<?xml version="1.0" encoding="WINDOWS-874"?>
<rss version="2.0">
<channel>
<lastBuildDate><![CDATA[Fri, 12 Mar 2010 14:53:48 GMT]]></lastBuildDate>
<title><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></title>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th]]></link>
<description><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></description>
<copyright><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></copyright>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์เผยบอร์ดการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ มีมติให้ตั้งวอร์รูม รับมือสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ  พร้อมวอนทุกฝ่ายพยายามหลีกเลี่ยงความรุนแรง  ลดความเสียหายประเทศ ]]></title>
<description><![CDATA[วันนี้(12 มีนาคม 2553 ) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ มีมติให้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติขึ้น โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธาน เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเป็นเลขานุการ คณะกรรมการประกอบด้วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศทั้งรัฐและเอกชน มูลนิธิต่างๆเช่นมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง มูลนิธิร่วมกตัญญู 
	
ที่เป็นห่วงขณะนี้คือเรื่องสำรองเลือดและออกซิเจน จะกำชับไปทางโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องให้เตรียมการสำรองทั้ง 2 ส่วนนี้ไว้ สำหรับกรณีของเลือดถ้ามีปัญหา ก็จะต้องเตรียมระบบการรับบริจาคฉุกเฉินนายจุรินทร์กล่าว
	
นายจุรินทร์ กล่าวถึงกรณีที่มีเหตุการณ์กระทบกระทั่งระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับผู้ที่สัญจรไปมาว่า ทุกฝ่ายควรพยายามหลีกเลี่ยงความรุนแรง เพราะประชาชนทุกคนไม่อยากเห็นความรุนแรงใดๆเกิดขึ้น เนื่องจากจะก่อให้เกิดความเสียหาย นอกจากในประเทศแล้ว ภาพลักษณ์ของประเทศต่อสายตาต่างประเทศ จะเสียหายไปด้วย และจะส่งผลกระทบทางด้านอื่นตามมา ดังนั้นหากทุกฝ่ายพยายามที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงก็จะเป็นผลดี   ส่วนการใช้สิทธิในการชุมนุมในระบอบประชาธิปไตย ถือว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ทุกคนมีสิทธิใช้ 
	
ทั้งนี้ศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ จะติดตามสถานการณ์ตลอดจนกว่าจะพ้นภาวะฉุกเฉิน  ซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้ว่ากรณีฉุกเฉินจะเกิดขึ้นหรือไม่และจะมีมากน้อย ยาวนานเพียงใด ระดับความรุนแรงจะเป็นอย่างไร จะต้องติดตามตลอด 24 ชั่วโมง และตนเองก็จะประจำการตลอด 24 ชั่วโมงเช่นกัน นายจุรินทร์ กล่าว 

    ***************************************************    12 มีนาคม 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31158]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-12 15:58:16]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ตรวจความพร้อมศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ ]]></title>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size: 12pt">(12 มีนาคม 2553) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ ที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ที่ชั้น 5 อาคารวิศวกรรมการแพทย์&nbsp;กระทรวงสาธารณสุขว่า ศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ จัดตั้งขึ้นเพื่อติดตามการชุมนุมตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีระบบการสื่อสารทั้ง ทีวี วิทยุ โทรศัพท์ และรูปแบบอื่น พร้อมบุคลากรติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ศูนย์ปฏิบัติการฯแห่งนี้ จะเป็นศูนย์กลางที่ใช้ในการสั่งการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองประธาน และเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเป็นผู้ปฏิบัติงานและเป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <img height="201" alt="" width="300" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0020.JPG" />&nbsp;&nbsp; <img height="201" alt="" width="300" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0038.JPG" /></span></p>
<div><span style="font-size: 12pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo;ในภาพรวมได้เตรียมความพร้อมมาโดยตลอด เนื่องจากทราบล่วงหน้าแล้วว่าจะมีการชุมนุม &nbsp;การตรวจความพร้อมครั้งนี้เป็นการตรวจรอบสุดท้าย &nbsp;อย่างไรก็ตาม จะมีการประชุมคณะกรรมการ การแพทย์ฉุกเฉิน ในช่วงบ่ายวันนี้&nbsp;เพื่อหารือนโยบายและแนวทางเพิ่มเติมอีก&rdquo;</span></div>
<div><span style="font-size: 12pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายจุรินทร์ กล่าวต่อไปอีกว่า นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อม ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานที่ต้องเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บเกิดขึ้นซึ่งเป็นหน้าที่อยู่แล้ว แต่ที่ดีที่สุด ไม่อยากให้เกิดความรุนแรงใดๆเกิดขึ้นและไม่อยากให้มีการใช้ความรุนแรง เพราะว่าหากเกิดความรุนแรงขึ้น และมีผู้บาดเจ็บ ผู้ที่จะเสียหายที่สุดก็คือประเทศในภาพรวม &nbsp;อย่างไรตามก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขที่จะต้องเตรียมความพร้อม ทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ออกซิเจน&nbsp;รวมทั้งการสำรองเลือด ได้มอบหมายโรงพยาบาลทุกแห่งทั้งสังกัดรัฐบาลและเอกชน เตรียมความพร้อมไว้ทั้งหมดแล้ว &nbsp;ซึ่งเรายังคาดการณ์ไม่ได้ในขณะนี้ว่าจะมีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นหรือไม่ </span></div>
<div><span style="font-size: 12pt"><b>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </b>ทางด้านนายแพทย์ไพจิตร์&nbsp;วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะรองประธานคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมโรงพยาบาลรองรับทั้งหมด&nbsp;ในเขตกทม.ได้ประสานงานกับศูนย์เอราวัณ มีโรงพยาบาลรองรับ 31 แห่ง โดยแบ่งเขตรับผิดชอบตามจุดชุมนุม ส่วนในต่างจังหวัดมีโรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชนดูแลทั้งหมด&nbsp;&nbsp; พร้อมให้การดูแลรักษาฟรี&nbsp;โดยมีการทดสอบความพร้อมระบบการสื่อสารของเครือข่ายหน่วยกู้ชีพทุกวัน วันละ 3 ครั้ง&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span></div>
<div align="center"><span style="font-size: 12pt"><b>*************************************&nbsp;&nbsp;12 มีนาคม 2553</b></span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31155]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-12 13:24:58]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ ย้ำกรณีฟ้องร้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้วเสียชีวิต ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีนที่กระทรวงสาธารณสุขใช้ฉีดให้กับ 5 กลุ่มเสี่ยง ]]></title>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;จุรินทร์&rdquo; ย้ำกรณีฟ้องร้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้วเสียชีวิต เป็นการทดลองวัคซีนชนิดเชื้อเป็นขององค์การเภสัชกรรม ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีนที่กระทรวงสาธารณสุขใช้ฉีดให้กับ 5 กลุ่มเสี่ยง ซึ่งเป็นชนิดเชื้อตาย ผลิตในฝรั่งเศส รับรองโดยองค์การอนามัยโลก และผ่านการตรวจสอบจากกรมวิทย์ฯ ทดสอบทุกโด๊ส บ่ายวันนี้ (11 มีนาคม 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้ากรณีมีข่าวว่ามีผู้ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเชื้อเป็น เสียชีวิต 6 ราย และมีการฟ้องร้องศาลปกครอง ว่า เป็นคนละกรณีกับการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ในกลุ่มเสี่ยง และเป็นวัคซีนคนละชนิดกับที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังรณรงค์ให้กลุ่มเสี่ยงทั้ง 5 กลุ่มมารับการฉีดที่โรงพยาบาลทั่วประเทศในขณะนี้ ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสและได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก โดยทุกโด๊สที่กระจายออกไป ผ่านการตรวจสอบขั้นสุดท้ายโด๊สต่อโด๊ส จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ส่วนกรณีที่เป็นข่าวมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครองวานนี้นั้น เป็นกรณีที่องค์การเภสัชกรรมทดลองผลิตวัคซีนเชื้อเป็น ซึ่งยังไม่ได้นำมาใช้ ยังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการทดลอง ที่มีการฟ้องร้องที่ศาลปกครองและฟ้องร้องตนนั้น เป็นการทดลองที่มีมาก่อนที่ตนจะมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งไม่มีปัญหาแต่อย่างใด จะไปชี้แจงในศาลปกครองต่อไป สำหรับรายละเอียดของการทดลองขององค์การเภสัชกรรม เป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติในการให้ข้อมูล ซึ่งได้มีการชี้แจงไปขั้นตอนหนึ่งแล้ว ************************************* 11 มีนาคม 2553</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31146]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-11 15:07:03]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.จับมือ สปสช. สภากาชาดไทย สมาคมโรคไตฯ มูลนิธิโรคไตฯ สมาคมปลูกถ่ายอวัยวะฯและแพทยสภา ]]></title>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><b><u>&nbsp;เร่งหาแนวทางพัฒนาระบบรับบริจาคอวัยวะ และปลูกถ่ายไต ตั้งเป้าให้โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปขนาด 500 เตียง เป็นเครือข่ายโรงพยาบาลรับบริจาคอวัยวะ </u></b></span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><img height="199" width="300" align="left" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/11Mar53_Jurin Kidney Happy_1.jpg" />วันนี้ (11มีนาคม 2553) ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง กทม. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดประชุม &ldquo;แนวทางการพัฒนาระบบบริจาคอวัยวะและการปลูกถ่ายไตในหน่วยบริการของกระทรวงสาธารณสุข เนื่องในวันไตโลก ประจำปี 2553&rdquo; และมอบนโยบายการพัฒนาระบบรับบริจาคอวัยวะเพื่อต่อชีวิตผู้อื่น ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยมีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ประสาทศัลยแพทย์ ศัลยแพทย์ พยาบาลผู้ทำหน้าที่ประสานงานการรับอวัยวะจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมกว่า 500 คน </span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">นายจุรินทร์ กล่าวว่า&nbsp; ในวันนี้ เป็นวันไตโลกตรงกับวันพฤหัสที่ 11มีนาคม คำขวัญของวันไตโลกปีนี้คือ &ldquo;ไตดีมีสุข&rdquo; เนื่องจากโรคไต เป็นโรคที่เมื่อเป็นแล้วจะส่งผลให้เกิดความทุกข์ทรมานจากอาการของโรค&nbsp; ทั้งเป็นโรคเรื้อรังที่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายสูง&nbsp;&nbsp; ซึ่งผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน การรักษาโรคที่ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดคือด้วยวิธีการรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนไตหรือการปลูกถ่ายไต&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบัน&nbsp;&nbsp; พบว่าการบริจาคอวัยวะในแต่ละปีของประเทศไทยมีจำนวนน้อยมากเพียงปีละ 80ราย&nbsp; ซึ่งโดยสถิติความต้องการอวัยวะเพื่อผ่าตัดช่วยชีวิต ควรที่จะมีการบริจาคอวัยวะให้ได้ประมาณ 1,000รายต่อปี&nbsp; ดังนั้นควรที่จะช่วยกันส่งเสริม สนับสนุน กระตุ้นเชิญชวนให้มีการบริจาคอวัยวะเพิ่มมากขึ้น</span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><img height="199" width="300" align="absMiddle" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/11Mar53_Jurin Kidney Happy_2.jpg" /><img height="199" width="300" align="absMiddle" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/11Mar53_Jurin Kidney Happy_3.jpg" /></span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในระยะแรก ตั้งเป้าให้โรงพยาบาลศูนย์ทุกแห่งและโรงพยาบาลทั่วไปที่มีขนาดมากกว่า 500 เตียง ที่มีความพร้อม เข้าร่วมเป็นเครือข่ายโรงพยาบาลรับบริจาคอวัยวะ ซึ่งโรงพยาบาลที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายจะต้องพัฒนาระบบรับบริจาคอวัยวะ สร้างทีมแพทย์และบุคลากร ผู้ที่ทำหน้าที่ประสานงานการรับบริจาคอวัยวะและกำหนดผู้รับผิดชอบโดยตรง&nbsp; เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดความตระหนักเห็นความสำคัญของการบริจาคอวัยวะ และส่งเสริมให้มีการบริจาคอวัยวะเพิ่มมากขึ้น&nbsp;&nbsp; </span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><img height="332" width="500" align="absMiddle" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/11Mar53_Jurin Kidney Happy_6.jpg" /></span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">&ldquo;ปัจจุบัน การบริจาคอวัยวะในประเทศไทยนั้น&nbsp;&nbsp; ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยเป็นศูนย์กลาง ทำหน้าที่ประสานงานให้มีการบริจาคอวัยวะ นำอวัยวะของผู้บริจาคไปปลูกถ่ายยังผู้รอรับบริจาคที่ได้ขึ้นทะเบียนตามลำดับ&nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะได้ร่วมกับสภากาชาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดระบบการดำเนินงาน ทั้งสถานที่ วิธีการที่ประชาชนจะยื่นความประสงค์ที่จะบริจาค รวมทั้งระบบการขึ้นทะเบียน ผู้รอรับบริจาค&rdquo; นายจุรินทร์กล่าว</span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><b>&nbsp;*************************************************&nbsp; 11 มีนาคม 2553</b></span></span></p>
<p style="text-align: justify">&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify">&nbsp;</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31144]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-11 14:49:55]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ ซักซ้อมความพร้อมทางการแพทย์และสาธารณสุข รับมือหากมีผู้บาดเจ็บจากการชุมนุม พร้อมเปิดสาย 1669 และ 1646 รับแจ้งเหตุ 24 ชั่วโมง และขอความร่วมมือผู้ชุมนุมเปิดทางให้รถพยาบาลและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติง]]></title>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size: 12pt">วันนี้(11 มีนาคม&nbsp;2553) ที่อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ นายจุรินทร์&nbsp;ลักษณวิศิษฏ์&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ ในฐานะประธานศูนย์ฯว่า การประชุมวันนี้ เพื่อซักซ้อมความเข้าใจและความพร้อมในการรองรับสถานการณ์ที่หากเกิดความรุนแรงขึ้น&nbsp;โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมทั้งในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข กทม. สภากาชาดไทย โรงพยาบาลเอกชน และมูลนิธิต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น มูลนิธิปอเต็กตึ้ง มูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิสยามรวมใจ รวมทั้งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน&nbsp;</span></p>
<div style="text-indent: 36pt"><span style="font-size: 12pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <img height="201" alt="" width="300" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0202.JPG" /></span></div>
<div style="text-indent: 36pt"><span style="font-size: 12pt">นายจุรินทร์กล่าวว่า ผลสรุปของการประชุมวันนี้ หากเกิดเหตุการณ์รุนแรง หรือฉุกเฉินเกิดขึ้น&nbsp;โรงพยาบาลทุกแห่งได้มีการเตรียมความพร้อมทุกด้าน ดังนี้ 1.การเตรียมพร้อมด้านคลังเลือด โดยสภากาชาดไทยสำรองเลือดไว้ 500 ยูนิต และเตรียมผู้บริจาคเพิ่มหากจำเป็น โรงพยาบาลวชิระก็เช่นเดียวกัน&nbsp;2.การเตรียมพร้อมออกซิเจน เพื่อใช้ในการช่วยผู้ป่วยฉุกเฉิน&nbsp;โรงพยาบาลได้รายงานว่าได้เตรียมไว้แล้ว&nbsp;&nbsp;&nbsp; และ 3 การสำรองเตียงและบุคลากรทางการแพทย์ เวชภัณฑ์ ระบบการส่งต่อผู้ป่วย&nbsp;ยานพาหนะต่างๆ ทั้งรถพยาบาล เรือ และเฮลิคอปเตอร์&nbsp;&nbsp; </span></div>
<div style="text-indent: 36pt">&nbsp;<span style="font-size: 12pt">อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่ต้องขอความร่วมมือผู้ชุมชนรวมทั้งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประการแรก หากกรณีมีผู้บาดเจ็บเกิดขึ้น&nbsp;ขอให้แจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทาง 1669 และ 1646 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปให้การดูแลแก้ไขปัญหาได้ทันที 2. ให้อำนวยความสะดวก เปิดทางให้รถพยาบาลทุกประเภท เนื่องจากผู้ป่วยมีทั้งผู้เจ็บที่อาจเกิดจากการชุมนุม และมีผู้ป่วยฉุกเฉินในระบบปกติอยู่แล้ว&nbsp;&nbsp; เพื่อให้แพทย์พยาบาลสามารถทำหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บได้อย่างเต็มศักยภาพและทันท่วงที&nbsp;&nbsp; 3. ขออำนวยความสะดวกในการนำผู้ป่วยออกจากพื้นที่ และ4. ขอให้อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข&nbsp;โดยผู้ปฏิบัติหน้าที่ จะสวมชุดสีขาว&nbsp;มีตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานต้นสังกัด เช่น โรงพยาบาลหรือมูลนิธิ ปรากฏบนชุดชัดเจน โดยเจ้าหน้าที่การแพทย์และสาธารณสุขทุกจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง&nbsp;มีเป้าหมายดูแลรักษาผู้ป่วยทุกคนด้วยความเท่าเทียมกัน&nbsp;&nbsp; </span></div>
<div style="text-indent: 36pt">&nbsp;<span style="font-size: 12pt">&ldquo;ศูนย์ปฏิบิตการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ จะติดตามเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีศูนย์ปฏิบัติการอยู่ที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข&nbsp;&nbsp;&nbsp; โดยผมจะเป็นผู้สั่งการตามอำนาจ และมีนายแพทย์ชาตรี&nbsp;&nbsp; เจริญชีวะกูล เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินเป็นเลขานุการ&rdquo; นายจุรินทร์กล่าว</span></div>
<div style="text-indent: 36pt"><span style="font-size: 12pt"><b>****************************************&nbsp;11 มีนาคม&nbsp;2553</b></span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31142]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-11 14:32:34]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์สั่งตั้งศูนย์ฏิบัติการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ชุมนุม ตลอด 24 ชั่วโมง
]]></title>
<description><![CDATA[	วันนี้(10 มีนาคม 2553) ที่รัฐสภา กรุงเทพมหานคร นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ชุมนุมที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 ว่า การประชุมในวันนี้เป็นการซักซ้อมความเข้าใจหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขเรื่องของแนวทางปฏิบัติรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการชุมนุม ซึ่งให้มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการทางการแพทย์และสาธารณสุขในสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน มีปลัดกรุงเทพมหานคร ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองประธาน และเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินเป็นเลขานุการ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

	นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า รูปแบบการทำงาน ให้มีการติดตามสถานการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้นตลอดเวลาและพร้อมที่จะรับแจ้งเหตุ ซึ่งขอให้แจ้งได้ที่หมายเลข 1669 จะมีการออนไลน์ทั่วประเทศ ซึ่งศูนย์จะตั้งอยู่ที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี สามารถประสานงานได้ทั่วประเทศ และได้มีการเตรียมการประสานไว้ทั้งหมดแล้ว รวมทั้งโรงพยาบาลเอกชน โดยในวันที่ 11 มีนาคม 2553 เวลา 10.30 น.นัดประชุมทีมปฏิบัติงานเพื่อเตรียมความพร้อมอีกครั้ง

	*****************************	10 มีนาคม 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31135]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-11 08:55:39]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.เร่งตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนย่านบางมดรักษาผิดพลาดจนตาบอด]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><img height="117" width="100" align="left" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/Jurin_Lek_1.jpg" />จากกรณีที่ นางสาวกรศิริ&nbsp;พระศรีรัมย์ นักศึกษาสาวปี 1&nbsp;มหาวิทยาลัยรามคำแหง เข้าร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านบางมด และแพทย์เจ้าของไข้ในข้อหาประมาททำให้บาดเจ็บสาหัส หลังจากเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550&nbsp;ได้เข้ารักษาอาการปวดขมับขวา โดยใช้บัตรประกันสังคม แต่โรงพยาบาลรักษาจนตาบอดและต้องควักลูกตาขวาทิ้ง โดยแพทย์ได้นำน้ำแข็งและน้ำร้อนมาประคบที่ดวงตา เพื่อรักษาอาการปวดศีรษะ จากนั้น 2 วัน ตาขวาเริ่มบวมและมีอาการอักเสบ ทางแพทย์ให้เหตุผลว่าเป็นความประมาทและความบกพร่องของแพทย์และพยาบาล จึงเขียนใบรับรองแพทย์ส่งตัวไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช ระบุว่าแผลเกิดจากฟันผุ ติดเชื้อในปาก ทำให้ตาบวมต้องควักลูกตาทิ้ง จากนั้นหลังผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช 1 วัน ได้กลับมาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งเดิม เป็นเวลา 8 เดือน จากนั้นโรงพยาบาลไม่รับผิดชอบ จึงกลับมาพักรักษาตัวต่อที่บ้าน และต้องขอพักการเรียน 1 ปี ก่อนเข้าร้องขอความเป็นธรรมเพื่อให้โรงพยาบาลผ่าตัดใส่ตาเทียมและชดใช้ค่าเสียหายให้</span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">ความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว วันนี้ (10 มีนาคม 2553) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้ให้สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่าเกิดขึ้นจากสถานพยาบาล หรือบุคลากร หรือสาเหตุอื่น และจะนำมาประกอบการพิจารณา พร้อมทั้งจะแจ้งให้ทราบเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว </span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ผู้ป่วยอยู่ในความดูแลของแพทย์ และผู้ที่ได้รับความเสียหายมีประกันสังคม ซึ่งขณะนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้พิการแล้ว ทั้งนี้ถือว่าการทำงานนี้เป็นการทำงานเชิงรุก ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายมาร้องเรียนที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อทราบว่าเกิดปัญหาขึ้นฝ่ายที่รับผิดชอบจะเป็นผู้ดำเนินการทันที</span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">ทางด้าน นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า ในวันนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ 2 คน เดินทางไปที่โรงพยาบาลเอกชนย่านบางมดที่เป็นข่าว เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานทางด้านการรักษาผู้ป่วยทั้งเวชระเบียน ประวัติการรักษา บันทึกรายงานของผู้ให้การรักษา จากนั้นจะนำเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพื่อตรวจสอบว่าเป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งเรื่องพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และมาตรฐานการรักษา มาตรฐานวิชาชีพ ซึ่งคณะอนุกรรมการดังกล่าว ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย สภาวิชาชีพ ผู้แทนจากประชาชน ในการประชุมจะเชิญทั้งฝ่ายผู้ได้รับความเสียหายกับฝ่ายที่ให้บริการมาให้ข้อมูล เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งจะมีการประชุมภายในเดือนนี้</span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><b>&nbsp;&nbsp; *****************************&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 10 มีนาคม 2553</b></span></span></p>
<div>&nbsp;</div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31129]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-10 15:53:23]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์แจงแนวการป้องกันโรคของ สธ.ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและสร้างความรู้ใหม่ๆรองรับโรคที่อาจอุบัติในอนาคต]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><img height="201" width="300" align="left" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/jurin bictec 1.jpg" />เช้าวันนี้ (10 มีนาคม 2553) ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดการสัมมนาวิชาการป้องกันควบคุมโรคแห่งชาติ ประจำปี 2553 &ldquo;ก้าวทันโรคภัย เครือข่ายสุขภาพไทยเข้มแข็ง&rdquo;และมอบโล่รางวัล จังหวัดดีเด่นต้านภัยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จำนวน 13 รางวัล และรางวัลเครือข่ายป้องกันควบคุมโรคระดับชุมชนดีเด่น 21 รางวัล</span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายจุรินทร์กล่าวว่า นโยบายที่กระทรวงสาธารณสุขได้เน้นหนักในปัจจุบันคือเรื่องการป้องกันและควบคุมโรค ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้คนไทยมีสุขภาพดี ปราศจากโรค หากมีมาตรการการป้องกันโรคที่ดีประชาชนจะเจ็บป่วยน้อยลง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาและนำงบประมาณส่วนดังกล่าว มาใช้ในการส่งเสริมสุขภาพ</span></span></p>
<div style="text-justify: inter-ideograph; text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><img height="201" width="300" align="absMiddle" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/jurin bictec 2.jpg" /><img height="201" width="300" align="absMiddle" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/jurin bictec 3.jpg" /></span></span></div>
<div style="text-justify: inter-ideograph; text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span></span></div>
<div style="text-justify: inter-ideograph; text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">นายจุรินทร์กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการควบคุมโรคนั้น จะเน้นที่ประสิทธิภาพ มีความชัดเจนเป็นรูปธรรม บุคลากรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจและให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องจริงจัง มีการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมโรค เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งในอนาคตอาจมีโรคใหม่ ๆ อุบัติขึ้นมาอีก</span></span></div>
<div style="text-justify: inter-ideograph; text-align: justify">&nbsp;</div>
<div style="text-justify: inter-ideograph; text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายจุรินทร์กล่าวในตอนท้ายว่า การประชุมสัมมนาครั้งนี้ นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ช่วยสร้างประสบการณ์ในการป้องกันควบคุมโรค นำความรู้มาเผยแพร่แลกเปลี่ยน เพื่อนำไปใช้และเผยแพร่ให้กับประชาชนทั่วประเทศในการป้องกันไม่ให้เป็นโรค &nbsp;ทั้งนี้ จะต้องอาศัยร่วมมือกับเครือข่ายภาคประชาชน เปิดโอกาสให้ทุกฝ่าย เช่นภาคเอกชน ผู้นำชุมชน อสม. รวมทั้งหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่น มีส่วนร่วมซึ่งจะทำให้การควบคุมป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น</span></span></div>
<div style="text-justify: inter-ideograph; text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><b>&nbsp;*****************************&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 10 มีนาคม 2553</b></span></span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31127]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-10 15:47:01]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ. พบผู้ป่วยจากหมอกควัน 8 จังหวัดภาคเหนือใกล้ 1 แสนราย คาดหากเผชิญหมอกควันนานวัน  จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว สั่งแพทย์รับมือ ]]></title>
<description><![CDATA[รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งแพทย์พยาบาลรับมือปัญหาสุขภาพจากหมอกควัน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ให้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ล่าสุดพบมีผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจแล้วเกือบ 1 แสนราย ชี้หากเผชิญหมอกควันนานวัน  คาดจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้หลายเท่าตัว   
	
นางพรรณสิริ  กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนจากกรณีหมอกควันใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน ว่า ในเบื้องต้นกระทรวงสาธารณสุขได้จัดส่งหน้ากากอนามัยให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั้ง 8 จังหวัดแล้ว 518,000 ชิ้น โดยให้เชียงใหม่ 150,000 ชิ้น เชียงราย 110,000 ชิ้น ลำปาง 69,000 ชิ้น พะเยา 44,000 ชิ้น น่าน 43,000 ชิ้น แพร่ 42,000 ชิ้น ลำพูน 37,000 ชิ้น และแม่ฮ่องสอน 23,000 ชิ้น
 
จากการประเมินสถานการณ์หมอกควันพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และปัญหาจากการเจ็บป่วยที่อาจเกิดจากหมอกควัน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 จนถึงวันที่ 6 มีนาคม 2553 โดยรายงานใน 19 โรงพยาบาล ประกอบด้วยโรงพยาบาลจังหวัด และโรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่ 8 จังหวัด  พบมีประชาชนเจ็บป่วยสูงขึ้นทุกโรค ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานรวม 96,040 ราย แต่อาการไม่รุนแรง 

โรคที่มีอัตราป่วยสูงที่สุด คือผู้ป่วยโรคหัวใจทุกชนิด อัตราป่วยแสนละ 560 คน รองลงมาคือโรคทางเดินหายใจทุกชนิด อัตราป่วยแสนละ 501 คน ซึ่งในระยะแรกนี้จะมีผู้ป่วยจำนวนมากที่มีอาการเจ็บป่วยน้อยแต่ไม่ได้ไปโรงพยาบาล เนื่องจากยังทนต่อผลกระทบได้ แต่หากเผชิญปัญหาหมอกควันนานวันขึ้น มั่นใจว่าจำนวนผู้ป่วยที่จะเข้ารักษาในโรงพยาบาลจะมีมากขึ้นกว่านี้หลายเท่าตัว ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขได้จัดประชุมแพทย์ พยาบาล เพื่อเตรียมรับภาวะฉุกเฉินจากหมอกควัน ทั้งยา และเวชภัณฑ์อื่น ๆ ไว้ทั้งหมดแล้ว  
	
นางพรรณสิริ กล่าวต่ออีกว่า ขอแนะนำให้ประชาชนใน 8 จังหวัดติดตามสถานการณ์มลพิษทางอากาศรายวันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปริมาณของฝุ่นละอองจากควันไฟนี้มีขนาดเล็กกว่า 10  ไมครอน  สามารถผ่านจมูกลงไปสู่ปอด หากสะสมมากอาจก่อมะเร็งปอดได้ วิธีการป้องกันการสูดฝุ่นเข้าจมูก ปอด อย่างง่ายๆ ประชาชนสามารถใช้หน้ากากอนามัยชนิดผ้า หรือผ้าเช็ดหน้าพรมน้ำหมาด ๆ  ปิดปาก จมูก ขณะออกนอกบ้านซึ่งจะช่วยกรองฝุ่นไม่ให้เข้าจมูกได้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องขับรถจักรยานยนต์ หากสวมหมวกกันน็อคชนิดที่มีกระบังกันลมและคาดหน้ากากอนามัยด้วย จะเป็นการดีมาก เพราะสามารถป้องกันการสูดควันเข้าปอด เนื่องจากขณะใช้ความเร็วจะทำให้ผู้ขับขี่ปะทะกับฝุ่นละออง หมอกควันมากขึ้น 

 ****************************** 10 มีนาคม  2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31122]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-10 12:30:00]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.สั่งสกัดกั้นการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ชี้อันตรายสูง เสี่ยงหัวใจวาย ประสานงานศุลกากรคุมเข้มตามด่านชายแดน ฝ่าฝืนมีโทษติดคุกหัวโต]]></title>
<description><![CDATA[<p>รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งสำนักงานสาธารณสุขแนวชายแดนสกัดการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ชี้เป็นภัยอันตรายเนื่องจากมีนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติดที่มีฤทธิ์สูงเท่าเฮโรอีนและโคเคน เสี่ยงหัวใจวายสูงกว่าคนทั่วไป 3 เท่าตัว ชี้ผู้ลักลอบนำเข้ามีความผิดตามกฎหมาย 3 ฉบับ มีโทษจำคุก 5&ndash;10 ปี และปรับหลายหมื่นบาท พร้อมประสานงานกรมศุลกากรคุมเข้มด่านชานแดนทั่วประเทศ หากพบการลักลอบดำเนินการตามกฎหมายทันที จากกรณีที่มีวัยรุ่นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาบางกลุ่มนำบุหรี่ไฟฟ้ามาสูบ เป็นที่แพร่หลายในกลุ่มวัยรุ่น โดยเด็กสั่งซื้อมาจากอินเตอร์เน็ตในราคามวนละ 2,500 บาท ขายเป็นชุด มีบุหรี่ 1 ตัว และน้ำยาที่ระบุนิโคตินสกัด 1 ขวด และมีหลายกลิ่น เช่นกลิ่นวานิลลา ช็อคโกแล็ต กลิ่นมินต์ กลิ่นผลไม้รวม พร้อมกล่อง สายชาร์จแบตเตอรี่ โดยก่อนสูบบุหรี่จะต้องชาร์จแบ็ตให้เต็ม แล้วนำตัวบุหรี่มาถอด แล้วหยดน้ำยานิโคตินเข้าไป 2-3 หยด จากนั้นนำบุหรี่มาประกอบ เวลาสูบจะมีไฟคล้ายการจุดบุหรี่จริงๆ ปลายบุหรี่มีสีทั้งแดง ส้ม น้ำเงิน แต่ไม่มีความร้อน เมื่อสูบจะมีควันออกมาจากก้นกรองจริงๆ มีกลิ่นหอม</p>
<p>เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าววันนี้ นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้าหรืออี ซิกาแร็ต (E cigarette) นี้ เป็นสินค้าเลียนแบบบุหรี่ ที่ผู้จำหน่ายโฆษณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเลิกสูบบุหรี่ แต่พบว่าปริมาณนิโคติน (Nicotine) สูงกว่าบุหรี่ทั่วไปหลายเท่า นับเป็นภัยตัวใหม่ จึงมีผลเสียต่อผู้ที่สูบ หากสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ 1 มวนจะเท่ากับสูบบุหรี่ทั่วไปถึง 15 มวน แม้ว่าตัวน้ำยานิโคตินจะมีการปรุงแต่งกลิ่นให้หอมเช่นกลิ่นช็อคโกแล็ต กลิ่นผลไม้รวมก็ตาม แต่พิษภัยยังคงมีเหมือนเดิม หากนำไปใช้โดยปราศจากการดูแลของแพทย์ จะเป็นอันตรายต่อหัวใจและหลอดเลือดได้ หลายประเทศได้สั่งห้ามการใช้สินค้านี้แล้ว เช่น รัฐวิคตอเรียของออสเตรเลีย บราซิล อิสราเอล จอร์แดน ตุรกี เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าวยังไม่มีผลการวิจัยรองรับว่าช่วยเลิกบุหรี่ได้จริง</p>
<p>กระทรวงสาธารณสุข ได้มีมาตรการห้ามนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศ โดยใช้กฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ 1.พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2535 มาตรา 10 เรื่องห้ามผลิต นำเข้า เพื่อขายหรือเพื่อจ่ายแจกเป็นการทั่วไป หรือโฆษณาสินค้าอื่นใด ที่มีรูปลักษณะที่ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นสิ่งเลียนแบบผลิตภัณฑ์ยาสูบ ประเภทบุหรี่ซิการ์แรต หรือบุหรี่ซิการ์ มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท 2. พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต ขายหรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งยาแผนปัจจุบัน เว้นได้แต่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีและปรับไม่เกิน 10,000 บาท และมาตรา 72 ห้ามมิให้ผู้ใดผลิตขาย หรือนำเข้า หรือสั่งนำเข้ายาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา มาในราชอาณาจักร ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีและปรับไม่เกิน 20,000 บาท และฉบับที่ 3 ได้แก่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ผู้ใดนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีหรือของต้องจำกัดหรือของต้องห้าม หรือที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักรสยาม ความผิดครั้งหนึ่งจะมีโทษปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของ ซึ่งได้รวมค่าอากรขาเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะทำหนังสือถึงกรมศุลกากร เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบบุหรี่ไฟฟ้า ตามด่านชายแดนทั่วประเทศ ทั้งนี้ การปล่อยให้มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้า จะเกิดผลเสียหลายประการ อย่างแรกคือ ทำให้เด็ก เยาวชน และประชาชนสูบบุหรี่มากขึ้น เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นบุหรี่ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ 2. ทำให้ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่แล้วหันมาสูบมากขึ้น เนื่องจากกลิ่นไม่เหม็นรบกวนผู้อื่น และเป็นผลจากการติดนิโคตินอย่างแรง 3. สารนิโคตินเป็นสารเสพติดที่มีฤทธิ์เสพติดสูง เท่ากับเฮโรอีนและโคเคน เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ4.บุหรี่ไฟฟ้าทำให้ไม่สามารถควบคุมปริมาณสารนิโคตินได้ แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ช่วยเลิกบุหรี่ทางการแพทย์อื่นๆ เช่น แผ่นแปะและหมากฝรั่งนิโคติน ที่มีปริมาณนิโคตินแน่นอน และใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นางพรรณสิริกล่าว</p>
<p>ด้านนายแพทย์ชูฤทธิ์ เต็งไตรสรณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมบริโภคยาสูบ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้านี้ กระทรวงสาธารณสุขได้จับตามาตั้งแต่ปี 2551 โดยบริษัทผลิตบุหรี่แห่งหนึ่งได้ผลิตบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ที่ไม่มีใบยาสูบแต่มีสารนิโคตินและสารเคมีโพรไพลีนไกลคอลที่มีลักษณะคล้ายควันบุหรี่ โดยจะบรรจุในรูปแท่ง ควบคุมโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋ว และเทคโนโลยีอะตอม โดยใช้แบตเตอรี่สำหรับอัดไฟไว้ในเครื่องเพื่อใช้งานเมื่อเจ้าของต้องการสูบ โดยบุหรี่ดังกล่าวได้แพร่หลายไปทั่วโลกแล้ว และเตรียมนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย จากข้อมูลของบุหรี่ดังกล่าวระบุว่าบรรจุนิโคตินแท่งละ 18 มิลลิกรัม ขณะที่บุหรี่ทั่วไป 1 มวนจะมีนิโคติน 1.2 มิลลิกรัม ซึ่งนิโคตินเป็นสารเสพติดที่มีฤทธิ์สูงเท่าเฮโรอีนและโคเคน การสูดสารนิโคตินแต่ละครั้ง ร่างกายจะได้รับนิโคตินประมาณ 50 ไมโครกรัม ซึ่งสารนี้มีพิษร้ายแรงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ในขณะสูบบุหรี่ระดับนิโคตินในเลือดจะเพิ่มสูงถึง 25-50 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร เสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดเพิ่มมากขึ้นถึง 3 เท่าตัวทั้งผู้ชายและผู้หญิง</p>
<p>************************************ 9 มีนาคม 2553</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31115]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-09 18:45:24]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ เตือนประชาชนระวัง 3 กลุ่มโรคหน้าร้อน หลีกเลี่ยงอยู่กลางแดดจัด ดื่มน้ำสะอาด และยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ  ]]></title>
<description><![CDATA[<p>บ่ายวันนี้ (9 มีนาคม 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ ว่า กระทรวงสาธารณสุข ขอเตือนประชาชนทั่วไป เพื่อไม่ให้กลายเป็นปัญหาสุขภาพในช่วงหน้าร้อน ซึ่งโรคที่เกิดขึ้นในหน้าร้อนจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 โรคที่เกิดจากอาหารและน้ำ มี 5 โรค ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ บิด ไทฟอยด์ และอหิวาตกโรค ซึ่งข้อแนะนำก็คือให้ถือปฏิบัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเคยแนะนำไป คือ กินร้อน ช้อนกลาง และล้างมือ ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่เก็บค้างไว้นานหลายชั่วโมงโดยไม่นำมาอุ่นให้ร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเข้าค่ายของนักเรียนช่วงปิดเทอม การทำกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มมาก ๆ แล้วรับประทานอาหารกล่องที่ทำทิ้งไว้นานๆ หากมีเชื้อโรคอยู่อาจเกิดปัญหาได้ รวมทั้งขอให้ดื่มน้ำสะอาดด้วย กลุ่มที่ 2 คือโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งข้อมูลในปี 2552 พบผู้เสียชีวิต 23 คน และในปี 2553 ช่วง 2 เดือนนี้เสียชีวิตไปแล้ว 7 คน ซึ่งตรวจพบว่าส่วนใหญ่เกิดจากสุนัขที่มีเจ้าของและไม่ได้รับการฉีดวัคซีนกัด ดังนั้นหากถูกสุนัขหรือแมว กัดข่วน ทำให้เกิดบาดแผล จะต้องไปรับการฉีดวัคซีนทันที ซึ่งบริการที่โรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ และกลุ่มที่ 3 คือโรคที่เกิดจากแดด หรือความร้อน ซึ่งช่วงนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อน อากาศร้อนจัดมาก มี 3 โรค คือตะคริวแดด เพลียแดด และลมแดด ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดจากอากาศร้อนจัด เสียเหงื่อมาก ทำให้เลือดข้น ออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายไม่พอ ในที่สุดจึงเป็นลม ช็อค และเสียชีวิตได้ จึงขอให้หลีกเลี่ยงการไปอยู่กลางแดดร้อนจัดหรืออยู่ในที่ร้อนจัด และให้ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ จะช่วยแก้ปัญหาได้ ทางด้านนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคลมแดดในทางการแพทย์เรียกว่า ฮีทสโตรก (Heat Stroke) เป็นอาการที่เกิดจากการได้รับความร้อนที่มากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาในภาวะที่มีอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน โรคนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ในผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง จัดเป็นความผิดปกติที่มีความรุนแรงมากที่สุด ทำให้สมองไม่ทำงาน ไม่สามารถควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ รวมทั้งการควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติเกิน 40 องศาเซลเซียส ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องให้การรักษาอย่างรีบด่วน เนื่องจากมีโอกาสเสียชีวิต 17-70 เปอร์เซ็นต์ ในต่างประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา มีรายงานประชาชนเสียชีวิตจากสาเหตุนี้ปีละประมาณ 371 คน ส่วนในประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานใครเสียชีวิต อาการสำคัญของโรคลมแดด ได้แก่ ตัวร้อนจัด เพ้อหรือหมดสติ ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตลดลง ช็อค ผิวหนังแห้งและร้อน ระดับความรู้สึกตัวจะลดลง การทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว กระสับกระส่าย เอะอะ ก้าวร้าว หมดสติ เกร็ง ชัก โดยกลไกการทำงานของร่างกายหลังจากที่ได้รับความร้อน จะมีการปรับตัว โดยส่งน้ำหรือเลือดไปเลี้ยงตามอวัยวะต่างๆภายใน เช่น สมอง ตับ และกล้ามเนื้อ เป็นต้น ทำให้ผิวหนังขาดเลือดและน้ำไปหล่อเลี้ยง จึงไม่สามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ&ldquo;สัญญาณสำคัญของโรคฮีทสโตรก ก็คือ ไม่มีเหงื่อออก ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่เป็น จะกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน ซึ่งต่างจากการเพลียจากแดดทั่วๆไป ซึ่งจะพบว่ามีเหงื่อออกด้วย โดยหากเกิดอาการดังกล่าวจะต้องหยุดพักทันที ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาทันท่วงที จะทำให้เสียชีวิตได้&rdquo; นายแพทย์ไพจิตร์กล่าว นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อไปว่า ในการช่วยเหลือผู้ที่มีอาการเป็นโรคฮีทสโตรก ให้นำผู้ที่มีอาการเข้าในที่ร่ม ให้นอนราบและยกเท้าทั้งสองข้างให้สูงเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงที่สมอง ถอดเสื้อผ้าออก ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกคอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ ร่วมกับการใช้พัดลมเป่าช่วยระบายความร้อน หรือเทน้ำเย็นราดลงบนตัว เพื่อลดอุณหภูมิของร่างกายให้ต่ำลงโดยเร็วที่สุด และรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาโดยเร็วที่สุด ในรายที่อาการยังไม่มาก ควรให้ดื่มน้ำเปล่าธรรมดามากๆ นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวอีกว่า โดยทั่วไปอาการผิดปกติที่เกิดจากความร้อน มีหลายระดับ ระดับที่ไม่เป็นอันตราย ที่รู้จักกันทั่วๆไปคือ เป็นลม จะมีอาการมืดหน้า เป็นตะคริว หมดแรง อาจมีอาการท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียนด้วย และระดับที่มีอันตรายที่สุดคือ ฮีทสโตรก เป็นภาวะวิกฤติของร่างกายที่ไม่สามารถควบคุมความร้อนได้ สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอันตรายจากอากาศร้อนจัด ได้แก่ การขาดการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศร้อน ประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคฮีทสโตรกได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ดีเท่าคนหนุ่มสาว รวมทั้งผู้ที่มีโรคประจำตัวได้แก่ โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องกินยาควบคุมความดัน เช่น ยาขับปัสสาวะ ซึ่งมีผลขับสารโซเดียมออกจากร่างกาย ทำให้มีโอกาสเกิดความผิดปกติของระดับเกลือแร่ในร่างกายได้เร็วกว่าผู้อื่น นอกจากนี้ ในผู้ที่เป็นโรคอ้วน หรือผู้ที่อดนอน ก็เสี่ยงเกิดโรคนี้ได้ เนื่องจากร่างกายจะตอบสนองต่อความร้อนที่ได้รับช้ากว่าปกติ และผู้ที่ดื่มสุราหรือเบียร์ในขณะที่มีสภาพอากาศร้อน ร่างกายจะมีโอกาสสูญเสียน้ำและเกลือแร่สูงกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่ม ซึ่งเป็นผลมาจากการขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย สำหรับกรณีของคนอ้วน ซึ่งจะมีไขมันที่ผิวหนังจำนวนมาก ไขมันจะทำหน้าที่คล้ายเป็นฉนวนกันความร้อน ทำให้คนอ้วนสามารถเก็บความร้อนได้ดี แต่การระบายความร้อนออกจากร่างกาย จะทำได้น้อยกว่าคนทั่วๆไป นอกจากนี้บริเวณผิวหนังที่มีไขมันมาก มักมีต่อมเหงื่อน้อยลงด้วย คนอ้วนจึงมีโอกาสเกิดโรคฮีทสโตรกได้ง่าย วิธีการป้องกันอันตรายในช่วงที่มีอากาศร้อน ที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนจะต้องต้องดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ โดยปกติควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน ผู้ที่ทำงานในที่ร่ม ควรดื่มอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ผู้ที่ดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะไม่สามารถปรับตัวให้สู้กับอากาศร้อนได้ เนื่องจากน้ำเป็นตัวควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ซึ่งปกติจะอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ในการสังเกตว่าร่างกายได้รับน้ำเหมาะสมเพียงพอหรือไม่ ประชาชนสามารถสังเกตง่ายๆจากสีของน้ำปัสสาวะ ถ้าปัสสาวะมีสีเหลืองจางๆ แสดงว่าได้รับน้ำเพียงพอ แต่ถ้าปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มและปัสสาวะออกน้อย แสดงว่าได้รับน้ำไม่เพียงพอ จะต้องดื่มน้ำให้มากๆ สำหรับการออกกำลังกายในฤดูร้อน สามารถกระทำได้ โดยค่อยๆ ออกกำลังกาย และเพิ่มระยะเวลาการออกกำลังกายขึ้นเรื่อยๆ ************************************ 9 มีนาคม 2553</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31113]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-09 16:20:57]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปลัดสธ. สั่งหมอให้ยาโอเชลทามีเวียร์ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 ทุกรายภายใน 2 วัน ลดการเสียชีวิต
]]></title>
<description><![CDATA[ปลัดกระทรวงสาธารณสุข สั่งแพทย์ทุกจังหวัดให้ยาโอเชลทามีเวียร์ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ภายใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มป่วย ไม่ต้องรอผลตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ ลดอัตราการเสียชีวิต และให้เร่งรัดการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่กลุ่มเสี่ยง โดยความสมัครใจ เน้นล้างมือบ่อยๆ หากมีไข้ให้ไปพบแพทย์ภายใน 2 วัน 

เช้าวันนี้ (9 มีนาคม 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์ไพจิตร์  วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมทางไกลระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ /โรงพยาบาลทั่วไปทั่วประเทศ เพื่อมอบนโยบายเร่งด่วนเรื่องการแก้ปัญหาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล

นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จำนวน 6 ราย ซึ่ง 2 รายได้รับยาโอเซลทามิเวียร์ค่อนข้างช้า ขอให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกแห่ง นัดประชุมย้ำเตือนให้แพทย์ผู้รักษาผู้ป่วย ต้องให้ยาต้านไวรัสแก่ผู้ป่วยกลุ่มอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ที่อาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงต้องให้ยาทันที โดยไม่ต้องรอผลการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ ส่วนสถานพยาบาล และสถานีอนามัย หากพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ให้รีบส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลทันที เพื่อให้ได้รับยาอย่างทันท่วงที โดยยึดแนวทางการรักษาของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะช่วยลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยลงได้
 
สำหรับผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจที่มีอาการหนัก สงสัยอาจป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้รีบรายงานผู้ตรวจราชการเพื่อให้การช่วยเหลือทันที และหากมีผู้เสียชีวิต ให้ประชุมหาสาเหตุการเสียชีวิตทุกราย เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด นอกจากนี้ ขอให้ทุกจังหวัดเร่งรัดการฉีดวัคซีนให้กลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะ 7 จังหวัดที่ยังมีผู้มารับวัคซีนน้อยกว่าร้อยละ 10 ได้แก่ ชลบุรี สมุทรสงคราม สตูล ราชบุรี ปทุมธานี กาญจนบุรี และจันทบุรี เน้นการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ให้ฉีดวัคซีนตามความสมัครใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ 

ขอยืนยันว่าจนถึงวันนี้ ฉีดไปแล้วกว่า 4 แสนโด๊ส ยังไม่พบผู้มีอาการแพ้รุนแรง และคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาแล้วพบว่าปัญหาที่เป็นข่าวในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ แต่เพื่อความไม่ประมาทขอให้ระมัดระวังเป็นพิเศษในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ หากมีประวัติแท้งหรือปัญหาสุขภาพระหว่างที่มารับการฉีดวัคซีน ให้ปรึกษาสูติแพทย์ก่อนว่าควรฉีดวัคซีนให้หรือไม่ 
 
นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อไปว่า ในปี 2553 นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตั้งเป้าหมายให้เปิดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของจำนวนสถานีอนามัยทุกจังหวัดอย่างต่ำ 4,000  5,000 แห่ง เพื่อให้สัมพันธ์กับการตั้งงบประมาณปี 2554 และงบโครงการไทยเข้มแข็ง โดยดำเนินงาน 2 รูปแบบ  คือแบบเดี่ยวและแบบเครือข่าย  โดยบุคลากรขั้นต่ำที่ควรมีประกอบด้วย 1.หัวหน้าหรือผู้อำนวยการ รพ.สต. 2.แพทย์/พยาบาลเวชปฏิบัติ 3.เจ้าพนักงานสาธารณสุขหรือนักวิชาการสาธารณสุข 4.เจ้าพนักงานทันตกรรม/เจ้าพนักงานเภสัช/กายภาพบำบัด  ให้ทุกจังหวัดเร่งสำรวจบุคลากรของสถานีอนามัยที่ยกระดับรพ.สต.ส่งให้สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ภายในวันที่ 11 มีนาคมนี้ เพื่อนำเข้าที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขในวันจันทร์หน้า ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน

 ************************************  9 มีนาคม 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31104]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-09 13:10:30]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.เร่งพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาลให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ ]]></title>
<description><![CDATA[พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดการประชุมวิชาการประจำปีของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล  ล่าสุดมีโรงพยาบาลผ่านเกณฑ์พัฒนาได้รับการรับรองเป็นโรงพยาบาลคุณภาพและเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพทั่วประเทศแล้ว 531 แห่ง 
	
วันนี้ (9 มีนาคม 2553) เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดการประชุมวิชาการประจำปีของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) ครั้งที่ 11 เรื่อง การพัฒนาที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน (Flexible & Sustainable Development) และประทานประกาศนียบัตรรับรองกระบวนการคุณภาพ และการสร้างเสริมสุขภาพให้ผู้แทนสถานพยาบาล จำนวน 76 แห่ง โดยมี นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  ข้าราชการและประชาชน เฝ้ารับเสด็จ
	
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กราบทูลถวายรายงานว่า กระบวนการ พัฒนาและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล เป็นความพยายามในการพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพในประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนที่เจ็บป่วยได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล  และผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจต่องานบริการของเจ้าหน้าที่  โดยมีองค์ประกอบ 2 ส่วนได้แก่การพัฒนาตนเองของสถานพยาบาลควบคู่กับการประเมินและรับรองจากหน่วยงานภายนอก เพื่อให้เป็นสถานพยาบาลที่ให้การดูแลฟื้นฟูรักษาพยาบาลผู้ป่วยและการสร้างเสริมสุขภาพประชาชนอย่างมีคุณภาพ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้สถาบันพัฒนารับรองคุณภาพสถานพยาบาล เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันรวมระยะเวลากว่า 13 ปี   

ผลการพัฒนาล่าสุดจนถึงปัจจุบัน มีโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการและผ่านการรับรองคุณภาพ ทั้งด้านบริการรักษาพยาบาล และส่งเสริมสุขภาพทั้งรัฐและเอกชน รวมทั้งหมด 1,104 แห่ง จากโรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่มีประมาณ 1,400 แห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วย โรงพยาบาลที่ผ่านการรับรองเป็นโรงพยาบาลคุณภาพหรือเอชเอ (HA: Hospital Accredit) จำนวน 351 แห่ง ได้รับการรับรองเป็นโรงพยาบาลคุณภาพและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพด้วย (Health Promotion Hospital) จำนวน 173 แห่ง มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลซึ่งพัฒนาจากสถานีอนามัย ได้รับการรับรองเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพอีก จำนวน 7 แห่ง และยังมีโรงพยาบาลที่พัฒนาผ่านบันไดขั้นที่ 2 จำนวน 588 แห่ง พัฒนาผ่านบันไดขั้นที่ 1 จำนวน 193 แห่ง 

ทางด้านนายแพทย์อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล กล่าวว่าการรับรองคุณภาพสถานพยาบาล เป็นกลไกกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาล เพื่อให้เป็นมาตรฐานด้านการรักษาพยาบาล เพื่อความปลอดภัยกับผู้ป่วย สร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมว่าโรงพยาบาลมีระบบการทำงานที่ไว้ใจ  

โรงพยาบาลที่จะได้รับการรับรองคุณภาพจะต้องมีกิจกรรมหลักๆ 3 ขั้นตอน คือ การพัฒนาคุณภาพ, การประเมินคุณภาพ และการรับรองคุณภาพ ซึ่งหากโรงพยาบาลได้มีการดำเนินการพัฒนาคุณภาพเป็นไปตามเกณฑ์ของมาตร ฐานที่ได้จัดทำไว้ ก็จะได้รับการรับรองจากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล โดยการรับรองในครั้งแรกจะมีอายุการรับรอง 2 ปี หลังจากนั้นโรงพยาบาลจะต้องขอการรับรองใหม่ ซึ่งจะมีอายุการรับรอง 3 ปี  การประชุมวิชาการในปีนี้นั้น จะเน้นลักษณะยืดหยุ่น ตามความพร้อมของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์และเกิดความยั่งยืน  

 *******************************  9 มีนาคม 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31103]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-09 13:08:52]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.เผย ผลสำรวจประชาชนตื่นตัวและเชื่อมั่นในวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 สูง เร่งรณรงค์ฉีดวัคซีนไข้หวัด 2009 ในกลุ่มเสี่ยงโดยสมัครใจ ต่อเนื่อง ]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><img height="199" width="300" align="left" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/Jurin_Big_5.jpg" />วันนี้&nbsp; (8 &nbsp;มีนาคม 2553)&nbsp; นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ว่า ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 จำนวน 34,894 ราย มีผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่วันที่ เดือนเมษายน 2552 ถึงปัจจุบันทั้งหมดรวม 218 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตในสัปดาห์ที่ผ่านมา 6 ราย ในจำนวนนี้มี 2 รายที่ได้รับการรักษาช้า รายแรกที่จังหวัดชลบุรี เป็นเด็กชายอายุ 1 เดือน &nbsp;รายที่2.ที่กทม.เป็นชายอายุ 60 ปี มีรายงานป่วยเป็นโรคเบาหวาน และโรคถุงลมโป่งพอง ได้ให้หัวหน้าผู้ตรวจราชการลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริง สาเหตุที่ได้รับยาช้า และรายงานในสัปดาห์หน้า&nbsp;</span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">ส่วนอีก 4 ราย เป็นโรคเรื้อรัง รายที่ 1 ที่ จ.นครนายก เป็นหญิงอายุ 18 ปี &nbsp;อ้วน เป็นโรคเบาหวาน และโรคตับ รายที่ 2 ที่ จ.พิษณุโลก เป็นชายอายุ 58 ปี&nbsp;ป่วยเป็นมะเร็งปอด มีความดันโลหิตสูง &nbsp;รายที่ 3. ที่ จ.ลำปาง เป็นหญิงอายุ 71 ปี ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง และรายที่ 4. ที่ กทม. เป็นหญิงอายุ 83 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวาน หัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง และไตวายเรื้อรัง </span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">ส่วนผลการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009&nbsp;ตั้งแต่ 11 มกราคม-5 มีนาคม 2553 มีผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนแล้ว 404,983 คน ร้อยละ 45.5 เป็นบุคลากรทางการแพทย์&nbsp;ผู้ป่วยเรื้อรังร้อยละ 21.5 ขณะนี้ยังเหลือวัคซีนอีก 1.6 ล้านโดส หากถึงสิ้นเดือนมีนาคมแล้วยังไม่ได้ตามเป้าหมาย ก็จะต้องมีการทบทวนว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยจะให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้ความเห็น จังหวัดที่มีผู้มาฉีดวัคซีนต่ำกว่าร้อยละ 10 มี 7 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี &nbsp;สมุทรสงคราม สตูล ราชบุรี ปทุมธานี &nbsp;กาญจนบุรี และจันทบุรี สัปดาห์หน้าจะขอให้รายงานว่าสาเหตุที่ดำเนินการช้าเกิดจากอะไร&nbsp;</span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">สำหรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 นี้ มีอายุยาวกว่า1 ปี&nbsp;แต่ที่พูดว่าควรดำเนินการภายใน 1 ปี &nbsp;เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 จะมีอายุ 1 ปี ถ้าเป็นปีหน้าเชื้ออาจจะมีการพัฒนาสายพันธุ์ เป็นสายพันธุ์อื่นตัวใหม่ &nbsp;โดยได้ให้กรมควบคุมโรค เจาะเลือดดูภูมิคุ้มกันหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009ไปแล้ว ซึ่งต้องรอหลังฉีด 2 สัปดาห์ร่างกายจะเริ่มมีภูมิต้านทาน คาดว่าจะเริ่มทราบผลในสัปดาห์หน้า ส่วนผลการตรวจสอบของคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในรายที่มีปัญหาหลังฉีดวัคซีน 22 ราย จนถึงขณะนี้ยังไม่พบว่ารายใดเกิดจากวัคซีน ยังเหลือเพียง 1 ราย กำลังรอผลการพิจารณาจากคณะผู้เชี่ยวชาญ&nbsp;เป็นหญิง อายุ 39 ปี ที่จ.ลำปางตั้งครรภ์&nbsp;8 เดือน ทารกเสียชีวิต&nbsp;</span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">อย่างไรก็ตาม วันนี้กรมสุขภาพจิตได้รายงานผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ระหว่าง 24 กุมภาพันธ์-2 มีนาคม 2553 ในทุกภาคของประเทศ รวม 1,390 ตัวอย่าง&nbsp;ปรากฏว่าประชาชน มีการตื่นตัวต่อวัคซีนร้อยละ 68.35 และมีความเชื่อมั่นวัคซีนในระดับสูง ร้อยละ57.35 &nbsp;แปลว่า ประชาชนไทยส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นต่อวัคซีนมากกว่าไม่เชื่อมั่น โดยในกลุ่มที่ไม่เชื่อมั่น สาเหตุเกิดจากกลัวผลข้างเคียงร้อยละ 69.5&nbsp;ซึ่งต้องรณรงค์ทำความเข้าใจต่อไปว่า&nbsp;กรณีการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากวัคซีน &nbsp;และมีผลสำรวจจากต่างประเทศคือประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงเดือนกันยายน 2552 ที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มที่ไม่เชื่อมั่นวัคซีน มีความรู้สึกกลัวผลข้างเคียงเช่นกัน แต่ต่ำกว่าประเทศไทยคือร้อยละ 30 &nbsp;โดยกระทรวงสาธารณสุข ยังคงมีนโยบายรณรงค์ให้กลุ่มเสี่ยงมารับวัคซีนโดยความสมัครใจต่อไป</span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><b>&nbsp;**************************&nbsp;&nbsp; 8 มีนาคม&nbsp;2553</b></span></span></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31087]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-08 16:24:29]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ตั้งคณะทำงาน เตรียมโรงพยาบาล รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน จากเหตุชุมนุมเสื้อแดงทั้งในกทม.และต่างจังหวัด ]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><img height="201" width="300" align="right" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/Jurin_Big_6.jpg" />วันนี้ ( 8 มีนาคม 2553)&nbsp; ที่กระทรวงสาธารณสุข นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข&nbsp;เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขรองรับเหตุรุนแรงที่อาจเกิดจากการชุมนุมเสื้อแดงในวันที่ 14 มีนาคม 2553 ว่าเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อม หากว่าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นทำให้มีผู้คนได้รับบาดเจ็บ โดยได้ตั้งคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุขในสถานการณ์ฉุกเฉินระดับประเทศ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน และจัดตั้งศูนย์บัญชาการเพื่อแก้ปัญหาที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน </span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับการเตรียมการแก้ปัญหานั้น ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น หากไม่รุนแรงโรงพยาบาลที่อยู่ในสังกัดกรุงเทพมหานครกับกรมการแพทย์จะร่วมมือกันในการรองรับผู้ที่จำเป็นที่ต้องได้รับการรักษาพยาบาล หากระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 2 ได้ให้โรงพยาบาลในเขตปริมณฑลเข้ามาช่วยดูแล&nbsp;และหากระดับความรุนแรงมากเป็นระดับ 3 ให้โรงพยาบาลทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมในการเข้ามาช่วยแก้ปัญหาดูแลผู้บาดเจ็บ โดยจะเริ่มติดตามเฝ้าระวังตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 หรือตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น</span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">นายจุรินทร์ กล่าวไปอีกว่า&nbsp;พร้อมกันนี้ได้ตั้งคณะทำงาน 2 ชุด&nbsp;คือชุดทำงานในส่วนกลางและภูมิภาค ในส่วนกลางได้มอบหมายให้นายแพทย์เสรี หงส์หยก รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขทำหน้าที่เป็นประธานคณะทำงานติดตามสถานการณ์ตลอดเวลาที่กระทรวงสาธารณสุข คณะทำงานประกอบด้วยหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข สาธารณสุขนิเทศ ผู้แทนกรมต่าง ๆ และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน ส่วนในต่างจังหวัด ให้ผู้ตรวจราชการของแต่ละเขตจะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ติดตามสถานการณ์ และให้รายงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขทราบตลอดเวลา</span></span><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><b>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; .........................&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 8 มีนาคม 2553</b></span></span></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31086]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-08 16:20:39]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ สั่งห้ามจำหน่ายครีมทาผิวที่มีสารปรอท และไม่มีฉลาก หากพบจำหน่ายมีโทษ   ทั้งจำและปรับ ]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><img height="199" width="300" align="left" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/Jurin_Big_7.jpg" />นายจุรินทร์&nbsp;ลักษณวิศิษฐ์&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีหญิงสาวชาวกัมพูชา ซื้อครีมทาผิวขาวจากเวียดนาม ในตลาดปอยเปตมาพอกตัวแล้วมีอาการช็อก และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในจังหวัดสระแก้ว สาเหตุมาจากมีสารปรอทผสม ว่า ได้รับแจ้งจากเลขาธิการ อย.จากรายงานข้อเท็จจริงของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว พบว่าผู้เสียชีวิตรายนี้ เป็นหญิงชาวกัมพูชา อายุ 23 ปี&nbsp;ใช้ครีมทาผิวที่มาจากเวียดนาม นำไปใช้แล้วเกิดอาการแพ้&nbsp;เมื่อญาตินำตัวจากปอยเปตมารักษาที่ฝั่งไทย อยู่ในอาการหมดสติแล้ว จากการสอบถามเบื้องต้นพบว่า ไปรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลฝั่งกัมพูชา 3 วัน เมื่อมาถึงฝั่งไทย ได้ไปรักษาที่โรงพยาบาลอรัญประเทศ จากนั้นโรงพยาบาลอรัญประเทศ ก็ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว แต่อยู่ได้แค่ครึ่งวันก็เสียชีวิต เนื่องจากเกิดอาการช็อกและความดันโลหิตต่ำ แพทย์สรุปว่า เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายจุรินทร์&nbsp;กล่าวต่อไปว่า ครีมพอกผิวตัวนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นได้รับแจ้งว่า ได้มีการห้ามขายก่อนหน้านี้แล้ว หากพบยังมีการนำมาขายในฝั่งไทย ถือว่าผิดกฎหมาย ทั้งกรณีจำหน่ายเครื่องสำอางไม่ปลอดภัย มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และข้อหาสินค้าที่มีการใช้ฉลากไม่ถูกต้อง มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&nbsp;ซึ่งได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว ดำเนินการติดตาม เพื่อไม่ให้นำมาจำหน่ายในฝั่งไทย&nbsp;เนื่องจากครีมดังกล่าวมีฉลากเป็นภาษาเวียดนาม และมีสารปรอทผสมอยู่ด้วย&nbsp;</span></span></p>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทางด้าน นายแพทย์พิพัฒน์&nbsp;ยิ่งเสรี เลขาธิการ อย. กล่าวว่า เบื้องต้นงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว รายงานว่า ครีมตัวนี้มีสารไฮโครควิโนน หรือสารปรอท แต่ที่จะทำให้ติดเชื้อสันนิษฐานได้ยาก แพทย์ที่ให้การรักษาบอกว่าต้นเหตุที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อค่อนข้างจะลำบาก เนื่องจากผู้ป่วยอยู่ในสภาพไม่รู้สึกตัว&nbsp;จึงไม่ทราบข้อมูลพื้นฐานว่าผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัวหรือไม่&nbsp;ซึ่งผิวที่ลอกไม่ได้ลอกทั้งตัว และไม่มีการผ่าศพพิสูจน์ และญาติได้นำศพกลับบ้านแล้ว&nbsp;</span></span><span style="font-size: 16pt"><span style="font-family: Angsanaupc"><b>&nbsp;********************************&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 8&nbsp;มีนาคม 2553</b></span></span></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31085]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-08 16:16:46]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์เร่งพัฒนาร้านขายยาทั่วประเทศให้เป็นร้านขายยาคุณภาพ ขอแรงเภสัชกรช่วยรณรงค์ประชาชนอ่านฉลากยาและอาหารเพื่อชีวิตที่ปลอดภัย
]]></title>
<description><![CDATA[วันนี้ (7 มีนาคม 2553) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2552 ของสมาคมเภสัชกรรมชุมชน(ประเทศไทย) ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร ว่า ร้านขายยา เป็นเหมือนสถานบริการสาธารณสุขปฐมภูมิก่อนที่จะเข้าสู่สถานพยาบาล เนื่องจากประชาชนไทยมักไปใช้บริการก่อนที่จะไปพบแพทย์     เภสัชกรประจำร้านยาจึงเป็นผู้ที่อยู่ด่านหน้าที่จะพบกับผู้ป่วย  ซึ่งนอกจากจะให้บริการในเรื่องยาแล้ว ยังต้องมีหน้าที่หลักในการให้ความรู้กับประชาชนทั้ง 4 มิติทางสาธารณสุขด้วย  คือการให้ความรู้ในเรื่องส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วประเทศมีร้านขายยาทั้งหมด 10,052 ร้าน เป็นร้านยาที่ได้คุณภาพมาตรฐานตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดจำนวน 361 ร้าน  โดยมีมาตรฐานทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ 1.สถานที่  2.การบริหารจัดการ 3.การบริการด้านเภสัชกรรม  4.การปฏิบัติตามด้านกฎหมาย ระเบียบและจรรยาบรรณ และ 5.การเข้าไปมีส่วนร่วมกับสังคมและชุมชนของร้านขายยา ซึ่งจะต้องผลักดันและกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาร่วมกับสมาคมต่างๆที่เกี่ยวข้อง  จัดทำแผนการพัฒนาร้านยาคุณภาพให้มีจำนวนมากขึ้น ปีละกี่แห่ง 
  
นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า  จากการที่รัฐบาลได้กำหนดให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ  กำหนดให้ปี 2552 ถึงปี 2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่านของประเทศ  ได้ขอให้เภสัชกรช่วยรณรงค์ประชาชนในเรื่องการอ่านฉลากยาและอาหาร ด้วย  ซึ่งการอ่านฉลากยาและอาหาร ถือเป็นการอ่านเพื่อชีวิตหรือการอ่านเพื่อสุขภาพ และขอช่วยรณรงค์ให้มีการใช้ยาสมุนไพรไทยแทนยาแผนปัจจุบันด้วย

นายจุรินทร์ กล่าวต่อไปอีกว่า พร้อมกันนี้ได้ขอความร่วมมือจากเภสัชกรเป็นด่านหน้าในการให้ความรู้กับประชาชนเรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009 เพิ่มเติมจากบุคลากรสาธารณสุข รณรงค์ให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง 5 กลุ่มมารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัด 2009 รวมทั้งสร้างความมั่นใจแก่ผู้มารับบริการว่าวัคซีนที่ได้รับนั้นมีประสิทธิภาพเป็นวัคซีนที่นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส และได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งจะต้องทำต่อเนื่อง เนื่องจากขณะนี้มีผู้มารับบริการฉีดวัคซีนกว่า 300,000 คน จากเป้าหมายฉีดทั้งหมด 2 ล้านคน   ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดระยะเวลาในการให้บริการวัคซีนไข้หวัด 2009 ถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2553 ซึ่งจะต้องทำการประเมินผลการให้บริการอีกครั้ง

	............................	7 มีนาคม 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31070]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-07 14:36:46]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.แจกหน้ากากอนามัยป้องกันสูดฝุ่นควันไฟให้ประชาชน 8 จังหวัดภาคเหนือ 6แสนชิ้น
]]></title>
<description><![CDATA[	กระทรวงสาธารณสุข แจกหน้ากากอนามัยให้ประชาชนใน8 จังหวัดภาคเหนือจำนวน 6 แสนชิ้น   เพื่อป้องกันการสูดฝุ่นละอองควันไฟเข้าปอด  พร้อมคู่มือคำแนะนำการดูแลสุขภาพอีก 5,000 ฉบับ   เผยขณะนี้จำนวนผู้ป่วยในแต่ละจังหวัดเพิ่มขึ้น 5-10 เปอร์เซ็นต์  อาการไม่รุนแรง  ส่วนใหญ่แสบตา แสบคอ  พร้อมแนะนำให้ประชาชนจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ  เพื่อช่วยให้ร่างกายขับฝุ่นออกจากทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น   
	นายแพทย์สุพรรณ  ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่าเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ที่ประสบภัยจากหมอกควันไฟประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย  เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง ลำพูน  น่าน  แพร่ และแม่ฮ่องสอน   ว่า  สำนักงานควบคุมป้องกันโรคที่ 10 จังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินการแจกหน้ากากอนามัยไปให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั้ง 8 แห่ง จำนวน 6  แสนชิ้น เพื่อนำไปแจกประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีหมอกควันปกคลุม   ป้องกันการสูดฝุ่นละอองคาร์บอนซึ่งเกิดจากการเผาไหม้   และมีผลระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ   ได้แก่จมูก คอ หลอดลม และปอด   โดยฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน  จะ สามารถเข้าสู่ปอด  มีผลให้ปอดอักเสบได้     รวมทั้งฝุ่นยังระคายเคืองตา เช่น ทำให้แสบตา ตาแดง    โดยกรมควบคุมโรคได้แจกคู่มือคำแนะนำการดูแลสุขภาพเนื่องจากมลพิษหมอกควันอีก 5,000 ฉบับด้วย
	นายแพทย์สุพรรณ กล่าวว่า จากการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ  ขณะนี้ในแต่ละจังหวัดมีผู้ป่วย โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจ  เพิ่มขึ้นจากปกติ  5-10 เปอร์เซ็นต์   เช่นที่จังหวัดเชียงราย  มีสัปดาห์ละประมาณ 2,000 ราย  ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง อาทิ ผู้สูงอายุ ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ หอบหืด     อาการที่พบได้แก่ แสบตา  แสบคอ  ยังไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง  
	สำหรับประชาชนที่สูดละอองควันไฟเข้าไปแล้ว   ไม่ต้องกังวล  เนื่องจากร่างกายจะขับฝุ่นละอองออกมาเองทางเสมหะ   จะเร็วช้าอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณฝุ่นที่สูดเข้าไป    วิธีง่ายๆที่จะทำให้ร่างกายขับฝุ่นได้ดีขึ้น ขอให้ประชาชนจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อให้เสมหะอ่อนตัว และขับออกมาง่ายขึ้น                และหากมีอาการผิดปกติ เช่นแสบตา ตาแดง  มีน้ำตาไหล  น้ำมูกไหล   เจ็บคอ   คออักเสบ  ไอ  หายใจลำบาก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน   ขอให้ไปรับบริการที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน  
	อย่างไรก็ดี ขอให้ประชาชนป้องกันตัว  ขอให้ติดตามข่าวเตือนภัยอย่างใกล้ชิด  เพื่อดูแลป้องกันตนเองให้ห่างจากสถานที่ที่มีภัยจากหมอกควัน    หากมองเห็นว่ามีฝุ่นละอองในอากาศมาก          ควรอยู่ในบ้าน  งดการออกกำลังกายกลางแจ้ง  และหากจำเป็นต้องออกไปในที่โล่งแจ้ง   ขอให้สวมหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก  แต่หากไม่มี   สามารถใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากปิดจมูกแทนได้ โดยชุบน้ำให้หมาดๆ ซึ่งความชื้นจะช่วยซับฝุ่นและควันได้ดีขึ้น  นายแพทย์สุพรรณกล่าว
       ********************************        7  มีนาคม 2553

]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31068]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-07 12:53:44]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.ออกประกาศเตือนระวัง 6 โรคอันตรายหน้าร้อน 2 เดือนแรกปีนี้ป่วยแล้วกว่า 2 แสนราย ]]></title>
<description><![CDATA[	กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศเตือนประชาชน ระวัง 6 โรคอันตรายหน้าร้อน ทั้งโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ปีนี้พบผู้ป่วยกว่า 2 แสนราย ชี้อากาศร้อนทำให้เชื้อโรคเติบโตเร็ว ประชาชนต้องระมัดระวังความสะอาดของอาหารและน้ำให้มากขึ้น ส่วนผู้ที่เลี้ยงสุนัขหรือแมว ต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้สัตว์เป็นประจำทุกปี 
                นายแพทย์ไพจิตร์  วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูร้อน หลายพื้นที่อาจร้อนจัดและประสบปัญหาภัยแล้ง ซึ่งอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งจะเหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรค โดยเฉพาะแบคทีเรียอย่างมาก ยิ่งพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาด ยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาดของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ได้มอบหมายให้กรมควบคุมโรค ออกประกาศเตือนประชาชนป้องกันโรคที่เกิดในฤดูร้อน 6 โรค ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ บิด ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค และโรคพิษสุนัขบ้า และสั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ โรงพยาบาลทุกแห่ง ติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด    หากมีรายงานผู้ป่วย ให้ส่งทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วออกสอบสวนควบคุมโรคทันที และดูแลปรับปรุงสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม สุขาภิบาลอาหาร และจัดหาน้ำสะอาด โดยเน้นการล้างตลาดทุก 2 สัปดาห์ ใส่คลอรีนในแหล่งน้ำดื่มให้ได้มาตรฐาน และเร่งประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ แจ้งเตือนประชาชนทั่วประเทศพร้อมคำแนะนำวิธีการปฏิบัติตัว เพื่อลดจำนวนผู้เจ็บป่วยลงให้ได้มากที่สุก
                นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า ในการป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นโรคติดต่อทางเดินอาหารในช่วงฤดูร้อน ขอให้ประชาชนระมัดระวังความสะอาดของอาหารและน้ำดื่มเป็นพิเศษ โดยยึดหลักง่ายๆ ได้แก่ กินร้อน คือกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ หากยังไม่กินต้องเก็บในตู้เย็นและอุ่นให้ร้อนก่อนกิน ใช้ช้อนกลางในการกินอาหารร่วมกัน ล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังใช้ห้องน้ำห้องส้วม และดื่มน้ำสะอาดเช่นน้ำต้มสุก หรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่มีเครื่องหมายอย.รับรอง ซึ่งเป็นน้ำที่ผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐานจีเอ็มพี  
                ด้านนายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคติดต่อสำคัญที่เกิดในฤดูร้อนประกอบด้วย โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ 5 โรค ได้แก่ อุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ โรคบิด อหิวาตกโรค และไข้ไทฟอยด์ ในปีนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึง 28 กุมภาพันธ์ 2553  พบผู้ป่วยรวม 200,576 ราย เสียชีวิต 14 ราย ที่พบมากที่สุด ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง 183,339 ราย เสียชีวิต 12 ราย รองลงมาคืออาหารเป็นพิษ 14,897 ราย เสียชีวิต 1 ราย   
                สาเหตุการติดเชื้อทั้ง 5 โรคดังกล่าว เกิดจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน เช่น อาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ เช่น ลาบ หลู้  น้ำตก รวมทั้งอาหารที่มีแมลงวันตอม หรืออาหารที่ทำไว้ล่วงหน้านานๆ อาการส่วนใหญ่มักถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำหรือมีมูกเลือดปน ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ในการดูแลเบื้องต้นภายหลังมีอาการดังกล่าว ในระยะแรกควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่หรือที่เรียกว่าผงโออาร์เอส โดยใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ 1 ซองผสมน้ำต้มสุกเย็น 1 แก้ว หากไม่มี ให้ใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ กับเกลือป่นครึ่งช้อนชา ละลายกับน้ำต้มสุกเย็นในปริมาณ 1 ขวดน้ำปลากลมแทน โดยต้องดื่มให้หมดภายใน 1 วัน นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารเหลว เช่น น้ำข้าว น้ำแกงจืด หรือข้าวต้ม ถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์
                 นายแพทย์มานิตกล่าวต่อว่า ส่วนโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่สำคัญ ได้แก่ โรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งพบได้ตลอดปีแต่มีแนวโน้มคนถูกสุนัขกัดจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงหน้าร้อน โดยปี 2552 พบผู้ป่วยทั้งหมด 23 ราย เสียชีวิตทุกราย ส่วนในปี 2553 นี้ มีรายงานผู้เสียชีวิต 7 ราย ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการถูกสุนัขมีเจ้าของที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนกัด และไม่ได้ไปหาหมอ คนที่ถูกสุนัขกัดส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 1-10 ปี โรคนี้ติดต่อจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อโรคพิษสุนัขบ้ากัด ข่วน หรือเลียบริเวณที่มีแผลรอยข่วน หรือน้ำลายของสัตว์ที่มีเชื้อเข้าตา ปาก จมูก สัตว์นำโรคที่พบมากสุดคือ สุนัข รองลงมาเป็นแมว และอาจพบในสัตว์เลี้ยงอื่น เช่น หมู ม้า วัว ควาย และสัตว์ป่า เช่น ลิง ชะนี กระรอก กระแต เป็นต้น  
                 สัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า สังเกตได้จากมีนิสัยผิดไปจากเดิม เช่น มีอาการตื่นเต้น ตกใจง่าย กระวนกระวาย กัดทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า กินอาหารน้อยลง ไวต่อแสงและเสียง ซึ่งต่อมาสัตว์จะเป็นอัมพาต หลังแข็ง หางตก ลิ้นห้อย กลืนไม่ได้ ขากรรไกรแข็ง ชักและตายภายใน 10 วันนับจากแสดงอาการ โรคพิษสุนัขบ้านี้ไม่มียารักษา เมื่อมีอาการป่วยแล้ว จะเสียชีวิตทุกราย การป้องกันมี 2 วิธี คือการป้องกันในสัตว์ โดยนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าปีละครั้ง ในปีแรกควรฉีด 2 ครั้ง และการป้องกันในคน โดยไม่เล่นกับสัตว์เลี้ยงที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ระวังบุตรหลานไม่ให้ถูกกัด ใช้คาถา 5 ย. คือ อย่าแหย่สุนัขให้โมโห อย่าเหยียบสุนัข อย่าแยกสุนัขกัดกัน อย่าหยิบชามอาหารปรือลูกสุนัข และอย่ายุ่งกับสุนัขแปลกหน้าหรือไม่ทราบประวัติ หากถูกสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด ให้รีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง เช็ดให้แห้งแล้วใส่ยารักษาแผลสด เช่น โพรวิโดนไอโอดีน และรีบไปพบแพทย์
                       ***********************************     7 มีนาคม 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31067]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-07 09:59:34]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ เผยมีเด็กไทยวัย 5-14 ปี 11 ล้านคน  เสี่ยงจมน้ำตาย เหตุเพราะว่ายน้ำไม่เป็น   เร่งสธ. ป้องกันเด็กจมน้ำครบ 100%]]></title>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (6 มีนาคม 2553) ที่สวนน้ำ สยามพาร์ค ซิตี้ กทม. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดงานเนื่องในวันรณรงค์ป้องกันเด็กจมน้ำ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้เป็นวันเสาร์แรกของเดือนมีนาคมของทุกปี เริ่มจัดในปี 2553 เป็นปีแรกในประเทศไทย และตั้งเป้าจะลดการตายจากการจมน้ำของเด็กให้ได้ปีละอย่างน้อย 100 คน กิจกรรมภายในงาน มีการให้ความรู้เรื่องปัญหาการจมน้ำและมาตรการป้องกันในแต่ละช่วงอายุแก่ผู้ปกครองและเด็ก และจัดแข่งขันลอยตัวหมู่ในน้ำของเด็กอายุ 6-14 ปี นาน 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกติกาการแข่งขันลอยตัวหมู่ที่นานที่สุดในประเทศ มีเด็กเข้าร่วมแข่งขันกว่า 250 คน ทั้งเด็กในกทม.และต่างจังหวัด รวมถึงจ.สุรินทร์ซึ่งมีเด็กจมน้ำสูงมาโดยตลอด</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; <img height="201" width="300" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0082.JPG" />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;<img height="201" width="300" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0170(4).jpg" />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>นายจุรินทร์ กล่าวว่า จากการสำรวจเด็กไทยอายุ 5-14 ปีที่มีจำนวน 13 ล้านกว่าคนทั่วประเทศในปี 2549 พบเด็กวัยนี้ว่ายน้ำเป็นเพียงร้อยละ 16 หรือจำนวน 2 ล้านคน กล่าวได้ว่ายังมีเด็กไทยที่ว่ายน้ำไม่เป็น 11 ล้านคน ซึ่งเด็กกลุ่มนี้เสี่ยงเสียชีวิตหากตกน้ำหรือจมน้ำ เนื่องจากไม่สามารถเอาตัวรอดได้ โดยมีเด็กจมน้ำเข้ารักษาตัวและนอนในโรงพยาบาลปีละ 1,150 ราย มีค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลปีละกว่า 12 ล้านบาท เฉลี่ยคนละ 12,000 บาท ระยะเวลานอนในโรงพยาบาลสูงสุดประมาณ 201 วัน สาเหตุที่ทำให้เด็กไทยว่ายน้ำไม่เป็น เนื่องจากโอกาสที่จะฝึกว่ายน้ำของเด็กไทยอยู่ในวงจำกัด การสอนว่ายน้ำที่มีอยู่ยังขาดทักษะความปลอดภัยทางน้ำ ทักษะการเอาชีวิตรอด การป้องกันอุบัติภัยทางน้ำและการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำ</p>
<p>นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า การป้องกันการเสียชีวิตของเด็กจากการจมน้ำ ในปีนี้กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายให้ทุกจังหวัด เร่งสร้างป้องกันเด็กจมน้ำให้เด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป หรือในผู้ใหญ่ที่ว่ายน้ำไม่เป็น ในเดือนพฤษภาคมนี้จะจัดอบรมเพื่อให้เป็นครูสอนว่ายน้ำตามหลักสูตรว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด ที่ จ.บุรีรัมย์ ทั้งนี้หากเด็กสามารถฝึกฝนทักษะดังกล่าวได้จนชำนาญ จะติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต และเด็กไทยก็จะไม่เสียชีวิตจากการจมน้ำ&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<img style="width: 300px; height: 203px" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0100.JPG" />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<img style="width: 300px; height: 202px" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0139.jpg" /></p>
<p>ทางด้านนางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำหลักสูตรว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดสำเร็จแล้ว เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการเอาชีวิตรอดในน้ำ ใช้เวลาเรียน 15 ชั่วโมง โดยได้รับงบประมาณจากองค์การอนามัยโลก นำร่องที่ราชบุรี สุรินทร์ เพชรบูรณ์ และนครศรีธรรมราชแล้ว ผลการดำเนินงานมีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก บางพื้นที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะขยายผลให้ครอบคลุมทุกจังหวัดต่อไป</p>
<p>&nbsp;<img height="201" width="300" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0016.JPG" />&nbsp;&nbsp;<img style="width: 185px; height: 201px" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0130.JPG" />&nbsp;&nbsp;<img style="width: 288px; height: 201px" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0125(1).jpg" /></p>
<p>&ldquo;ดิฉันอยากเห็นเด็กไทยทั้ง 13 ล้านคนได้รับวัคซีนป้องกันการจมน้ำครบ 100% เช่นเดียวกับที่เด็กได้รับวัคซีนป้องกันโรคติดต่อ ถึงแม้จะสร้างยากกว่าวัคซีนตัวอื่นๆ เพราะไม่ใช่การฉีดหรือการหยอด หากทุกหน่วยงานร่วมมือกัน เด็กทุกคนก็จะได้รับโอกาสนั้น ไม่ว่าเด็กจะอยู่ห่างไกลแค่ไหน มีสระว่ายน้ำหรือไม่ก็ตาม ดังเช่นเด็กที่จังหวัดสุรินทร์และสุโขทัย ที่มีโอกาสได้รับวัคซีนตัวนี้ และได้มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ด้วย&rdquo; นางพรรณสิริ กล่าว ในการเอาชีวิตรอดเมื่อตกน้ำ สามารถทำได้หลายวิธี กรณีไม่มีอุปกรณ์เกาะพยุงตัวให้ใช้วิธีลอยตัวในน้ำ เช่น การลอยตัวแบบแม่ชีลอยน้ำ แต่หากมีอุปกรณ์เช่น ขวดน้ำเปล่าพลาสติกก็สามารถใช้เกาะพยุงตัวได้ และถึงแม้ว่าจะว่ายน้ำเป็น แต่หากพลัดตกลงไปในน้ำที่ห่างจากฝั่งมากๆ อาจจะไม่สามารถว่ายน้ำเข้าหาฝั่งได้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือการลอยตัวอยู่ให้ได้นานที่สุด เพื่อรอการช่วยเหลือ ************* 6 มีนาคม 2553</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31061]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-06 11:24:59]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ย้ำผู้ที่สอบใบประกอบโรคศิลปะผ่านจำนวน 1,994 คน ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว สามารถประกอบวิชาชีพได้  พร้อมเรียกประชุมคณะกรรมการวิชาชีพแพทย์แผนไทย พิจารณาคุณสมบัติประธานคณะกรรมการฯ วันที่ 15 มี.ค.]]></title>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size: 12pt">กรณีที่ประธานคณะกรรมการวิชาชีพ สาขาการแพทย์แผนไทย ขาดคุณสมบัติในการลงนามใบประกอบโรคศิลปะ เนื่องจากถูกศาลสั่งล้มละลาย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ได้มีการเรียกเก็บเงินรายละ 3,000 บาท เพื่อเข้าพิธีประธานใบประกอบโรคศิลปะ ในวันที่ 9-10 มีนาคม 2553 นั้น</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<img alt="" style="width: 313px; height: 201px" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0036(2).jpg" />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <img height="201" width="300" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0034(2).jpg" /></span></p>
<div style="text-indent: 36pt"><span style="font-size: 12pt">วันนี้(5 มีนาคม 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข&nbsp; ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ให้สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะรายงานเรื่องทั้งหมดให้ทราบ ขอให้มีการเรียกประชุมคณะกรรมการวิชาชีพฯในวันที่ 15 มีนาคม 2553&nbsp;เพื่อพิจาณาว่าประธานคณะกรรมการนั้นมีคุณสมบัติถูกต้องหรือไม่ หากขาดคุณสมบัติ ก็ถือว่าการลงนามในใบประกอบโรคศิลปะเดิมนั้นใช้ไม่ได้ จะต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป คือต้องเลือกประธานคณะกรรมการวิชาชีพคนใหม่ และดำเนินการจัดทำใบอนุญาตใบใหม่ </span></div>
<div style="text-indent: 36pt">&nbsp;</div>
<div style="text-indent: 36pt"><span style="font-size: 12pt">&ldquo;ระหว่างนี้ ผู้ที่จบการศึกษาและสอบใบประกอบวิชาชีพผ่านจำนวน 1,994 คน ขณะนี้ถือว่าได้รับการขึ้นทะเบียนและมีสิทธิในการประกอบโรคศิลปะได้แล้วตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา&nbsp;และสามารถประกอบวิชาชีพได้ แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องใบอนุญาตเท่านั้น&nbsp;หากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ใบประกอบโรคศิลปะ เพื่อประกอบวิชาชีพ&nbsp;&nbsp; สามารถขอหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนจากสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะได้&nbsp;ซึ่งจะออกใบรับรองชั่วคราวให้ก่อน&rdquo; นายจุรินทร์ กล่าวในที่สุด</span></div>
<div align="center"><span style="font-size: 12pt"><b>.................................&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 5 มีนาคม 2553</b></span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31059]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-05 16:26:50]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์สั่งจัดทำบัญชียาแผนไทยเพิ่มอีก 1 ชุดหวังให้สามารถใช้ในโรงพยาบาลได้มากขึ้น]]></title>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size: 12pt"><img height="201" width="300" align="left" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0037.JPG" />วันนี้(5 มีนาคม 2553) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข&nbsp;ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข และมอบนโยบายการทำงาน ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมียาสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาหลักทั้งหมด 19 รายการ&nbsp;ดังนั้นจึงได้ให้กรมพัฒนาแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จัดทำบัญชียาเพิ่มเติมขึ้นอีก 1 ชุด ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม เพื่อให้แพทย์หรือผู้เกี่ยวข้อง สามารถนำยาสุมนไพรไทยมาใช้รักษาในโรงพยาบาลได้มากขึ้น ขณะนี้ได้รับความเห็นชอบจากกรมบัญชีกลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว </span></p>
<div style="text-indent: 36pt"><span style="font-size: 12pt">นายจุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า ในการขึ้นทะเบียนตำรับยาไทย จะได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในเรื่องคณะอนุกรรมการที่จะพิจารณาการขึ้นทะเบียนตำรับยา ซึ่งจะต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของยาสมุนไพรไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้การขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนโบราณและยาสมุนไพรไทยมีความรวดเร็วขึ้น</span></div>
<div style="text-indent: 36pt">&nbsp;</div>
<div style="text-indent: 36pt"><span style="font-size: 12pt">พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จัดทำตำรับยาไทยที่มีอยู่และไม่ซ้ำกับยาแผนปัจจุบันที่ใช้อยู่&nbsp;ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่า มีโรคใดบ้างที่ยังไม่มียาแผนปัจจุบันรักษา&nbsp;มียาแผนไทยส่วนใดบ้างที่มาใช้ประโยชน์ในการรักษาได้ และแยกตำรับยาไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน ว่าสามารถลดการนำเข้าจากต่างประเทศกี่รายการ มีมูลค่าเท่าใด เพื่อจะได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานในอนาคตต่อไป</span></div>
<div style="text-indent: 36pt"><span style="font-size: 12pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <img height="201" width="300" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0017.JPG" />&nbsp; <img height="201" width="300" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0028.JPG" /></span></div>
<div style="text-indent: 36pt">&nbsp;</div>
<div style="text-indent: 36pt"><span style="font-size: 12pt">นายจุรินทร์ กล่าวในตอนท้ายว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีแพทย์แผนไทยทั้งหมด 1,100 &ndash; 1,200 คน ซึ่งคาดว่าจะสอบใบประกอบโรคศิลปะในปี 2553 ได้ประมาณ 400 - 500 คน หากรวมกับแพทย์แผนไทยซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 700 คน กระทรวงสาธารณสุขจะให้แพทย์แผนไทยบางส่วน เข้ามาช่วยงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยในพื้นที่ โดยจะหาหรือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและชุมชนเพื่อกำหนดงบประมาณต่อไป</span></div>
<div style="text-indent: 36pt">&nbsp;</div>
<div><span style="font-size: 12pt"><b>.................................&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 5 มีนาคม 2553</b></span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31058]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-05 16:21:51]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ. เตือนผู้ปกครองระวัง 3 เดือนอันตราย เด็กจมน้ำตาย ภัยที่มาพร้อมปิดเทอมฤดูร้อน ในปี 2552 พบเสียชีวิต 500 ราย เฉลี่ยวันละ 6 ราย ]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify"><span style="font-family: Angsanaupc"><span style="font-size: 16pt"><img height="222" alt="" width="300" align="left" src="/ops/iprg/userfiles/PunSiRi_Big_1.jpg" />รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข&nbsp;เตือนผู้ปกครองระวังภัย เด็กจมน้ำตาย ภัยเงียบที่มาพร้อมกับปิดเทอมฤดูร้อน&nbsp;ในปี 2551 ทั่วประเทศมีผู้เสียชีวิตจากเหตุจมน้ำ 4,065 ราย&nbsp;ในจำนวนนี้ประมาณ 1 ใน 3 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ตายวันละ 4 คน&nbsp;ส่วนช่วงปิดเทอมฤดูร้อนปี 2552 เดือนมีนาคม-พฤษภาคม มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตมากถึง 500 ราย เหตุเกิดสูงสุดเวลาเที่ยงวันถึง 18.00 น.&nbsp;เร่งป้องกันโดยจัดวันรณรงค์ป้องกันเด็กจมน้ำ 6 มีนาคม 2553 เป็นครั้งแรกของประเทศไทย&nbsp;</span></span></p>
<div style="text-justify: inter-cluster; text-indent: 36pt; text-align: justify"><span style="font-family: Angsanaupc"><span style="font-size: 16pt">&nbsp;นางพรรณสิริ&nbsp;กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในปีนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดให้วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม 2553 เป็นวันรณรงค์ป้องกันเด็กจมน้ำของประเทศไทยเป็นครั้งแรก&nbsp;โดย กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับบริษัทสยามพาร์ค ซิตี้ จำกัดหรือสวนสยาม และสมาคมเพื่อช่วยชีวิตทางน้ำ จัดงานร่วมสร้างวัคซีนให้เด็กไทย ปลอดภัย ไม่จมน้ำ &rdquo; ที่สวนสยามทะเลกรุงเทพ ในวันเสาร์ที่ 6 มีนาคม 2553&nbsp;เพื่อเผยแพร่วิธีการเอาชีวิตรอดเมื่อตกน้ำ และช่วยเหลือผู้ตกน้ำ&nbsp;และจัดแข่งขันการลอยตัวของเด็กอายุ 6-14 ปี&nbsp;ผู้ปกครองสามารถพาบุตรหลานเข้าร่วมกิจกรรม&nbsp;จะเปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป </span></span></div>
<div style="text-justify: inter-cluster; text-indent: 36pt; text-align: justify"><img height="199" alt="" width="300" align="absMiddle" border="2" src="/ops/iprg/userfiles/Children Swiming Water_4.jpg" /><img height="199" alt="" width="326" align="baseline" border="2" src="/ops/iprg/userfiles/Children Swiming Water_3.jpg" /></div>
<p>&nbsp;</p>
<div style="text-justify: inter-cluster; text-indent: 36pt; text-align: justify"><span style="font-family: Angsanaupc"><span style="font-size: 16pt">นางพรรณสิริ กล่าวต่อไปว่า ปัญหาการเสียชีวิตจากการจมน้ำ ขณะนี้กำลังเป็นภัยเงียบของเด็กไทยที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจให้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม&nbsp;&nbsp; ซึ่งสภาพอากาศร้อนอบอ้าว เป็น&nbsp;3 เดือนที่มีความเสี่ยงภัยจมน้ำสูงที่สุด เนื่องจากเด็กๆมักจะพากันไปเล่นน้ำ และเมื่อมีปัญหาจมน้ำเกิดขึ้น เด็กจะช่วยตัวเองไม่ได้&nbsp;และมักจะตายในที่เกิดเหตุมากกว่า 2 คน&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span></span></div>
<div style="text-justify: inter-cluster; text-indent: 36pt; text-align: justify"><span style="font-family: Angsanaupc"><span style="font-size: 16pt">จากการวิเคราะห์สถิติของกระทรวงสาธารณสุข&nbsp;ในปี 2551&nbsp;มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ&nbsp;4,065 ราย&nbsp;ในจำนวนนี้ร้อยละ 30 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี รวม 1,229 ราย&nbsp;เป็นชายมากกว่าหญิง 2 เท่าตัว เฉลี่ยวันละ 4 ราย&nbsp;เด็กที่เสียชีวิตร้อยละ 50-80 ว่ายน้ำไม่เป็น&nbsp;ส่วนในปี 2552 โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมตั้งแต่เดือนมีนาคม &ndash; พฤษภาคม มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตเฉลี่ยเกือบ 500 ราย เฉลี่ยวันละ&nbsp;6 ราย แค่เดือนมีนาคมเดือนเดียวเสียชีวิต 112 ราย ช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดคือ เที่ยงวันถึงเวลา 18.00 น. </span></span></div>
<div style="text-justify: inter-cluster; text-indent: 36pt; text-align: justify"><span style="font-family: Angsanaupc"><span style="font-size: 16pt"><img height="199" alt="" width="300" align="absMiddle" border="2" src="/ops/iprg/userfiles/Children Swiming Water_5.jpg" /><img height="199" alt="" width="300" align="absMiddle" border="2" src="/ops/iprg/userfiles/Children Swiming Water_1.jpg" /></span></span></div>
<div style="text-justify: inter-cluster; text-indent: 36pt; text-align: justify"><span style="font-family: Angsanaupc"><span style="font-size: 16pt">นางพรรณสิริกล่าวต่ออีกว่า ในการป้องกันปัญหาเด็กจมน้ำ&nbsp;ขอให้ผู้ปกครองดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดในช่วงปิดเทอมนี้ ผู้ที่มีลูกอายุต่ำกว่า 5 ปี ไม่ควรให้เด็กเล่นใกล้แหล่งน้ำทั้งแหล่งน้ำในบ้านและนอกบ้าน&nbsp;ซึ่งเด็กวัยนี้ มักจมน้ำเสียชีวิตมากในแหล่งน้ำที่อยู่ภายในบ้าน เช่น ถังน้ำ อ่างอาบน้ำ กะละมัง&nbsp;&nbsp; เด็กสามารถจมน้ำได้ในน้ำที่มีระดับเพียง 1-2 นิ้ว เนื่องจากเด็กช่วยเหลือตัวเองยังไม่เป็น&nbsp;ส่วนเด็กอายุมากกว่า 5 ปีขั้นไป แหล่งที่จมน้ำเสียชีวิตมากที่สุด มักเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติหรือแหล่งน้ำที่ขุดขึ้น เช่น ลำคลอง แม่น้ำ คูน้ำ สระน้ำ&nbsp;เป็นต้น </span></span></div>
<div style="text-align: justify"><span style="font-family: Angsanaupc"><span style="font-size: 16pt"><b>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</b><b>***********************************</b><b>&nbsp;&nbsp;&nbsp; </b><b>&nbsp;5 มีนาคม 2553</b></span></span></div>
<div style="text-align: justify"><span style="font-family: Angsanaupc"><span style="font-size: 16pt"><b>&nbsp;</b></span></span></div>
<div style="text-align: justify"><span style="font-family: Angsanaupc"><span style="font-size: 16pt">&nbsp;</span></span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31053]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-05 14:07:58]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.เร่งปรับโฉมบริการด่านหน้าโรงพยาบาลทั่วประเทศ  โดนใจแก่ผู้รับบริการสุดสุด]]></title>
<description><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข จัดประชุมชี้แจงนโยบายนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกระดับทั่วประเทศ ให้เร่งพัฒนาบริการตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกทุกแห่ง ให้เป็นที่ประทับใจประชาชน ใช้เวลารอน้อยลง  และไม่แออัด เผยในปีที่ผ่านมา มีประชาชนเข้าใช้บริการที่แผนกผู้ป่วยนอกมากถึง 190 ล้านครั้ง    
 	
วันนี้ (4 มีนาคม 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดประชุมผู้บริหารระดับสูงในส่วนกลางและภูมิภาค ประกอบด้วย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปทั่วประเทศ เพื่อชี้แจงนโยบายการปรับโฉมบริการด่านหน้า ของโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ ให้พัฒนาสู่ความประทับใจของประชาชน ซึ่งในวันนี้ได้ให้โรงพยาบาลที่ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาบริการด่านหน้า 4 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลแพร่ โรงพยาบาลยโสธร โรงพยาบาลสงขลา และโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา นำเสนอผลงานเพื่อเป็นตัวอย่างและนำไปปรับใช้ขยายผลทั่วประเทศ 
	
นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวว่า ตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้นโยบายในการเร่งรัดการพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาล และคุณภาพการให้บริการในทุกระดับ ให้เป็นที่ประทับใจประชาชน เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขถือเป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้านการรักษาพยาบาลทีมเครืออข่ายที่ครอบคลุมในประเทศ ครอบคลุมถึงในระดับหมู่บ้าน บริการที่ถือว่าเป็นด่านสำคัญและต้องเร่งปรับปรุงโดยเร็วที่สุดคือ บริการที่จุดผู้ป่วยนอก หรือที่เรียกว่า โอพีดี  ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีความแออัดมาก  และเป็นจุดที่เกิดปัญหาร้องเรียนบ่อยที่สุด ในปีที่ผ่านมาพบว่าจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นจาก 116 ล้านครั้งในปี 2550 เพิ่มเป็น 190 ล้านครั้ง ซึ่งเป็นผลมาจากประชาชนในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เข้าถึงบริการได้มากขึ้น  
 นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2553 เป็นต้นไป กระทรวงสาธารณสุขจะปรับเปลี่ยนโฉมหน้าบริการของโรงพยาบาลซึ่งมี 4 ระดับ ได้แก่ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้เปลี่ยนจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งบริการเหล่านี้มีผลต่อสุขภาพจิตของผู้เจ็บป่วย เพราะหากได้รับการดูแลที่ดีจากเจ้าหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณผู้ให้บริการ อาการป่วยจะบรรเทาลงได้ และเกิดความเชื่อมั่นศรัทธาในบริการภาครัฐมากขึ้น ไม่ว่าจะเข้าใช้บริการที่ใด จะได้รับการดูแลเอาใจใส่มาตรฐานเดียวกัน     
  
นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า  ในการดำเนินงานปรับโฉมบริการครั้งนี้ จะดำเนินการหลายเรื่องได้แก่ การปรับปรุงอาคารผู้ป่วยนอกให้ดูทันสมัยและผ่อนคลาย เช่น มีมุมเด็กเล่น มุมอ่านหนังสือสุขภาพ จัดห้องน้ำให้สะอาด หรูหรา มีกลิ่นหอม เพิ่มเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครภาคประชาชน เข้ามาให้การดูแลช่วยเหลือให้คำแนะนำคอยเป็นเพื่อนใจแก่ผู้มารับบริการอย่างอบอุ่น เป็นกันเองอย่างต่อเนื่อง  มีการขยายบริการเพิ่มขึ้น ให้ประชาชนที่เจ็บป่วยที่ไม่รุนแรง เข้าใช้บริการได้ตามเวลาที่สะดวก  เช่น การเปิดคลินิกนอกเวลาหรือคลินิกพิเศษ  นอกจากนี้ยังมีระบบการสื่อสารแก่ผู้ป่วยและญาติระหว่างรอพบแพทย์ ซึ่งจะใช้เวลารอน้อยลงกว่าเดิม และพัฒนาระบบบริการอาทิ จัดระบบบริการประชาชนหรือคอลเซนเตอร์ (Call center) ตลอด 24 ชั่วโมง จัดระบบคิวการรอตรวจ และบอกผู้รับบริการได้ว่าจะได้รับบริการในช่วงใด พร้อมทั้งจัดระบบการส่งต่อผู้ป่วยทางอินเตอร์เน็ต โรงพยาบาลปลายทางได้รับทราบประวัติผู้ป่วยล่วงหน้า เตรียมพร้อมให้บริการทันที 

ทั้งนี้ จะมีการติดตาม ประเมินการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพการให้บริการของโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง โดยให้โรงพยาบาลเลือกใช้ระบบบริหารตามบริบทของตนเอง แต่บริการที่ประชาชนชุมชน และสังคมได้รับต้องได้มาตรฐานตามที่กำหนด และจะมีการสรรหาบุคคลและหน่วยบริการยอดเยี่ยมและให้รางวัล เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ เสริมพลังแก่ผู้ให้บริการ นายแพทย์ไพจิตร์กล่าว 

 ************************************ 4 มีนาคม 2553

]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31037]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-04 14:48:21]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.เตรียมส่งหมอแผนไทยดีกรีปริญญาป้ายแดง 700 คน ประจำการ รพ.ทั่วประเทศ ยกระดับบริการแพทย์แผนไทยคู่แผนปัจจุบัน]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify"><img height="199" alt="" width="300" align="left" src="/ops/iprg/userfiles/4March53_PunSiRi AbhaiHarb_2.jpg" />รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เร่งจัดระบบบริการแพทย์แผนไทยเคียงข้างการแพทย์แผนปัจจุบัน เพิ่มทางเลือกประชาชนใช้บริการที่ได้มาตรฐาน ในปีนี้เตรียมส่งแพทย์แผนไทยระดับปริญญาตรี 700 คน ลงประจำการโรงพยาบาลทุกระดับถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจังหวัดละ 2-3 โรงพยาบาล และพัฒนาโรงพยาบาลต้นแบบแพทย์แผนไทยภาคละ 1 แห่ง</p>
<p style="text-align: justify">วันนี้ (4 มีนาคม 2553) นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และคณะ ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรในเรื่องการบริหารจัดการ การบริการประชาชน รวมทั้งปัญหาอุปสรรคอื่นๆ เพื่อให้งานโรงพยาบาลดำเนินการไปด้วยดี <img height="199" alt="" width="300" align="right" src="/ops/iprg/userfiles/4March53_PunSiRi AbhaiHarb_3.jpg" /></p>
<p style="text-align: justify">นางพรรณสิริกล่าวว่า กระแสการใช้บริการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรของประเทศไทย ขณะนี้ ได้รับความนิยมจากประชาชนเพิ่มสูงขึ้น กระทรวงสาธารณสุขจะเร่งดำเนินการพัฒนามาตรฐานบริการให้เป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนไทย รวมทั้งก้าวถึงระดับนานาชาติให้มากขึ้น โดยกระทรวงสาธารณสุขได้มอบให้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เร่งศึกษาวิจัยระบบการแพทย์แขนงนี้ รวมทั้งสมุนไพรไทย เพื่อต่อยอดให้ถึงการผลิตและใช้ในสถานพยาบาลอย่างครบวงจร งานวิจัยทุกชิ้นจะไม่ทิ้งขึ้นหิ้งอีกต่อไป ซึ่งการวิจัยนี้จะเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่จะใช้อ้างอิงคุณสมบัติภูมิปัญญาไทย ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล สามารถใช้จดสิทธิบัตรเป็นของประเทศไทย ไม่ให้ตกเป็นสมบัติของชาติอื่นเหมือนที่เคยสูญเสียไปแล้วหลายตัว หญ้าเปล้าน้อย กวาวเครือ เป็นต้น โดยได้มอบให้นายธีระชัย พันธุมาศ คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดูแลด้านกฎหมายอย่างใกล้ชิด</p>
<p style="text-align: justify"><img height="199" alt="" width="300" align="left" src="/ops/iprg/userfiles/4March53_PunSiRi AbhaiHarb_4(1).jpg" /><img height="199" alt="" width="300" align="absMiddle" src="/ops/iprg/userfiles/4March53_PunSiRi AbhaiHarb_5(2).jpg" /></p>
<p style="text-align: justify">นางพรรณศิริกล่าวต่อว่า ในด้านการพัฒนาบริการในปีนี้ จะมีนักศึกษาแพทย์แผนไทยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทั่วประเทศจำนวนกว่า 700 คน ในจำนวนนี้ประมาณ 400 คนเป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขอยู่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขได้วางแผนจะจัดส่งแพทย์แผนไทยกลุ่มนี้ ซึ่งถือเป็นหมอแผนไทยรุ่นใหม่ที่มีองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ จะกระจายไปประจำการที่โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน ลงไปถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลด้วย อย่างน้อยจังหวัดละ 2-3 แห่ง ซึ่งจะทำให้การแพทย์แผนไทยมีการนำมาใช้ในภาคบริการทางการแพทย์กว้างขวางยิ่งขึ้น</p>
<p style="text-align: justify"><img height="199" alt="" width="300" align="left" src="/ops/iprg/userfiles/4March53_PunSiRi AbhaiHarb_7(2).jpg" /><img height="199" alt="" width="300" align="absMiddle" src="/ops/iprg/userfiles/4March53_PunSiRi AbhaiHarb_8(2).jpg" /></p>
<p style="text-align: justify"><img height="199" alt="" width="300" align="left" src="/ops/iprg/userfiles/4March53_PunSiRi AbhaiHarb_11(2).jpg" /><img height="199" alt="" width="300" align="absMiddle" src="/ops/iprg/userfiles/4March53_PunSiRi AbhaiHarb_10(2).jpg" /></p>
<p style="text-align: justify">นอกจากนี้ ยังมีนโยบายจะพัฒนาโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยต้นแบบให้มีภาคละ 1 แห่ง ซึ่งจะมีบริการหลากหลาย เช่น การนวด สปา การพัฒนายาสมุนไพร รวมถึงเวชสำอาง อาหารจากสมุนไพร โดยภาคเหนือจะตั้งที่จังหวัดเชียงราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดสกลนคร ภาคกลางที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งมีความก้าวหน้ามาก สามารถส่งเครื่องสำอางจากสมุนไพรไทยจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น ทำรายได้เข้าประเทศปีละ 2 ล้านบาท ส่วนภาคใต้อยู่ระหว่างการพิจารณาอาจเป็นที่จังหวัดชุมพรหรือสุราษฎร์ธานี และจะส่งเสริมการผลิตยาไทยและยาสมุนไพร ทั้งในส่วนของโรงพยาบาลและโรงงานผลิตยาภาคเอกชน ให้ได้มาตรฐานมาตรฐานจีเอ็มพี อาเซียน (GMP ASEAN) สามารถส่งจำหน่ายทั่วโลกได้ ************************************* 4 มีนาคม 2553</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31036]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-04 14:47:14]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.ติวเข้มผู้บริหารสาธารณสุข เป็นนักบริหารมืออาชีพ รู้ลึกในงานสุขภาพ]]></title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify"><span style="font-family: Angsanaupc"><span style="font-size: 16pt"><img height="199" width="300" align="left" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/3March53_PriJit Moph High_1.jpg" />สาธารณสุข ประชุมพัฒนาผู้บริหารสาธารณสุข ปรับบทบาทให้เป็นนักบริหารมืออาชีพ เป็นผู้รอบรู้&nbsp;รู้ลึกในงานสุขภาพ&nbsp;เป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร&nbsp;นำนโยบายรัฐบาลสู่การปฎิบัติอย่างเป็นรูปธรรม&nbsp;และให้ยึดหลักสามัคคีและความพอเพียงในการทำงาน </span></span></p>
<div style="text-justify: inter-ideograph; text-indent: 36pt; text-align: justify"><span style="font-family: Angsanaupc"><span style="font-size: 16pt">วันนี้ ( 3 </span><span style="font-size: 16pt">มีนาคม 2553 </span><span style="font-size: 16pt">) </span><span style="font-size: 16pt">ที่</span><span style="font-size: 16pt">โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพมหานคร นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข</span><span style="font-size: 16pt">เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการสมาคมนักบริหารสาธารณสุข ครั้งที่ 7 ประจำปี 2553 และมอบโล่เชิดชูเกียรติผู้บริหารดีเด่นทุกระดับ จำนวน 16 คน จัดโดยสมาคมนักบริหารสาธารณสุขร่วมกับวิทยาลัยนักบริหารสาธารณสุข</span><span style="font-size: 16pt">สถาบันพระบรมราชชนก ระหว่างวันที่ 3-5 </span><span style="font-size: 16pt">&nbsp;</span><span style="font-size: 16pt">มีนาคม 2553 มีผู้บริหารร่วมประชุม 400 คน</span><span style="font-size: 16pt">เพื่อให้ผู้บริหารได้พัฒนาศักยภาพเป็นผู้บริหารมืออาชีพ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นในอนาคต พร้อมเป็นผู้ประสานความร่วมมือระหว่างเครือข่ายสาธารณะ ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ ทั้งการบริหารและวิชาการ <img height="199" width="300" align="right" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/3March53_PriJit Moph High_3.jpg" /></span></span></div>
<div style="text-justify: inter-ideograph; text-indent: 36pt; text-align: justify"><span style="font-family: Angsanaupc"><span style="font-size: 16pt">นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 พศ.2550-2554 ที่มุ่งพัฒนาสู่ </span><span style="font-size: 16pt">&ldquo;</span><span style="font-size: 16pt">สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน</span><span style="font-size: 16pt">&rdquo;</span><span style="font-size: 16pt"> รวมทั้ง พรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทแนวทางและวิธีปฎิบัติราชการ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และสามารถเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนภารกิจของประเทศ&nbsp;จากเดิมที่เน้นการพัฒนาให้ข้าราชการให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ฝึกกระบวนการทำงานแประสิทธิภาพเฉพาะส่วน เปลี่ยนให้ข้าราชการเป็นผู้รู้รอบ รู้ลึก และเป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร&nbsp;โดยเฉพาะผู้บริหารซึ่งเป็นผู้นำองค์กร จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและกำหนดวิธีการดำเนินงานที่เหมาะสม</span><span style="font-size: 16pt">สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ</span></span></div>
<div style="text-justify: inter-ideograph; text-indent: 36pt; text-align: justify"><span style="font-family: Angsanaupc"><span style="font-size: 16pt">&ldquo;</span><span style="font-size: 16pt">กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานขนาดใหญ่ มีข้าราชการ ลูกจ้าง และลูกจ้างชั่วคราว รวมเกือบ 3 แสนคน ในการทำงานจะมีผู้บริหารตามลำดับชั้น&nbsp;ซึ่งตนให้ความสำคัญกับผู้บริหารในส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นทัพหน้าในการดำเนินงาน รวมทั้งแก้ปัญหาสาธารณสุขในพื้นที่ ส่วนกลางเป็นทัพหลังคอยรับฟังการดำเนินงาน ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขในภูมิภาคกว่าร้อยละ 90 แก้ไขได้ที่ภูมิภาค</span><span style="font-size: 16pt">&rdquo;</span><span style="font-size: 16pt"> นายแพทย์ไพจิตร์กล่าว</span></span></div>
<div style="text-justify: inter-ideograph; text-indent: 36pt; text-align: justify"><span style="font-family: Angsanaupc"><span style="font-size: 16pt"><img height="202" width="300" align="left" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/3March53_PriJit Moph High_4.jpg" />นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข กำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาจากประชาชน ขอให้ผู้บริหารทุกระดับ เจ้าหน้าที่ทุกคน ร่วมมือกันทำงาน ให้บริการประชาชนอย่างเต็มความสามารถ เป็นที่พึ่งของประชาชน เชื่อมั่นว่าจะสามารถเรียกความรัก ศรัทธากลับคืนมาจากประชาชนได้ โดยขอให้ยึดหลักความสามัคคีในหน่วยงานและความพอเพียง</span></span></div>
<div style="text-indent: 36pt; text-align: justify"><span style="font-family: Angsanaupc"><b><span style="font-size: 16pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;************************************ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3 มีนาคม 2553</span></b></span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31025]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-03 15:45:58]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ. ให้ทุกจังหวัดสนับสนุนการประเมินผลกระทบสุขภาพ จากมลพิษสิ่งแวดล้อม  และจัดทำคู่มือมาตรฐานประกอบการประเมินผล 
]]></title>
<description><![CDATA[สาธารณสุข ให้สำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัด เป็นจุดประสานและสนับสนุนข้อมูลในการประเมินผลกระทบสุขภาพจากมลพิษสิ่งแวดล้อม ทั้งสารเคมี ฝุ่นละออง เสียง ขยะอันตราย ที่เกิดจากการลงทุนพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ทุกจังหวัดก่อนที่จะลงมือก่อสร้าง และจัดทำเกณฑ์มาตรฐานประกอบการประเมินผล เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยประชาชนอย่างเป็นระบบ ป้องกันการเจ็บป่วยและเสียชีวิต
	
บ่ายวันนี้ (3 มีนาคม 2553) ที่โรงแรมรามา การ์เดนส์ กทม. นายแพทย์ไพจิตร์  วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดอบรมเชิงปฏิบัติการนักวิชาการจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ กรมอนามัย และศูนย์อนามัย จำนวน 250 คน เรื่องการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพหรือเอชไอเอ (HIA: Health Impact Assessment) ที่เกิดจากโครงการลงทุนพัฒนาภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อปกป้องความปลอดภัยแก่ประชาชนในพื้นที่ ป้องกันปัญหาการเจ็บป่วยของประชาชน จากมลพิษที่เกิดจากการพัฒนาดังกล่าว 
	
นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้ ซึ่งจะเป็นการป้องกันก่อนปัญหาเกิด ได้มอบนโยบายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด เป็นจุดประสานงาน และสนับสนุนข้อมูลในการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพจากการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพของประชาชนจากโครงการต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และประสานการทำงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบังคับใช้กฎหมาย  เพื่อลดปัญหาต่อสุขภาพประชาชน และไม่ให้เกิดปัญหาการร้องเรียน ฟ้องร้องว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากนี้ ได้ให้กรมอนามัย จัดทำคู่มือการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ เป็นหลักเกณฑ์มาตรฐานแก่บริษัทที่รับผิดชอบประเมินผล และร่วมในคณะกรรมการผู้ชำนาญการสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการพิจารณาให้ความเห็นว่า ผลการประเมินมีความชัดเจน เชื่อถือได้ มีมาตรการในการป้องกันผลกระทบที่ได้ผล ก่อนเสนอให้ผู้มีอำนาจในการอนุญาตอนุมัติ เพื่อเป็นการปกป้องดูแลสุขภาพประชาชน
	
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการพัฒนาโครงการต่างๆ ทางด้านการเกษตร อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ทำให้เกิดปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อม ทั้งจากฝุ่นละออง สารเคมี เสียง ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตตามมา โดยเฉพาะในจังหวัดใหญ่ๆ ที่เป็นเขตอุตสาหกรรม เช่น ปัญหาเหมืองตะกั่วที่จ.กาญจนบุรี  ปัญหาจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง และปัญหาจากโครงการปิโตรเคมีที่มาบตาพุด จ.ระยอง เป็นต้น  

ด้านดร.นายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่ากระทรวงสาธารณสุข มีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสุขภาพประชาชนเป็นไปตามกฎหมาย โดยการสนับสนุนด้านวิชาการและข้อมูลด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ หรือ เอช ไอ เอ (HIA : Health Impact Assessment) รวมทั้งสนับสนุนการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ ที่กำหนดให้ต้องมีการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ ในรายงานวิเคราะห์การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ (EIA : Environmental Impact Assessment) ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 และพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เพื่อคาดการณ์ผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น และวางมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว เป็นข้อเสนอแนะประกอบการตัดสินใจ ที่ผู้ประกอบกิจการ ผู้ดำเนินโครงการต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องยื่นประกอบในการขออนุญาตดำเนินการ 

*************************  3 มีนาคม 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31023]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-03 15:03:55]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์เร่งสร้างความปลอดภัยผู้บริโภค  สั่งคุมเข้ม 6 สารอันตรายที่ใส่ในอาหาร หากตรวจพบเอาโทษถึงที่สุด   ]]></title>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size: 16pt">วันนี้(3 มีนาคม 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข </span><span style="font-size: 16pt">นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข</span><span style="font-size: 9pt">&nbsp;</span><span style="font-size: 16pt">ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยทางด้านอาหาร ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้&nbsp;โดยให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาและกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เข้าไปตรวจสอบและให้ความรู้กับประชาชน</span></p>
<p><span style="font-size: 16pt">นายจุรินทร์กล่าวว่า จากการตรวจสอบสารปนเปื้อนอันตรายในอาหารที่เฝ้าระวัง 6 ชนิด พบส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย ดังนี้ สารบอแร็กซ์ ร้อยละ 99.46</span><span style="font-size: 16pt">สารกันรา ร้อยละ 99.53 สารฟอกขาว ร้อยละ 99.87 ฟอร์มาลิน ร้อยละ 99.67</span><span style="font-size: 16pt">สารฆ่าแมลง ร้อยละ 97.31 และสารเร่งเนื้อแดง ร้อยละ 96.9</span><span style="font-size: 16pt">&nbsp;ในส่วนที่เหลือที่ยังไม่ได้มาตรฐานนั้น&nbsp;จะเร่งรัดทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะว่าผู้บริโภคซื้อไปรับประทานแล้วทำให้เกิดอันตราย</span></p>
<p><span style="font-size: 16pt">ทั้งนี้ได้ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ออกไปติดตามสุ่มตัวอย่างตรวจอย่างต่อเนื่อง หากพบผู้ผลิตอาหารรายใด ใช้สารที่กระทรวงสาธารณสุขเฝ้าระวัง&nbsp;กระทรวงฯจะดำเนินการตามกฎหมายเอาโทษสูงสุด นายจุรินทร์ กล่าวในที่สุด</span></p>
<div style="text-justify: inter-cluster"><span style="font-size: 16pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; **************** 3 มีนาคม 2553</span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31022]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-03 14:06:25]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์สั่งผู้ตรวจราชการสธ. เร่งหาสาเหตุประชาชนมารับบริการฉีดวัคซีนไข้หวัด 2009 น้อยกว่าร้อยละ 10 ใน 10 จังหวัด  รายงานผลคืบหน้าวันจันทร์หน้าและเร่งแก้ไข แนะให้ครูตรวจคัดกรองเด็กป่วยช่วงจัดกิจกรรมเ]]></title>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size: 12pt">วันนี้(3 มีนาคม 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี&nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ว่า&nbsp;ระหว่างวันที่ 21 &ndash; 27 กุมภาพันธ์ 2553พบผู้ป่วยเพิ่ม 937 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 3 ราย&nbsp;จากจังหวัดเชียงใหม่ 1 ราย&nbsp;เป็นชายอายุ 28 ปี อยู่ในกลุ่มเสี่ยงพบป่วยโรคไต หัวใจโต ตับแข็งจากสุรา&nbsp;ที่จังหวัดชลบุรี 2 ราย เป็นหญิงอายุ 28 ปี เริ่มป่วยวันที่ 1กุมภาพันธ์ 2553ได้รับยาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 อีก 1 รายเป็นชายอายุ 55 ปี เริ่มป่วยวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553ได้รับยาวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553&nbsp;สรุปแล้วพบยอดผู้ป่วยสะสม 34,273 ราย และเสียชีวิตสะสมรวม 212 ราย&nbsp;จากการติดตามการแพร่ระบาด&nbsp;พบมีการระบาดใน 2 กลุ่ม ที่จังหวัดขอนแก่น และมุกดาหาร ซึ่งเกิดจากกิจกรรมเข้าค่าย ของโรงเรียนประถมและมัธยมศึกษา </span></p>
<p><span style="font-size: 12pt">ผลการให้บริการวัคซีน พบมีผู้มารับบริการ 349,556 ราย คิดเป็นร้อยละ 17.5 ของเป้าหมายที่กำหนด กลุ่มที่มารับบริการเพิ่มมากขึ้นคือกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ทั้งนี้จะต้องทำการรณรงค์ให้ประชาชนมารับวัคซีนอย่างต่อเนื่อง จังหวัดที่มีผู้มารับบริการสูง 5 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง ร้อยละ 52ลำพูน ร้อยละ 51.7แพร่ ร้อยละ 46.4 ระยอง ร้อยละ 46.4และปราจีนบุรี ร้อยละ 43.5 </span></p>
<p><span style="font-size: 12pt">ส่วนจังหวัดที่มีประชาชนมารับบริการฉีดวัคซีนต่ำกว่าร้อยละ 10 มี 10 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี ร้อยละ 6.4สมุทรสงคราม ร้อยละ 6.4 ชลบุรี ร้อยละ 6.8 กาญจนบุรี ร้อยละ 7.9สตูล ร้อยละ 7.9กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 8 จันทบุรี ร้อยละ 8.4นนทบุรี&nbsp;ร้อยละ 9.5 ราชบุรี ร้อยละ 9&nbsp;และสุพรรณบุรี ร้อยละ 9.9 &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ได้ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข รายงานสภาพปัญหาและข้อเท็จจริงในวันจันทร์ที่ 8 มีนาคม 2553 เพื่อหาทางแก้ปัญหารายจังหวัดต่อไป&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พร้อมกันนี้ได้สั่งให้ทุกจังหวัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรายงานให้ทราบโดยเร็วหากพบการแพร่ระบาดที่ผิดปกติ &nbsp;และหากประชาชนมีอาการป่วย มีไข้ ไอ เจ็บคอ ขอให้รีบพบแพทย์ทันที&nbsp;&nbsp; ถ้าวินิจฉัยว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 แพทย์สามารถให้ยาโอเซลทามิเวียร์ได้ทันที&nbsp;โดยไม่ต้องรอผลการตรวจจากห้องปฏิบัติการ</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt">นายจุรินทร์ กล่าวในตอนท้ายว่า ขณะนี้เป็นช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน&nbsp;ซึ่งทางสถานศึกษาได้จัดกิจกรรมสำหรับเด็กไว้ เช่นการเข้าค่าย &nbsp;ดังนั้นจึงขอให้ครู ทำหน้าที่ตรวจคัดกรองเด็กก่อนที่จะเข้าค่าย ถ้าป่วยให้รีบพาไปพบแพทย์และพักรักษาตัวให้หายก่อนจึงจะมาร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อนได้</span></p>
<div><span style="font-size: 12pt">&nbsp;******************* 3 มีนาคม 2553</span></div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31021]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-03 14:04:18]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ ลงนามประกาศกระทรวงสธ.ฉบับที่ 19 เพิ่มพื้นที่สาธารณะเป็นเขตปลอดบุหรี่ 100 เปอร์เซ็นต์ ตามกรอบอนุสัญญาองค์การอนามัยโลก มีผลบังคับใช้ในสถานบริการสุขภาพ สถานศึกษา สถานที่ออกกำลังกายและสนามกีฬา สถ]]></title>
<description><![CDATA[<p>บ่ายวันนี้ (2 มีนาคม 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินงานควบคุมการบริโภคยาสูบ ในการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการกำหนดพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่ ว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบ 5 ปีของการบังคับใช้ตามกรอบอนุสัญญาควบคุมการบริโภคยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO Framework Convention on Tobacco Control WHO FCTC) เป้าหมายของกรอบอนุสัญญาชุดนี้ มุ่งเน้นการห้ามโฆษณาบุหรี่ และดำเนินการเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ปลอดจากบุหรี่ 100 เปอร์เซนต์ โดยเฉพาะในอาคารและสิ่งปลูกสร้าง โดยได้ลงนามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 19 พ.ศ. 2553 เรื่อง กำหนดชื่อหรือประเภทของสถานที่สาธารณะที่ให้มีการคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ และกำหนดส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของสถานที่สาธารณะดังกล่าวเป็นเขตสูบบุหรี่หรือเขตปลอดบุหรี่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 คาดว่า เนื้อหาของประกาศดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วันหลังจากประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ซึ่งคาดว่าจะนำไปลงประกาศได้ภายในไม่เกิน 1 เดือน ดังนั้นนับจากนี้ไปไม่เกิน 4 เดือน พระราชบัญญัติฉบับนี้จะต้องมีผลบังคับใช้ หากฝ่าฝืนผู้สูบมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท โดยผลสำรวจการบริโภคยาสูบในผู้ใหญ่ระดับโลกปี 2552 คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ไม่สูบบุหรี่จำนวน 40.13 ล้านคน</p>
<p>&nbsp;นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า เนื้อหาตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่นี้ ได้จัดสถานที่สาธารณะที่เป็นเขตห้ามสูบบุหรี่ให้เป็นหมวดหมู่ชัดเจน เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจและการนำไปใช้ โดยกำหนดสถานที่ห้ามสูบบุหรี่ 100 เปอร์เซ็นต์ มี 5 ประเภท ได้แก่ 1.สถานบริการสาธารณสุขและส่งเสริมสุขภาพ 2.สถานศึกษา 3.สถานที่สาธารณะที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ได้แก่ สถานที่ออกกำลังกาย สถานกีฬา ร้านค้า สถานบริการและบันเทิง บริเวณโถงพักคอย และบริเวณทางเดินทั้งหมดภายในอาคาร สถานบริการทั่วไป สถานที่ทำงาน สถานที่สาธารณะทั่วไป 4.ยานพาหนะสาธารณะทุกประเภท ได้แก่ ยานพาหนะสาธารณะ ในขณะให้บริการไม่ว่าจะมีผู้โดยสารหรือไม่ก็ตาม และสถานีขนส่งสาธารณะทุกประเภท และ5.ศาสนสถาน และสถานปฏิบัติธรรมในศาสนาและนิกายต่างๆ ต่อไปนี้ จะมีกลุ่มพื้นที่ที่ห้ามสูบบุหรี่ 3 กลุ่มใหญ่ คือ</p>
<p>1. สถานที่ที่ห้ามสูบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในอาคารหรือห้องทำงานส่วนตัว ห้ามสูบเต็มพื้นที่ไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งเดิมกลุ่มนี้เคยอนุญาตให้สูบในอาคารบริเวณพื้นที่ที่จัดไว้หรือพื้นที่ส่วนตัวได้ ประกอบด้วย 1) อุทยานหรือศูนย์การเรียนรู้ สถานฝึกอาชีพ สถานกวดวิชา สถานที่สอนภาษาสอนดนตรี - ขับร้อง สอนการแสดง สอนศิลปะ สอนกีฬา สอนศิลปะป้องกันตัว และอื่นๆ 2) ธนาคาร สถาบันการเงิน 3) ศาสนสถาน 4) สถานที่ออกกำลังกายกลางแจ้งหรือสนามกีฬา 5) โรงพยาบาล หรือสถานรักษาพยาบาลทั้งคนและสัตว์ ที่รับผู้ป่วยหรือสัตว์ไว้ค้างคืน กลุ่มที่ 2 คือ ห้ามสูบเช่นเดียวกัน จากเดิมที่เคยอนุญาตให้จัดพื้นที่สูบบุหรี่ในอาคารหรือสูบในห้องส่วนตัวได้ ขณะนี้ เปลี่ยนเป็นห้ามสูบภายในอาคารและสิ่งก่อสร้าง แต่อนุโลมให้จัดเขตสูบบุหรี่นอกอาคารและสิ่งก่อสร้างได้แก่ 1) สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ หน่วยงานอื่นของรัฐ 2) สถานที่ให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิง หรือแก๊สเชื้อเพลิง 3) มหาวิทยาลัย สถานศึกษา สถาบันการศึกษา ตั้งแต่ระดับอุดมศึกษาขึ้นไป และกลุ่มที่ 3 ห้ามสูบ ในอาคารและสิ่งก่อสร้างเช่นกัน แต่อนุญาตให้สูบในอาคารได้เฉพาะพื้นที่ที่จัดไว้ สถานที่เดียวที่ยังอนุญาตให้สูบบุหรี่ในอาคารและสิ่งปลูกสร้างได้ คือ ท่าอากาศยานนานาชาติ สุวรรณภูมิเฉพาะส่วนนานาชาติเท่านั้น ทางด้านนาย</p>
<p>แพทย์นพพร ชื่นกลิ่น รองอธิบดี กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 19 นี้ ได้ยกเลิกประกาศฉบับที่ 17 และ 18 เดิม ซึ่งกำหนดชื่อหรือประเภทของสถานที่สาธารณะที่ให้มีการคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ ส่วนที่มีการแก้ไขบังคับเพิ่มในฉบับที่ 19 นี้ ประการแรกได้แก่ 1.ประเภทของยานพาหนะที่ห้ามสูบบุหรี่ บังคับถึงยานพาหนะสาธารณะทุกชนิด ในขณะให้บริการไม่ว่าจะมีผู้โดยสารหรือไม่ก็ตาม ได้แก่ รถแท็กซี่ รถไฟ รถราง รถตู้โดยสาร กระเช้าโดยสาร เรือโดยสาร เครื่องบิน ยานพาหนะโดยสารอื่นๆ ทั้งประเภทประจำทางและไม่ประจำทาง 2. ประเภทสถานีขนส่งสาธารณะ ได้แก่ ที่พักผู้โดยสาร ป้ายรถเมล์ บริเวณที่ใช้รอก่อนหรือหลังการใช้บริการยานพาหนะโดยสารทุกประเภท บริเวณอาคาร ชานชาลา และพื้นที่ภายใต้หลังคาของสถานีขนส่งผู้โดยสารทางบกทั้งรถยนต์ รถไฟ และท่าเรือโดยสาร ส่วนท่าอากาศยานภายในประเทศ บังคับเฉพาะบริเวณในอาคารและพื้นที่ภายใต้หลังคา และประเภทที่ 3 สถานที่ที่ใช้จัดประชุม อบรม สัมมนาหรือสันทนาการ บังคับทั้งอาคาร</p>
<p>ประการที่ 2 สถานที่ห้ามสูบ 100 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ 1) สถานที่จัดแสดงศิลปวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์สถาน หรือหอศิลป์ 2)ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า สถานที่แสดงสินค้าหรือนิทรรศการ 3) ร้านตัดผม ร้านตัดเสื้อ สถานเสริมความงาม 4) สถานที่บริการคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต ตู้เกมส์ ตู้คาราโอเกะ 5) อุทยานหรือศูนย์การเรียนรู้ สถานฝึกอาชีพ สถานกวดวิชา สถานที่สอนภาษาสอนดนตรี - ขับร้อง สอนการแสดง สอนศิลปะ สอนกีฬา สอนศิลปะป้องกันตัว และอื่นๆ 6) ธนาคาร สถาบันการเงิน 7) ศาสนสถาน หรือสถานที่ประกอบศาสนกิจในนิกาย หรือศาสนาต่างๆ ในส่วนอื่นทั้งหมด นอกเหนือจากบริเวณที่ประกอบศาสนกิจ 8) สถานที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือสนามกีฬา 9) โรงพยาบาล หรือสถานรักษาพยาบาลทั้งคนและสัตว์ ประเภทที่รับผู้ป่วยหรือสัตว์ไว้ค้างคืน 10) สวนสาธารณะ สวนสัตว์ สวนพฤกษศาสตร์ โดยอนุญาตให้จัดเขตสูบบุหรี่ได้เฉพาะส่วนที่เป็นอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์ โบราณสถาน อุทยานหรือวนอุทยานแห่งชาติ</p>
<p>ประการที่ 3 สถานที่ที่อนุโลมให้จัดเขตสูบบุหรี่นอกอาคารและสิ่งก่อสร้างได้ ได้แก่ สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงหรือแก๊สเชื้อเพลิง มหาวิทยาลัย สถานศึกษา สถาบันการศึกษา ตั้งแต่ระดับอุดมศึกษาขึ้นไป ประการที่ 4 สถานที่ห้ามสูบเป็นบางส่วน ได้แก่ สถานที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีระบบปรับอากาศ ห้ามสูบบุหรี่เฉพาะบริเวณที่มีการขาย และโต๊ะรับประทานอาหาร ประการที่ 5 สถานที่ดังต่อไปนี้ ได้แก่ โรงแรม รีสอร์ท สถานที่พักตากอากาศ ห้องเช่า หอพัก คอร์ท อพาร์ทเมนต์ หรือสถานที่ที่ให้บริการในลักษณะเดียวกัน และอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียม ให้สูบได้เฉพาะห้องส่วนตัว เท่านั้น และประการสุดท้าย สถานที่ที่อนุญาตให้จัดสถานที่สูบบุหรี่ภายในอาคารและสิ่งปลูกสร้างได้ คือ ท่าอากาศยานนานาชาติ</p>
<p>************************************** 2 มีนาคม 2553</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=31018]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-03-02 17:37:08]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
</channel>
</rss>