลักในการดูแลสุขภาพประชาชน ไม่ได้นิ่งนอนใจเห็นถึงความทุกข์ และความต้องการของประชาชนที่ต้องการจะใช้ประโยชน์จากโรงพยาบาล ได้ให้ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ ประสานเร่งรัดผู้รับจ้างวางระบบสาธารณูปโภคให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ พร้อมเปิดให้บริการพี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: center; "><strong><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">********************************** 16 พฤษภาคม 2556</span></span></strong><b><span lang="TH" style="font-size:16.0pt;font-family:"><o:p></o:p></span></b></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55545]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-16 13:25:09]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[สธ.เตรียมยกร่างระเบียบสำนักนายกฯ การติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ประกอบการและ    ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ยาสูบ เน้นมาตรฐาน โปร่งใส ไร้แทรกแซง]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประชุมคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ เตรียมยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการติดต่อระหว่างผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ยาสูบกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องมีมาตรฐานเดียวกัน โปร่งใส&nbsp; ไร้การแทรกแซง  </span></span></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันนี้ (16 พฤษภาคม 2556) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2556 ว่า ในที่ประชุมวันนี้&nbsp; มีการหารือคณะกรรมการฯ ในการยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการติดต่อระหว่างผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ยาสูบกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ....&nbsp; ซึ่งผู้ประกอบการหมายถึง ผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้นำเข้า หรือผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ยาสูบ&nbsp;&nbsp; ส่วนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้แก่ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากบุหรี่ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น สมาคมหรือชมรมผู้เพาะปลูกใบยาสูบ สมาคมหรือชมรมผู้ค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบ ผู้ประกอบการกิจการโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาสูบ เป็นต้น&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้เพื่อให้การติดต่อประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประกอบการดังกล่าว เช่น การแจ้งรายการส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ยาสูบ การขอรับหนังสือรับรองการแจ้งรายการส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ยาสูบ เป็นต้น กระทำได้เท่าที่จำเป็นเฉพาะการปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบหรือมาตรการอื่นใดตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบเท่านั้น&nbsp; </span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายแพทย์ประดิษฐกล่าวว่า ในการยกร่างระเบียบสำนักนายกฯครั้งนี้ จะใช้แนวทางในการปฏิบัติตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกมาตรา 5.3 และระเบียบกรมควบคุมโรค พ.ศ.2555 ว่าด้วยการติดต่อกับผู้ประกอบการและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ยาสูบเป็นต้นแบบ เนื่องจากระเบียบของกรมควบคุมโรคที่ใช้ในปัจจุบันใช้แค่ในระดับกรมเท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมหน่วยงานอื่น ซึ่งร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้&nbsp; จะเป็นมาตรฐานในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกกระทรวง ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และเกิดความโปร่งใสมีประสิทธิภาพมากที่สุด ป้องกันการแทรกแซงนโยบายการควบคุมยาสูบของรัฐด้วย โดยที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะทำงานยกร่างฯ ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องและภาคประชาชน และเสนอร่างต่อที่ประชุมคณะกรรมการฯต่อไป </span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ มาตรการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพด้านยาสูบ ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2555&nbsp; ได้กำหนดให้หน่วยงานราชการกำหนดนโยบาย หรือระเบียบปฏิบัติภายในหน่วยงาน เพื่อป้องกันการแทรกแซงนโยบายการควบคุมยาสูบของรัฐจากอุตสาหกรรมยาสูบ ตามแนวทางของกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกมาตรา 5.3&nbsp; ที่เสนอแนวทางปฏิบัติ 8 ประการได้แก่ 1.สร้างความตื่นตัวถึงอันตรายของผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2.กำหนดมาตรการเพื่อจำกัดการติดต่อประสานงานกับอุตสาหกรรมยาสูบและเน้นความโปร่งใส 3.ปฏิเสธความร่วมมือใดๆกับอุตสาหกรรมยาสูบ ข้อตกลงที่ไม่มีข้อผูกมัดตามกฎหมาย หรือข้อตกลงที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง 4.หลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ 5.กำหนดให้ข้อมูลที่ได้รับจากอุตสาหกรรมยาสูบต้องโปร่งใสและถูกต้อง 6.ไม่ยอมรับหรือออกระเบียบควบคุมกิจกรรมที่อุตสาหกรรมยาสูบอ้างว่าเป็นกิจกรรมที่แสดงความรับผิดชอบทางสังคมของภาคธุรกิจ 7.ห้ามให้สิทธิพิเศษใดๆแก่อุตสาหกรรมยาสูบ และ8.ให้ปฏิบัติต่ออุตสาหกรรมยาสูบของรัฐในลักษณะเดียวกันกับที่ปฏิบัติต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: center; "><strong><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">******************************* 16 พฤษภาคม 2556</span></span></strong></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55544]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-16 13:37:04]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[ สธ.เตรียมผลักดัน 2 ตำรับยาหม้อสมุนไพรรักษาโรคตับแข็ง โรคสะเก็ดเงิน เข้าบัญชียาหลักฯ]]></title>
<description><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; line-height: normal; text-align: justify; "><span lang="TH" style="font-size:16.0pt;font-family:
"><span style="mso-tab-count:1">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp;</span></span><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตรียมผลักดันตำรับยาหม้อ&ldquo;พัทธะปิตตะ&rdquo; &nbsp;รักษาโรคตับแข็ง และตำรับยา &ldquo;วรรณฉวี-เทพรังษี&rdquo; รักษาโรคสะเก็ดเงิน เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ ใช้รักษาผู้ป่วยทุกสิทธิการรักษา หลังมีผลการวิจัยการรักษาโรคทั้ง 2 ชนิด ที่คลินิกแพทย์แผนไทยรพ.พระปกเกล้า จ.จันทบุรีได้ผลดีมาก เป็นความหวังในการลดการใช้ยาแผนปัจจุบัน โดยมีแนวโน้มแปรรูปเป็นสารสกัด ใช้สะดวก&nbsp; &nbsp;คาดจะดำเนินการได้จริงในปีหน้านี้&nbsp; </span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วันนี้ (16 พฤษภาคม 2556) ที่ โรงแรมสตาร์ ไอทีเซ็นเตอร์ อ.เมือง จ.ระยอง นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดงานมหกรรมสุขภาพถ้วนหน้าภาคพื้นบูรพา และงานมหกรรมสุขภาพดีวิถีบูรพา ซึ่งจัดโดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยของ 8 จังหวัดภาคตะวันออก ให้ประชาชนได้รับความรู้ ความเข้าใจการใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน สมุนไพรไทย ในการดูแลสุขภาพ เช่น การทำยาสมุนไพรในชุมชนโดยหมอพื้นบ้าน การนวดเหยียบเหล็กแดงรักษาอาการปวดเมื่อย ของจ.ปราจีนบุรี&nbsp;&nbsp; โรงผลิตยาต้นแบบของ จ.สระแก้ว ผลิตภัณฑ์ความงาม เช่น สปาหู ของ จ.ชลบุรี&nbsp; การทำสปามือ เท้าและหน้าด้วยตนเองของ จ.ระยอง การฝังเข็ม การจัดกระดูก นวดกดจุดตนเองของ จ.ระยอง จ.สมุทรปราการ การดูแลหญิงก่อนและหลังคลอดของ จ.สมุทรปราการ จ.ปราจีนบุรี &nbsp;&nbsp;และ จ.ตราด &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การผลิตยาสมุนไพรต้นแบบของ </span></span><o:p></o:p><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">จ.สระแก้ว จัดระหว่างวันที่ 16-18 พฤษภาคม 2556 โดยในงานดังกล่าวมีการแจกกล้าพันธุ์ไม้สมุนไพร&nbsp; วันละ 100 ต้นด้วย </span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายแพทย์ชลน่าน ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้นำการแพทย์แผนไทยมาใช้ในโรงพยาบาล&nbsp; โดยได้ให้โรงพยาบาล 10 แห่งเปิดรักษาผู้ป่วยด้วยการแพทย์แผนไทย ใช้ยาสมุนไพรตำรับโดยตรงทั้งแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ในจำนวนนี้ เป็นโรงพยาบาลศูนย์ 2 แห่งได้แก่ โรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี&nbsp; และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี&nbsp; และส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาแปรรูปสมุนไพรมาเป็นยาที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล ในรูปแบบที่ทันสมัย ใช้ง่าย เพื่อนำมารักษาอาการเจ็บป่วย&nbsp; ลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้มีมูลค่าตกปีละกว่า 2 แสนล้านบาท&nbsp;&nbsp; </span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายแพทย์ชลน่านกล่าวว่า&nbsp; จากการติดตามผลการรักษาด้วยการแพทย์แผนไทย ของคลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลพระปกเกล้าในรอบ 1 ปี&nbsp; พบว่าได้ผลน่าพอใจ ประชาชนมีแนวโน้มใช้บริการเพิ่มขึ้น และมีข่าวดีสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็ง และโรคสะเก็ดเงิน โดยผลการศึกษาวิจัยการใช้ยาหม้อตำรับ&ldquo;พัทธะปิตตะ&rdquo; ซึ่งมีสมุนไพร 8 ชนิด รักษาโรคตับแข็ง&nbsp; และการใช้ยาหม้อตำรับ &ldquo;วรรณฉวี-เทพรังษี&rdquo; รักษาโรคสะเก็ดเงิน &nbsp;ระหว่างการแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนปัจจุบัน พบว่าได้ผลดี&nbsp; เป็นข้อพิสูจน์ยืนยันถึงประสิทธิภาพของยาสมุนไพรไทยในการรักษาโรคเรื้อรัง&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขณะนี้นักศึกษาแพทย์ระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล&nbsp; อยู่ระหว่างการวิจัยคุณสมบัติตัวยาสมุนไพรที่ใช้ในตำรับทางวิทยาศาสตร์ คาดว่าจะสำเร็จในปีนี้ </span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายแพทย์ชลน่านกล่าวต่อไปว่า ขั้นต่อไป กระทรวงสาธารณสุขจะผลักดันตำรับยาหม้อรักษาโรคทั้ง 2 โรคนี้ เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนทุกสิทธิการรักษาใช้ได้ เนื่องจากขณะนี้มีเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยในสิทธิสวัสดิการการรักษาพยาบาลข้าราชการ ใช้ได้เพียงกลุ่มเดียว&nbsp; อีก 2 สิทธิ์คือโครงการ 30 &nbsp;บาทและประกันสังคมยังไม่สามารถใช้ได้&nbsp;</span></span><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">นอกจากนี้อาจจะมีการวิจัยต่อยอดพัฒนารูปแบบตัวยาให้ใช้ได้สะดวกขึ้น เป็นความหวังในการลดการใช้ยาแผนปัจจุบัน&nbsp; ซึ่งการรักษาโรคตับแข็ง หากใช้ยาแผนปัจจุบันจะใช้ประมาณ 6-7 รายการ ค่ารักษารายละประมาณ 2,000 บาทต่อเดือน&nbsp;&nbsp; &nbsp;</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทางด้านนายแพทย์ฉัตรชัย สวัสดิไชย นายแพทย์เชี่ยวชาญ ประจำคลินิกแพทย์แผนไทย รพ.พระปกเกล้า จันทบุรี กล่าวว่า โรคตับแข็ง&nbsp; เป็นโรคเรื้อรัง เกิดจากเนื้อตับมีการอักเสบ เกิดเนื้อเยื่อพังผืดรัดแข็ง มีคนไทยเสียชีวิตประมาณ 21,833 รายต่อปี มักพบในเพศชายและอยู่ในวัยแรงงาน ส่วนใหญ่มักมีประวัติเกี่ยวข้องกับการดื่มสุรา&nbsp; มักมีอาการ ตัวตาเหลือง&nbsp; ท้องโต แน่นท้อง ขาบวม กินไม่ได้ จากการศึกษาใช้ยาสมุนไพรตำรับ&ldquo;พัทธะปิตตะ&rdquo; รักษาโรคนี้&nbsp; ซึ่งมีสมุนไพร 8 ชนิดเป็นหลัก เช่น หัวเต่ารั้ง หัวเต่าเกียด กำแพง 7 ชั้น หัวข้าวเย็นเหนือ หัวข้าวเย็นใต้ เป็นต้น แต่อาจเปลี่ยนสมุนไพรบางตัวให้เหมาะสมกับผู้ป่วยบางคน&nbsp; โดยต้มยา 1 ห่อ ต่อ 1 สัปดาห์ &nbsp;กินติดต่อกันเป็นเวลา 8 &nbsp;สัปดาห์&nbsp; ผลการรักษาปรากฎว่าท้องและขา ยุบบวม ผลตรวจเลือด พบการทำงานของตับดีขึ้น และดีขึ้นจนเข้าสู่ระดับปกติในเดือนที่ &nbsp;5&nbsp; และต้องกินยาสมุนไพรต่อเนื่องจนครบ 8 เดือนจึงหยุดยาต้ม และยังคงให้รับประทานยาบำรุงตับต่อ ซึ่งเป็นยาสมุนไพรตำรับต่อไป </span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ในปี 2555 มีผู้ป่วยโรคตับแข็งมารับการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน ที่รพ.พระปกเกล้า จำนวน 3,171 ราย รับการรักษาที่คลินิกแพทย์แผนไทย 456 ราย หรือร้อยละ 14 จากการติดตามผลการรักษาเกือบทั้งหมดอาการดีขึ้น ค่าใช้จ่ายในการรักษาตามหลักการแพทย์แผนไทย จำนวน 12 ครั้งๆ ละ 1,424 บาท ตลอดการรักษารายละประมาณ 17,088 บาท&nbsp; หากรักษาโดยใช้ยาแผนปัจจุบัน จะตกประมาณ 24,000 บาท </span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify; "><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับโรคสะเก็ดเงิน ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังเช่นกัน เกิดจากความผิดปกติของยีนส์ที่ควบคุมการสร้างผิวหนัง ทำให้ผิวหนังอัดแน่นและหนา ตกสะเก็ดเร็วประมาณ 3-4 วัน&nbsp; &nbsp;โรคนี้รักษาไม่หายขาด&nbsp; แต่ช่วยให้อาการดีขึ้นทั้งแผนปัจจุบันและแผนไทย &nbsp;หากผู้ป่วยมีอาการเครียด ดื่มสุราเป็นประจำ หรือรับประทานของดอง ของคาว ก็อาจทำให้โรคกำเริบขึ้นได้ &nbsp;ในปี 2555 มีผู้ป่วยที่รักษากับแพทย์แผนปัจจุบันประมาณ 3,000 ราย &nbsp;มีผู้ป่วยรักษาที่คลินิกแพทย์แผนไทย จำนวน 422 ราย โดยใช้ยาสมุนไพรตำรับชื่อว่า &ldquo;วรรณฉวี-เทพรังษี&rdquo; ซึ่งมีสมุนไพร 7-14 ชนิด&nbsp; เช่น โกฐหัวบัว โกฐกระดูก เทียนดำ เทียนข้าวเปลือก หัวตะเพียด&nbsp; หัวหนอนตายหยาก หัวข้าวเย็นเหนือ หัวข้าวเย็นใต้ เป็นต้น&nbsp; ผลการรักษาส่วนใหญ่ร้อยละ 72 อาการดีขึ้น และอาการดีมาก&nbsp; รอยโรคสะเก็ดที่ผิวหนังทั่วตัวหายไปทั้งหมดประมาณร้อยละ 20&nbsp; สร้างความพึงพอใจผู้ป่วยมาก ค่ารักษาตกรายละประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน ใช้เวลา 6-8 เดือน&nbsp;&nbsp; หากใช้ยาแผนปัจจุบันรักษาจะตกรายละ 10,000- 16,800 บาทต่อปี </span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: center; "><strong><span style="font-size: 16pt; "><span style="font-family: Angsanaupc; ">************************************ 16 พฤษภาคม 2556</span></span></strong><b><span style="font-size:16.0pt;font-family:" angsana=""><o:p></o:p></span></b></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55541]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-16 14:13:01]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[ สธ. เตรียมพัฒนาโรงพยาบาลร้อยเอ็ด เป็นศูนย์เชี่ยวชาญโรคมะเร็งตับและท่อน้ำดีของภาคอีสานและภูมิภาค หลังพบผู้ป่วยสูงสุดในโลก]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><b style="text-align: justify;"><u><span lang="TH" style="color: rgb(34, 34, 34);"><img src="/ops/iprg/userfiles/healthmoph/images/DSC_0787(1).JPG" width="150" height="224" align="right" alt="" />&nbsp;พร้อมศึกษาวิจัยระยะยาว </span></u></b><b style="text-align: justify;"><u><span style="color: rgb(34, 34, 34);">10 <span lang="TH">ปีหาต้นเหตุ พร้อมเป็นศูนย์กลางการวิจัยนานาชาติ</span></span></u></b></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: justify; text-indent: 36pt; background-position: initial initial; background-repeat: initial initial;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span lang="TH" style="color: rgb(34, 34, 34);">วันนี้ (16 พฤษภาคม 2556</span><span style="color: rgb(34, 34, 34);">) <span lang="TH">ที่จังหวัดร้อยเอ็ด นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมคณะกรรมการโครงการความร่วมมือเพื่อป้องกันและควบคุมโรคมะเร็ง จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และสำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดำเนินการมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 </span>&nbsp;</span></span></span><span style="font-size:15.0pt;font-family:" angsana=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span lang="TH" style="color: rgb(34, 34, 34);">นายแพทย์ณรงค์ กล่าวว่า &nbsp;จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นจังหวัดที่พบผู้ป่วยโรคมะเร็งตับและท่อน้ำดีมากที่สุดในประเทศไทยและมากที่สุดในโลก โดยพบอัตราป่วย 58 ต่อแสนประชากร ในขณะที่อัตราป่วยของประเทศอยู่ที่ 20 ต่อประชากรแสนคน จึงได้มีโครงการเพื่อค้นหาสาเหตุการป่วย หาแนวทางการป้องกัน &nbsp;รวมทั้งคัดกรองค้นหาผู้ป่วย เพราะหากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเข้าสู่ระบบการรักษา จะช่วยให้อัตราการหายขาดดีขึ้น จากเดิมที่อัตราการตายสูงถึงร้อยละร้อย หากวินิจฉัยได้เร็วอัตราการรอดสูงถึงร้อยละ 30-50 &nbsp;โดยเฉพาะหากอัลตร้าชาวด์พบมะเร็งและผ่าตัดรักษาภายใน 2 เดือน ซึ่ง เป็นช่วงโอกาสทองของการรักษา แต่ปัญหาที่พบขณะนี้ คือคิวผ่าตัด ที่ต้องรอนานเกิน 2 เดือนทำให้โอกาสทองหายไป อัตรารอดชีวิตต่ำลง</span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span style="font-size:15.0pt;font-family:" angsana=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: justify; text-indent: 36pt;"><img src="/ops/iprg/userfiles/healthmoph/images/photo (9)(1).jpg" width="350" height="261" alt="" />&nbsp; &nbsp;<img src="/ops/iprg/userfiles/healthmoph/images/photo (11)(1).jpg" width="350" height="261" alt="" /></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span lang="TH" style="color: rgb(34, 34, 34);">ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขจะเน้นเรื่องการรักษาและการศึกษาวิจัยระยะยาว 10 ปีเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของมะเร็ง โดยในส่วนของการวิจัยครั้งนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีมีนโยบายให้ศึกษาในระดับชาติ โดยให้สภาวิจัยแห่งชาติร่วมดำเนินการ สร้างความเชื่อถือและใช้อ้างอิงในระดับโลกเพื่อชูให้ไทยไปศูนย์กลางการวิจัยนานาชาติ (</span><span style="color: rgb(34, 34, 34);">Research Hub) <span lang="TH">ส่วนการรักษามีนโยบายจะพัฒนาให้โรงพยาบาลร้อยเอ็ดเป็นศูนย์เชี่ยวชาญรักษามะเร็งท่อน้ำดีและมะเร็งตับอย่างครบวงจรในภาคอีสานและภูมิภาค เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงของประชาชน โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านมะเร็งระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนายกระดับคุณภาพระบบบริการมะเร็งแบบครบวงจร ตามแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เน้นดำเนินการอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งระบบการรักษาผู้ป่วย การป้องกันและควบคุม การตรวจคัดกรองค้นหาผู้ป่วยมะเร็งระยะเริ่มต้นให้พบเร็วที่สุด และให้การรักษาก่อนที่มะเร็งจะลุกลาม ซึ่งจะทำให้โอกาสหายขาดสูงขึ้น</span></span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: justify; text-indent: 36pt;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<img src="/ops/iprg/userfiles/healthmoph/images/photo (13).jpg" width="500" height="373" alt="" /></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span style="font-size:15.0pt;font-family:" angsana=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span lang="TH" style="color: rgb(34, 34, 34);">ขณะเดียวกัน จะพัฒนาโรงพยาบาลพนมไพรซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชนให้เป็นหน่วยบริการที่มีความเป็นเลิศในการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งเชิงรุก และมีความเป็นเลิศด้านการวิจัยปัญหาสุขภาพระยะยาว โดยในการประชุมวันนี้จะมีการหารือแผนการลงทุนด้านสิ่งก่อสร้าง เครื่องมือแพทย์ บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ โดยกระทรวงสาธารณสุขจะเน้นพัฒนาระบบบริการ ส่วนมูลนิธิโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เน้นเรื่องการวิจัยค้นคว้าหาวิธีการป้องกันและรักษาให้มีประสิทธิภาพ และจะเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีต่อไป</span></span></span><span style="font-size:15.0pt;font-family:
" angsana=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 15pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span style="color: rgb(34, 34, 34);">*******************************<span lang="TH"> 16 พฤษภาคม 2556</span></span></span></span><span style="font-size:15.0pt;font-family:" angsana=""><o:p></o:p></span></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55523]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-16 10:37:27]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[หมอประดิษฐ ให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ  ร่วมบริหารการก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ของอภ.]]></title>
<description><![CDATA[<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">รัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าผลักดันการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ขององค์การเภสัชกรรม &nbsp;โดยเสนอให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญทั้งภายในและภายนอก &nbsp;มาร่วมให้คำปรึกษาแก่บอร์ดองค์การเภสัชกรรม &nbsp;เพื่อให้คนไทยได้พึ่งพาวัคซีนในประเทศโดยเร็ว&nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;">	</span></span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมาตรการการผลักดันการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ขององค์การเภสัชกรรมว่า ในฐานะที่เป็นผู้กำกับองค์การเภสัชกรรม ได้ให้นโยบายชัดเจนว่า &nbsp;ให้ใช้กระบวนการของสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาร่วมดำเนินการเดินหน้าการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนให้สำเร็จ &nbsp;ซึ่งจะเป็นแก้ไขทั้งเรื่องการบริหารจัดการและทางวิชาการ &nbsp;เนื่องจากเป็นโครงการที่ดำเนินการมาแล้ว จะต้องสานต่อให้บรรลุผล โดยจะมีการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนทั้งภายนอกและจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ &nbsp;เพื่อเสนอข้อมูลต่อบอร์ดองค์การเภสัชกรรม &nbsp;เพื่อเป็นข้อแนะนำการดำเนินการต่อไป &nbsp;เพื่อให้บอร์ดมีที่ปรึกษาและที่มีข้อมูลทางวิชาการอย่างถูกต้อง &nbsp; &nbsp;&nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;">	</span></span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ส่วนผลในการสอบสวนสาเหตุความล่าช้าที่ผ่านมานั้น เป็นหน้าที่ของของดีเอสไอ และบอร์ดขององค์การเภสัชกรรม นายแพทย์ประดิษฐกล่าว &nbsp; &nbsp; &nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">พฤษภาคม ************************** &nbsp;15 พฤษภาคม 2556</span></span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55510]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-15 15:22:41]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[หมอประดิษฐ เดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงสธ. หวังเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการ และเพิ่มคุณภาพบริการประชาชน ยืนยันสปสช. ยังกระจายงบประมาณขาลงไปพื้นที่เหมือนเดิม ]]></title>
<description><![CDATA[<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">วันนี้ &nbsp;(15 พฤษภาคม 2556) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กทม. นายแพทย์ประดิษฐ &nbsp;สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ชลน่าน &nbsp;ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขและนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย รองปลัดกระทรวง อธิบดีทุกกรม ผู้ตรวจราชการเขตบริการสุขภาพ และสาธารณสุขนิเทศก์ &nbsp;เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายและตัวชี้วัดของกระทรวงสาธารณสุข</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;">	</span></span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ประดิษฐกล่าวว่า &nbsp; &nbsp;วันนี้เป็นการนำเสนอเรื่องการบริหารจัดการในการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และเพิ่มคุณภาพการให้บริการประชาชน ซึ่งมีประมาณ 10 &nbsp;เรื่อง ที่เป็นปัญหาการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของประชาชนในลำดับสูงสุดในขณะนี้ เช่น อุบัติเหตุ &nbsp; ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงอันดับ 3 ประเทศ ปีละ 20,000-30,000 คนต่อปี โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองแตก ตีบ ตัน &nbsp; โรคมะเร็งต่างๆ เป็นต้น &nbsp;ในการปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าว จะเน้น 4 ระบบ ได้แก่ &nbsp;1.การปรับปรุงระบบการให้บริการ โดยเพิ่มคุณภาพบริการ คิวรอสั้นลง &nbsp;2.การปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุน &nbsp;ประกอบด้วย ต้นทุนการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ โดยนำระบบการจัดซื้อยาร่วมกันในระดับเขตมาใช้ &nbsp;เพื่อให้ได้ยาที่มีคุณภาพและใช้ต้นทุนต่ำที่สุด &nbsp;และต้นทุนด้านบุคลากร ซึ่งไม่ได้ใช้วิธีลดจำนวนบุคลากรลง แต่จะเน้นการบริหารบุคลากรร่วมกันภายในเขตบริการสุขภาพ มีการจัดสรรบุคลากรจากหน่วยงานที่มีบุคลากรเหลือ ไปให้หน่วยที่ขาดแคลนหรือมีความต้องการเพิ่ม ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับบริการดีขึ้น&nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">3.การบริหารจัดการงบประมาณขาลงในปีงบประมาณ 2557 จะเป็นการทำงานร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุขในฐานะหน่วยจัดบริการกับสปสช.ในฐานะผู้ซื้อ ภายใต้คณะอนุกรรมการการเงินและการคลัง &nbsp;ซึ่งมีดร.คณิต &nbsp;แสงสุพรรณ เป็นประธาน โดยกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ให้ข้อมูลการบริหารจัดการเงินไปยังเขตหรือจังหวัด การโอนเงินลงพื้นที่ยังเป็นหน้าที่ของสปสช.เช่นเดิม จะไม่มีการโอนเงินผ่านกระทรวงสาธารณสุขแต่อย่างใด &nbsp; และมีระบบการติดตามผลการทำงานตามตัวชี้วัด ทั้งด้านคุณภาพและประสิทธิภาพร่วมกัน &nbsp; &nbsp;และ4.แผนบริหารกำลังคนทั้งระบบของกระทรวงสาธารณสุข &nbsp;ทั้งการผลิต การใช้ และการรักษากำลังคนไว้ในระบบ &nbsp;เนื่องจากมีแนวโน้มโตขึ้นเรื่อยๆ โดยขณะนี้ร้อยละ 50 ของงบประมาณกระทรวงฯทั้งหมด &nbsp;เป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากร &nbsp; เพื่อให้ใช้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ &nbsp;สอดคล้องกับทิศทางการจัดบริการประชาชน ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ ได้อนุมัติให้ผลิตพยาบาลวิชาชีพเพิ่มเป็นปีละ 7,000 &nbsp;คน เป็นระยะเวลา 4 &nbsp;ปี &nbsp; &nbsp; <span class="Apple-tab-span" style="white-space: pre;">	</span></span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">พฤษภาคม ******************* &nbsp;15 พฤษภาคม 2556</span></span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55509]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-15 15:21:54]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[ สธ.- สปสช. ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่  3.5 ล้านโด๊สฟรีให้กลุ่มเสี่ยง เริ่ม 27 พ.ค. 2556]]></title>
<description><![CDATA[<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ &nbsp;ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ จำนวน 3.5 ล้านโด๊สฟรี ให้กลุ่มเสี่ยงทั้งประชาชนทุกสิทธิการรักษา และบุคลากรสาธารณสุข สร้างภูมิคุ้มกันโรค ป้องกันอันตรายโรคแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ เริ่มฉีดพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม &ndash; 30 กันยายน 2556 รับบริการได้ที่โรงพยาบาลภาครัฐ และเอกชนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ&nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">วันนี้ (15 พฤษภาคม 2556) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กทม.นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์พรเทพ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และนายแพทย์วินัย &nbsp;สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แถลงข่าวโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ประจำปี 2556 &nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ชลน่าน &nbsp;กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับ สปสช.จัดบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ประจำปี 2556 จำนวน 3,500,000 โด๊ส งบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ฉีดให้กลุ่มเสี่ยงทุกสิทธิการรักษาฟรี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือประชาชน 3 กลุ่ม ประกอบด้วย &nbsp;1.ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 2.ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคปอดอุดกั้น หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และเบาหวาน 3.กลุ่มอื่นๆ เช่น หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี เป็นต้น &nbsp;กลุ่มที่ 2 คือบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครกำจัดสัตว์ปีก เริ่มฉีดพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2556 ที่โรงพยาบาลภาครัฐ และเอกชนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วน สปสช. 1330 หรือสายด่วน กรมควบคุมโรค 1422 &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ในการฉีดวัคซีนดังกล่าวครั้งนี้ &nbsp;จะรณรงค์ให้กลุ่มเป้าหมายดังกล่าว เข้าถึงวัคซีนได้มากที่สุด วัคซีนที่ฉีดเป็นชนิดที่ทำจากเชื้อตาย รวม 3 สายพันธุ์ คือ ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 (A H1N1) ชนิดเอ เอช3 เอ็น2 (A H3N2) และชนิดบี (B) ซึ่งเป็นเชื้อตามฤดูกาลที่พบในไทยในขณะนี้ แต่วัคซีนชนิดนี้ไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดนกทั้งสายพันธุ์เก่าและใหม่ได้&nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ทั้งนี้ โรคไข้หวัดใหญ่มักระบาดในช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาว แต่ละปีไทยมีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ 9 แสนราย ในจำนวนนี้ร้อยละ 3 หรือประมาณ 26,000 ราย มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเช่น ปอดบวม ต้องรับรักษาในโรงพยาบาล เสียชีวิตปีละประมาณ 150 ราย ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 913-2,453 ล้านบาท โดยในปี 2556 นี้ มีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมทั่วประเทศตั้งแต่ 1 มกราคม &ndash;1 พฤษภาคม รวม 18,005 ราย ไม่มีเสียชีวิต อย่างไรก็ดี ในกลุ่มเสี่ยงเช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เป็นต้น หากป่วยเป็นโรคนี้มักจะมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง อาจเสียชีวิตได้ เนื่องจากมีภูมิต้านทานโรคต่ำ จึงต้องฉีดวัคซีนเพื่อเพิ่มภูมิป้องกัน ซึ่งผลจากการศึกษาวิจัยยืนยันมีความคุ้มค่า มีประสิทธิภาพในการลดการเจ็บป่วยและการตาย หรือภาวะแทรกซ้อนจากโรคไข้หวัดใหญ่ &nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">สำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้หลายวิธีคือการมีสุขอนามัยที่ดี ได้แก่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงคลุกคลีกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ หากมีอาการไอจาม ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชูปิดปาก ปิดจมูก ผู้ที่ป่วยควรหยุดงาน หยุดเรียน พักรักษาตัวจนกว่าจะหาย&nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">พฤษภาคม3/3 &nbsp;********************************************** 15 พฤษภาคม 2556</span></span></div>
<div>&nbsp;</div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55496]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-15 11:25:35]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[ สธ.ไทยจับมือรัฐบาลญี่ปุ่น พัฒนารูปแบบบริการระยะยาวผู้สูงอายุ รับมือสังคมผู้สูงอายุไทย คาดมีประมาณ 1 ล้านคน อยู่ในสภาพต้องพึ่งพิง]]></title>
<description><![CDATA[<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">กระทรวงสาธารณสุขไทยจับมือรัฐบาลญี่ปุ่น พัฒนารูปแบบการจัดบริการระยะยาวที่บ้านสำหรับกลุ่มผู้สูง อายุที่ต้องพึ่งพิงช่วยเหลือตนเองได้บางส่วนหรือไม่ได้เลย ซึ่งคาดว่าจะมีประมาณ 1 ล้านคนทั่วประเทศ &nbsp;ใช้เวลาศึกษา 5 ปี ระหว่างพ.ศ. 2556-2560 ใน 6 จังหวัดนำร่อง &nbsp;ระบุขณะนี้ไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วที่สุดในอาเซียน ประชากรวัยเด็กลดลง ในระยะยาวเตรียมวางแผนเพิ่มจำนวนบุตรเฉลี่ยของหญิงไทยจาก 1.5 คน เป็น &nbsp;2.1 คน เพื่อให้โครงสร้างประชากรไทยสมดุล &nbsp; &nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">วันนี้ (15 พฤษภาคม 2556) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ &nbsp;กทม. นายแพทย์ประดิษฐ &nbsp;สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข &nbsp;พร้อมด้วยนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข &nbsp;เปิดประชุมระดับชาติ &nbsp;(National Conference) โครงการพัฒนารูปแบบบริการระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิงรวมทั้งกลุ่มอายุอื่นที่ต้องการความช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน (THE PROJECT OF LONG-TERM CARE SERVICE DEVELOPMENT FOR THE FRAIL ELDERLY AND OTHER VULNERABLE PEOPLE : LTOP) โดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นและไทย โดยมีหน่วยงานเข้าประชุมได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ประดิษฐ กล่าวว่า ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน จากรายงานการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ล่าสุดในปี 2554 พบว่ามีประชากรสูงอายุประมาณร้อยละ 12 &nbsp;ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 9 ล้านคน &nbsp;และพบว่าผู้ที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป เพิ่มจากร้อยละ 10 &nbsp;ของประชากรสูงอายุทั้งหมดในปี 2543 เป็นร้อยละ 13 ในปี 2553 &nbsp; โดยอัตราเกิดของไทยลดลง หญิงวัยเจริญพันธุ์ไทยอายุ 15-49 ปี &nbsp; 1 คนมีบุตรเฉลี่ย 1.5 คน ทำให้โครงสร้างประชากรไทยอยู่ในสภาวะไม่สมดุล สัดส่วนระหว่างผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปกับเด็กอายุ 0-14 ปี ลดลงอย่างรวดเร็วจาก 1: 2.56 ในปี 2543 เป็น 1 : 1.49 ในปี 2553</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">นายแพทย์ประดิษฐกล่าวต่อว่า ในการรับมือกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุของไทย ได้มียุทธศาสตร์ระดับชาติ โดยบูรณาการร่วมกันทั้งหน่วยงานภาครัฐ &nbsp;เอกชนและชุมชน &nbsp;มี 2 มาตรการ โดยมาตรการระยะสั้นเน้นการจัดบริการการดูแลระยะยาวโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ส่วนในระยะยาวได้มียุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยการเพิ่มจำนวนบุตรเฉลี่ยของหญิงไทยให้สูงขึ้นจาก 1.5 เป็น 2.1 &nbsp;เพื่อให้โครงสร้างประชากรมีความสมดุล &nbsp;ลดภาระครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุ และเน้นการส่งเสริม สุขภาพกายและจิตใจของผู้สูงอายุ ให้ผู้สูงอายุมีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิต (Productivity) ยาวนานมากขึ้น มอบหมายให้ นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้อำนวยการโครงการ (Project Director) และนายแพทย์ชาญวิทย์ ทระเทพ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้จัดการโครงการ (Project Manager)</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">ทางด้านนายแพทย์ณรงค์ &nbsp;สหเมธาพัฒน์ &nbsp;ปลัดกระทรวงสาธารณสุข &nbsp;กล่าวว่า การดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน &nbsp;ทั้งภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และอาสาสมัคร &nbsp; โดยเฉพาะผู้สูงอายุกลุ่มที่ต้องพึ่งพิง ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว &nbsp;ซึ่งกลุ่มนี้มีประมาณ &nbsp;1 ล้านคน มี 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่ต้องพึ่งพาคนอื่นเมื่อออกนอกบ้าน มีประมาณร้อยละ 10 หรือประมาณ 900,000 คน และประเภทนอนติดเตียง ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ มีประมาณร้อยละ 1 หรือประมาณ 90,000 คน ซึ่งคนกลุ่มนี้มักจะไม่ต้องการการดูแลทางการแพทย์ แต่ต้องการการดูแลที่ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหรือตลอดอายุขัยจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ &nbsp;ซึ่งปัจจุบันพบว่าเป็นภาระที่หนักของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวขนาดเล็ก ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงต้องเตรียมความพร้อมด้านระบบบริการผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิง 2 กลุ่มนี้ &nbsp;โดยร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่น รวมทั้งภาครัฐ เอกชน จัดระบบดูแลหลายด้านไปพร้อมๆ กัน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม มีระยะเวลาดำเนินการระหว่าง พ.ศ.2556-2560</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">โครงการดังกล่าวนำร่องดำเนินการ 6 แห่ง ได้แก่ ขอนแก่น &nbsp;เชียงราย สุราษฎร์ธานี &nbsp;นนทบุรี &nbsp;นครราชสีมา และกรุงเทพมหานคร โดยเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการพัฒนารูปแบบบริหารจัดการระบบบริการสุขภาพและสวัสดิการสังคมเชิงบูรณาการสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทย ได้ร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นระยะเวลาดำเนินการระหว่าง พ.ศ.2550-2553 ในพื้นที่เดิม &nbsp; เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่กับครอบครัว ชุมชน อย่างอบอุ่นตลอดไป &nbsp;หากสำเร็จ &nbsp;ไทยจะเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องการจัดระบบการดูแลผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิง ให้แก่ประเทศอาเซียนด้วย &nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">สำหรับการประชุมระดับชาติ ครั้งที่ 1 นี้ &nbsp;มีการบรรยายทางวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวจากประเทศญี่ปุ่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างพื้นที่นำร่อง และการจัดนิทรรศการเพื่อเผยแพร่นวัตกรรมของแต่ละพื้นที่</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><br />
</span></span></div>
<div><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">พฤษภาคม3/4-5 &nbsp;*********************************** 15 พฤษภาคม 2556</span></span></div>
<div>&nbsp;</div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55493]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-15 11:03:24]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[หมอประดิษฐ กระตุ้นแรงงานต่างด้าวและครอบครัว ซื้อบัตรประกันสุขภาพทั้งผู้ใหญ่และเด็ก 
]]></title>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กระตุ้นแรงงานต่างด้าวและครอบครัวซื้อบัตรสุขภาพให้ครอบคลุมทุกคน ในเด็กขายเพียง 365 บาท จะได้รับการดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยจนหายขาด เด็กได้รับวัคซีนพื้นฐานครบถ้วนเหมือนเด็กไทย&nbsp;เผยการขายบัตรประกันสุขภาพให้ต่างด้าวรอบแรกได้เพียงร้อยละ 2 เท่านั้น&nbsp;</span></span></p>
<div style="text-justify: inter-cluster; text-align: justify; line-height: normal; text-indent: 36pt"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">นายแพทย์ประดิษฐ&nbsp;สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพแรงงานต่างด้าว ว่า ปัจจุบัน อัตราการเกิดของคนไทยลดลง เฉลี่ยหญิงไทย 1 คนมีบุตร 1.5 คน ทำให้ไทยขาดแคลนประชากรวัยทำงาน ต้องนำเข้าแรงงานต่างชาติ ซึ่งมีทั้งเข้ามาอย่างถูกกฎหมายและลักลอบ มาพร้อมครอบครัวเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการตามสถานพยาบาลต่างๆ รวมทั้งหากไม่มีระบบการดูแลคนกลุ่มนี้อาจเกิดการแพร่ระบาดของโรคที่เคยควบคุมได้ เช่น วัณโรค ซิฟิลิส โรคเท้าช้าง โรคเรื้อน โดยผลการตรวจสุขภาพตั้งแต่ปี 2547 - 2553 พบว่าแรงงานต่างชาติมีโรคแอบแฝงติดตัวมาลดลงจากร้อยละ 1.25เหลือเพียงร้อยละ 0.37 โดยโรคที่พบมากที่สุดคือวัณโรค</span></span></div>
<div style="text-justify: inter-cluster; text-align: justify; line-height: normal; text-indent: 36pt">&nbsp;</div>
<div style="text-justify: inter-cluster; text-align: justify; line-height: normal"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายแพทย์ประดิษฐกล่าวต่อว่า ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุข ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ดูแลสุขภาพแก่แรงงานต่างด้าวและครอบครัวที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม เช่นผู้ใช้แรงงานในภาคเกษตร ประมง รับใช้ตามบ้านเรือน รวมทั้งครอบครัวของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งคาดว่าจะมีประมาณ 2 ล้านคน โดยจะขายบัตรประกันสุขภาพ และตรวจสุขภาพ ส่วนเด็กจะขายในราคาถูกมากเพียง 365 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 1 บาท แต่จากการขายบัตรประกันสุขภาพรอบแรกในช่วง 15 มกราคม &ndash; 14 เมษายน 2556 พบว่ามีต่างด้าวซื้อบัตรประกันสุขภาพน้อยมากเพียง 18,413 คน หรือประมาณร้อยละ 2 เท่านั้น จะต้องเร่งขอความร่วมมือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยกันกระตุ้นเรื่องนี้ เนื่องจากหากต่างด้าวไม่เข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาล อาจเกิดปัญหาการป้องกันควบคุมโรคยากลำบากขึ้น และไม่สามารถวางแผนการคุมกำเนิดของต่างด้าวได้ จากข้อมูลในปี 2547-2552 พบว่ามีต่างด้าวตั้งครรภ์และคลอดบุตรในไทยปีละ 10,000&ndash;20,000 คน คาดว่าขณะนี้ไทยมีเด็กไร้สัญชาติราว 400,000&ndash;500,000 คน นอกจากนี้ยังมีปัญหาการอุ้มแบกภาระค่ารักษาของโรงพยาบาลอีกด้วย</span></span></div>
<div style="text-justify: inter-cluster; text-align: justify; line-height: normal">&nbsp;</div>
<div style="text-justify: inter-cluster; text-align: justify; line-height: normal; background: white"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านนายแพทย์ชาญวิทย์ ทระเทพ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในการขายบัตรประกันสุขภาพสำหรับแรงงานต่างด้าว จะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.<span style="border-bottom: windowtext 1pt; border-left: windowtext 1pt; padding-bottom: 0cm; padding-left: 0cm; padding-right: 0cm; border-top: windowtext 1pt; border-right: windowtext 1pt; padding-top: 0cm">กลุ่มต่างด้าวที่อยู่ในระบบประกันสังคม จะมีค่าตรวจร่างกาย &nbsp;ค่าประกันสุขภาพและค่าส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคที่คุ้มครอง 3 เดือนระหว่างรอสิทธิ์ประกันสังคม 2.กลุ่มนอกระบบประกันสังคม ได้แก่ </span>แรงงานภาคเกษตร ประมง รับใช้ตามบ้านเรือน ครอบครัวของผู้ใช้แรงงาน <span style="border-bottom: windowtext 1pt; border-left: windowtext 1pt; padding-bottom: 0cm; padding-left: 0cm; padding-right: 0cm; border-top: windowtext 1pt; border-right: windowtext 1pt; padding-top: 0cm">จะมีค่าตรวจสุขภาพและต้องซื้อบัตรประกันสุขภาพ และ3.เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จะต้องซื้อในราคา 365 บาทต่อปี </span>บัตรประกันสุขภาพนี้ จะทำให้ต่างด้าวได้รับการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องไม่แตกต่างจากคนไทย ได้รับวัคซีนป้องกันโรคพื้นฐาน การส่งเสริมสุขภาพอื่นๆ การวางแผนครอบครัว เมื่อป่วยสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตามที่ประกันไว้จนหายขาด ซึ่งโรงพยาบาลในพื้นที่จะมีล่ามช่วยในการสื่อสารกับแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ทำให้ได้รับบริการอย่างสะดวกและใกล้ที่ทำงาน เมื่อบัตรหมดอายุสามารถซื้อต่อได้อีก และได้รับสิทธิทันที ขณะนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติมถึงการปรับเพิ่มค่าประกันสุขภาพ เพื่อให้ครอบคลุมยาต้านไวรัสเอดส์ต่อไป</span></span></div>
<div style="text-justify: inter-cluster; text-align: justify; line-height: normal; background: white">&nbsp;</div>
<div style="text-align: right"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><b>********************************* 13 พฤษภาคม 2556</b></span></span></div>
<div style="text-align: center; line-height: normal" align="center"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><b>&nbsp;</b></span></span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55469]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-13 09:52:38]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[สธ.เพิ่มหมอที่ปรึกษาปัญหาสุขภาพทางอากาศ 3,500 คน ประจำตัวทุกครัวเรือน 55 ล้านคน   
]]></title>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบาย 1 หมอที่ปรึกษา 1 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือรพ.สต. และศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองหรือศสม. ว่า ตามนโยบายการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพของรัฐบาล ได้เพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการปฐมภูมิให้มีความเข้มแข็ง เน้นการดูแลประชาชนเชิงรุก เพื่อทำให้ประชาชนใน 76 จังหวัด ซึ่งมีประมาณ 55 ล้านคน มีสุขภาพดี ลดการเจ็บป่วย โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ช่วยเหลือตนเองได้น้อย และพักดูแลฟื้นฟูอยู่ที่บ้านในหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ เช่นผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต ให้ได้รับการเยี่ยมดูแลป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนตามมา โดยเน้นให้มีหมอใกล้บ้านใกล้ใจ มียาดีใช้เพียงพอ ไม่ต้องรอคิวนาน </span></span></p>
<div style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในปี 2556 นี้ เป็นการดำเนินงานต่อเนื่องในระยะที่ 2 กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ของรพ.สต.ที่มี 9,750 แห่งและศสม. 1,000 แห่ง โดยมีนักจัดการสุขภาพครอบครัว ประกอบด้วย&nbsp;นักวิชาการสาธารณสุข&nbsp;พยาบาลวิชาชีพ&nbsp;เจ้าพนักงานสาธารณสุข&nbsp;เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข &nbsp;เจ้าพนักงานเภสัชกรรม เจ้าหน้าที่แพทย์แผนไทย จำนวน 44,000 คน นักสุขภาพครอบครัวแต่ละคนจะดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิดคนละ 1,250 คนหรือเฉลี่ยคนละ 300 ครัวเรือน มีแพทย์เป็นที่ปรึกษานักสุขภาพครอบครัวอีกชั้นหนึ่ง จำนวน 3,500 คน และมีนายแพทย์เชี่ยวชาญทุกสาขาอีก 10,000 คน เป็นเครือข่ายรับคำปรึกษาจากนายแพทย์ที่ปรึกษา</span></span></div>
<div style="text-align: justify">&nbsp;</div>
<div style="text-align: justify; text-indent: 36pt"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">นายแพทย์ชลน่านกล่าวต่อว่า นโยบาย 1 หมอที่ปรึกษา 1 รพ.สต. ศสม. เป็นระบบที่สลายความเป็นราชการมาเป็นแบบเครือญาติ มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพ ซึ่งประเทศอังกฤษดำเนินการและประสบผลสำเร็จมาแล้ว ประชาชนทุกคนมีหมอเป็นที่พึ่งเบื้องต้นเมื่อมีปัญหาสุขภาพ เข้าถึงบริการที่เป็นธรรม ผู้ด้อยโอกาสทุกคนไม่ถูกทอดทิ้ง ไม่มีช่องว่างคนจนคนรวย ช่วยบรรเทาหรือป้องกันความรุนแรงโรคได้อย่างดีคาดว่าจะลดค่าใช้จ่ายสุขภาพให้ผู้ป่วยได้ปีละกว่า 275,925 ล้านบาท</span></span></div>
<div style="text-align: justify; text-indent: 36pt">&nbsp;</div>
<div style="text-align: justify; text-indent: 36pt"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">ทางด้านนายแพทย์นิทัศน์ รายยวา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในการดำเนินงานในระยะที่ 1 ปี 2555 มีแพทย์อาสาเข้ามาเป็นแพทย์สู่ระบบนี้แล้ว 1,000 คน มีนักสุขภาพครอบครัว 33,000 คน จากการติดตามประเมินผลการทำงานพบว่า ผลการติดตามพบว่าร้อยละ 50 สามารถประสานงานกันได้อย่างดี ประชาชนได้รับการดูแลและรู้จักสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่มากขึ้น บรรยากาศอบอุ่น ประชาชนพอใจมาก </span></span></div>
<div style="text-align: justify; text-indent: 36pt">&nbsp;</div>
<div style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ เวลาที่เหลืออีก 5 เดือน จะเร่งดำเนินการโดยขยายโครงการให้ครบทุกเขตบริการ 12 เขต โดยประชุมชี้แจงที่จังหวัดในแต่ละเขตได้แก่ น่าน ตาก กำแพงเพชร นครนายก ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี กาฬสินธุ์ เลย สุรินทร์ อำนาจเจริญ&nbsp;กระบี่ สตูล ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2556&nbsp;&nbsp; และเมื่อดำเนินการสมบูรณ์แบบครบทุกเขตทุกจังหวัดภายในเดือนกันยายน 2556 จะลดจำนวนผู้ป่วยเรื้อรังไปรับบริการที่โรงพยาบาลใหญ่ลงได้มาก และผู้ป่วยที่จะไปโรงพยาบาลคือผู้ป่วยที่แพทย์นัดล่วงหน้าไว้แล้ว&nbsp;แพทย์สามารถวางแผนรักษาอย่างทันท่วงที&nbsp;โดยจะสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพาสำหรับบันทึกประวัติสุขภาพประชาชน<b>&nbsp;&nbsp;&nbsp; </b></span></span></div>
<div style="text-align: justify">&nbsp;</div>
<div style="text-align: right"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><b>************************** 12 พฤษภาคม 2556</b></span></span></div>
<div style="line-height: normal"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">&nbsp;</span></span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55464]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-12 09:43:05]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[ สธ. ให้อภ. ตรวจสอบน้ำเกลือที่เหลือจากนำเข้าช่วงหลังน้ำท่วม เพื่อความมั่นใจในคุณภาพมาตรฐาน]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงสาธารณสุข ให้องค์การเภสัชกรรมตรวจสอบน้ำเกลือที่เหลือจากการนำเข้าหลังน้ำท่วม หากพบไม่ได้มาตรฐานให้ส่งคืนบริษัทผู้ผลิต เพื่อเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพมาตรฐานแก่สถานบริการ คุ้มครองความปลอดภัยประชาชน และขอความร่วมมือ 12 เขตบริการสุขภาพวางแผนสั่งซื้อจากองค์การเภสัชกรรม ซึ่งโรงพยาบาลในสังกัดสธ. มียอดการใช้ปีละประมาณ 50-60 ล้านถุง </span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วันนี้ (10 พฤษภาคม 2556) นายแพทย์โสภณ&nbsp; เมฆธน&nbsp; รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ กรณีน้ำเกลือที่องค์การเภสัชกรรมนำเข้าจากต่างประเทศในช่วงที่ประเทศไทยประสบปัญหามหาอุทกภัยในปี 2554 ซึ่งขณะนี้ยังเหลืออยู่ในสต็อกขององค์การเภสัชกรรม ว่า ในช่วงปี 2554 ประเทศไทยเกิดมหาอุทกภัย ทำให้โรงงานผลิตน้ำเกลือบางแห่งของไทยถูกน้ำท่วม ไม่สามารถผลิตน้ำเกลือได้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ กระทรวงสาธารณสุข ได้วางแผนร่วมกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเกลือ โดยสำรวจความต้องการใช้น้ำเกลือของโรงพยาบาลในสังกัด และให้โรงงานปรับแผนเพิ่มการผลิตน้ำเกลือในรายการที่โรงพยาบาลมีความต้องการใช้สูง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ จึงให้อภ.นำเข้ามาจากต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอินเดีย เวียดนาม มาเลเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย ตั้งแต่เดือนกันยายน 2555 ซึ่งโรงพยาบาลในสังกัดบางแห่งได้สั่งซื้อไปแล้ว</span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับน้ำเกลือที่ยังเหลือ กระทรวงสาธารณสุข ได้ขอให้องค์การเภสัชกรรมตรวจสอบน้ำเกลือในบางล็อต รวมทั้งได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ผู้ใช้ในโรงพยาบาลว่า ภาชนะบรรจุน้ำเกลือค่อนข้างนิ่มกว่าปกติ ไม่สะดวกในการใช้งาน และใช้แถบสติ๊กเกอร์ติดบอกระดับด้านข้าง ทำให้อาจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะการปรับปริมาณน้ำเกลือให้ผู้ป่วยมีความยุ่งยาก โดยหากผลตรวจพบว่ามีรายการใดที่ไม่ได้มาตรฐาน ขอให้ประสานส่งคืนยังบริษัทผู้ผลิต เพื่อเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพมาตรฐานแก่โรงพยาบาล และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน ขณะเดียวกันได้ขอความร่วมมือเขตบริการสุขภาพทั้ง 12 เขต วางแผนการสั่งซื้อน้ำเกลือจากองค์การเภสัชกรรม ซึ่งจะสามารถใช้น้ำเกลือล็อตนี้หมดภายใน 5 ปีก่อนหมดอายุอย่างแน่นอน เนื่องจากข้อมูลการใช้น้ำเกลือที่ผ่านมา ไทยมียอดการใช้ประมาณปีละ 100 ล้านถุง ในจำนวนนี้เป็นการใช้ในรพ.สังกัดกระทรวงฯ ร้อยละ 50-60 หรือประมาณ 50-60 ล้านถุง นายแพทย์โสภณกล่าว </span></span><o:p></o:p></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 16pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><strong>&nbsp; ****************************** 10 พฤษภาคม 2556</strong></span></span><b><span lang="TH" style="font-size:16.0pt;
font-family:"><o:p></o:p></span></b></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt;"><span style="font-size:16.0pt;mso-bidi-font-family:EucrosiaUPC">&nbsp;</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt;"><span lang="TH" style="font-size:16.0pt;font-family:">&nbsp;</span></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55450]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-10 15:39:47]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<image_link><![CDATA[]]></image_link>
<title><![CDATA[สธ.ตั้งศูนย์ประสานและสั่งการด้านสาธารณสุข รองรับเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จว.ใต้ 24 ชม.]]></title>
<description><![CDATA[<p><span lang="TH" style="text-align: justify; font-size: 16pt; font-family: EucrosiaUPC, serif;"><img src="/ops/iprg/userfiles/healthmoph/images/ChonNan1000(4).jpg" width="250" height="309" align="left" alt="" />&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</span><span style="font-family: Angsanaupc;"><span style="font-size: 15pt;"><span lang="TH" style="text-align: justify;">วันนี้ (10 พฤษภาคม 2556) ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ &nbsp;จ.สงขลา นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์ณรงค์&nbsp; สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สุวัช เซียศิริวัฒนา ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขประจำเครือข่ายบริการที่ 12&nbsp; ประชุมการเตรียมความพร้อมของสถานบริการสาธารณสุข เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินใน 3 จังหวัดชายแดนใต้</span><br />
</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: justify; text-indent: 36pt; background-position: initial initial; background-repeat: initial initial;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span style="font-size: 15pt;"><span lang="TH">นายแพทย์ชลน่านกล่าวว่า รัฐบาลได้มอบให้กระทรวงสาธารณสุข ประสานการทำงานร่วมกับเครือข่ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ศูนย์แพทย์ทหารบกชายแดนใต้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ศูนย์อำนวยการบริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอบต.) จัดทำแผนรองรับผู้บาดเจ็บ 4 ด้าน ได้แก่ การกำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยและความพร้อมในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ มาตรฐานระบบส่งต่อ การดูแลผู้ประสบภัยอย่างเป็นรูปธรรม และการจัดบริการด้านสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน</span>&nbsp;</span></span><span style="font-size:15.0pt;font-family:" angsana=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span style="font-size: 15pt;"><span lang="TH">นายแพทย์ชลน่านกล่าวต่อว่า &nbsp;ตามแผนการรองรับผู้บาดเจ็บดังกล่าว ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานและสั่งการด้านสาธารณสุขที่โรงพยาบาลหาดใหญ่&nbsp; จ.สงขลา ทำหน้าที่ประสานการส่งต่อผู้ป่วย และเตรียมความพร้อมของสถานบริการทางการแพทย์ทั้งในระดับจังหวัดและระดับเขตตลอด 24 ชั่วโมง สามารถระดมทีมแพทย์จากโรงพยาบาลชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง และโรงพยาบาลทั่วไปในแต่ละจังหวัด รวมทั้งโรงพยาบาลศูนย์ภายในเขต พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ออกไปช่วยเหลือที่โรงพยาบาลชุมชนในที่เกิดเหตุ หากเกิดกรณีมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก โดยมอบให้โรงพยาบาลชุมชนทำหน้าที่เป็นห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินของ<span style="letter-spacing: -0.3pt;">โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป </span>ทำผ่าตัดที่ไม่ซับซ้อนได้ เพื่อรักษาชีวิตและอวัยวะ และให้ของ<span style="letter-spacing: -0.3pt;">โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป สำรองเตียงร้อยละ 5 เพื่อรองรับผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบ</span>ได้ตลอดเวลา </span></span></span><span lang="TH" style="font-size:
15.0pt;font-family:" angsana=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: justify; text-indent: 36pt; background-position: initial initial; background-repeat: initial initial;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span style="font-size: 15pt;"><span lang="TH">&nbsp;ด้านนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข&nbsp; กล่าวว่า ในการส่งต่อผู้ป่วยจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยจะติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารทางการแพทย์ประจำรถพยาบาลฉุกเฉินระดับสูงทุกคัน สามารถส่งข้อมูลของผู้ป่วยขณะนำส่งไปโรงพยาบาลทั่วไปหรือโรงพยาบาลศูนย์ที่เป็นศูนย์รับส่งดูแลต่อ ได้แก่ รพ.ปัตตานี รพ.นราธิวาส รพศ.ยะลา รพศ.หาดใหญ่ และรพ.ศรีนครินทร์ เพื่อรายงานข้อมูลและภาพผู้ป่วยที่เป็นปัจจุบัน (</span>real time medical monitor<span lang="TH">) ให้ทีมแพทย์ในรพ.ปลายทางเตรียมการช่วยเหลือ ตั้งแต่ที่ห้องฉุกเฉิน&nbsp; ห้องผ่าตัด&nbsp; ห้องผู้ป่วยหนัก หรือเตียงรองรับผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที กรณีที่จำเป็นให้ขอรับการสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์เพื่อนำส่งผู้ป่วยและทีมแพทย์จากหน่วยงานข้างเคียงได้ ทั้งจากศูนย์แพทย์ทหารบกชายแดนใต้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4&nbsp; ทั้งในส่วนของกองทัพบก&nbsp; กองทัพอากาศ&nbsp; หรือจากกองบินสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมทำบันทึกข้อตกลงในการปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินด้วยอากาศยาน เพื่อให้การช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยวิกฤตและฉุกเฉิน นำส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่เหมาะสม อย่างรวดเร็วที่สุด</span></span></span><span style="font-size:
15.0pt;font-family:" angsana=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:0cm;margin-bottom:.0001pt;text-align:
justify;text-indent:36.0pt"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span style="font-size: 15pt;"><span lang="TH" style="line-height: 115%;">ทั้งนี้&nbsp; จากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปี 2556 ตั้งแต่มกราคม-เมษายน ผ่านมา 4 เดือน โรงพยาบาลในพื้นที่&nbsp; 37 แห่งของกระทรวงสาธารณสุขได้ออกปฏิบัติการช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บ 208 ครั้ง ใช้เวลานำส่งเฉลี่ยประมาณ 30 นาที&nbsp; ร้อยละ 99 นำส่งโดยรถพยาบาล </span></span></span><span style="font-size:15.0pt;line-height:115%;
font-family:" angsana=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" align="center" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;"><span style="font-family: Angsanaupc;"><span style="font-size: 15pt;"><b><span lang="TH">*************************************** &nbsp;&nbsp;10 &nbsp;พฤษภาคม 2556</span></b></span></span><b><span style="font-size:15.0pt;font-family:" angsana=""><o:p></o:p></span></b></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=55434]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2013-05-10 13:50:35]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
</channel>
</rss>