<?xml version="1.0" encoding="WINDOWS-874"?>
<rss version="2.0">
<channel>
<lastBuildDate><![CDATA[Wed, 10 Feb 2010 01:58:03 GMT]]></lastBuildDate>
<title><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></title>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th]]></link>
<description><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></description>
<copyright><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></copyright>
<item>
<title><![CDATA[สธ. สั่งการสาธารณสุขทุกจังหวัด เข้มเฝ้าระวังหวัดนก สร้างความมั่นใจช่วงเทศกาลตรุษจีน]]></title>
<description><![CDATA[รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งการนายแพทย์สาธารณสุขทุกจังหวัด เข้มข้นการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนก  ล้างทำความสะอาดตลาดสด 1,500 แห่งทั่วประเทศ และฆ่าเชื้อแผงจำหน่ายอาหาร  สร้างความมั่นใจผู้บริโภคช่วงตรุษจีน แนะพ่อค้าแม่ค้า ซื้อเป็ดไก่จากโรงเชือดที่ผ่านมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน  เป็ดไก่ที่วางขายหากพบมีจุดเลือดออก หรือมีรอยช้ำ ไม่ควรซื้อ 

	บ่ายวันนี้ (9 กุมภาพันธ์ 2553) นางพรรณสิริ  กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยแพทย์หญิงมาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ตรวจเยี่ยมตลาดเยาวราช กทม. และเยี่ยมชมโรงเชือดสัตว์ปีก แผงประกอบการค้าสัตว์ปีก เพื่อสร้างความมั่นใจประชาชนในการเลือกซื้อเป็ดไก่ ช่วงเทศกาลตรุษจีน ลดความเสี่ยงจากโรคไข้หวัดนก 

นางพรรณสิริกล่าวว่า แม้ว่าประเทศไทยจะไม่พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดนกในประเทศมานานกว่า 3 ปีแล้ว แต่ยังไม่อาจวางใจได้ เนื่องจากยังพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติในบางจังหวัด ดังนั้นเพื่อความมั่นใจและความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 14  กุมภาพันธ์  2553   ประชาชนไทยเชื้อสายจีนที่มีทั่วประเทศประมาณ 8 ล้านคนหรือร้อยละ 13 ของประชากรทั้งประเทศ จะมีการจับจ่ายสินค้า โดยเฉพาะเป็ดไก่เป็นจำนวนมาก เริ่มตั้งแต่วันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2553 เพื่อใช้ในการประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษกันจำนวนมาก กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรฯ และสำนักอนามัย กทม. ออกสุ่มสำรวจแผงค้าสัตว์ปีกในตลาดสดต่างๆใน กทม. เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้มีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก ซึ่งหากโรคนี้ระบาดอีก ก็จะมีโอกาสเกิดการผสมข้ามสายพันธุ์กับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งอยู่ในช่วงการระบาดระลอก 2 ในขณะนี้ได้ 

ทั้งนี้ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัด ดำเนินการเข้มข้นเป็นพิเศษในช่วงตรุษจีนใน 2 เรื่องหลัก ประการแรกได้แก่ การเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในพื้นที่ ให้ความรู้ผู้ประกอบการโรงเชือด และพ่อค้าแม่ค้าให้ซื้อเป็ด ไก่ จากโรงเชือดที่ได้มาตรฐานของกรมปศุสัตว์ โดยเนื้อสัตว์ปีกจะมีป้ายรับรองคุณภาพจากกรมปศุสัตว์  ที่สำคัญขอให้ประชาชนเลือกซื้อเป็ดไก่จากตลาดสดที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเป็นตลาดสดน่าซื้อ เพื่อความมั่นใจว่าจะปลอดภัยจากโรคไข้หวัดนก ประการที่ 2 ให้ล้างตลาดสดที่มีกว่า 1,500 แห่งทั่วประเทศและฆ่าเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนตามแผง เขียง ซึ่งปกติจะดำเนินการเดือนละ 1 ครั้ง จะให้ดำเนินการถี่ขึ้น 
 
ทางด้านนายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในกลุ่มผู้ค้าสัตว์ปีกซึ่งมีความเสี่ยงติดโรค  จะต้องไม่ซื้อสัตว์ปีกที่มีอาการผิดปกติที่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น ซึมหงอย ขนฟู หงอนเหนียงบวมคล้ำ มีน้ำมูกหรือขี้ไหล และไม่นำไก่หรือเป็ดที่ตายมาชำแหละขาย ล้างทำความสะอาดกรงและอุปกรณ์ที่ใช้ขังไก่ด้วยน้ำผงซักฟอกและนำไปผึ่งกลางแดดจัดๆ  หรือราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้งหลังเสร็จสิ้นการชำแหละ ส่วนผู้ชำแหละต้องสวมเสื้อกันเปื้อน พลาสติก สวมถุงมือ รองเท้าบู๊ท เพื่อป้องกันการสัมผัสเชื้อทุกครั้งระหว่างชำแหละ  หากสัตว์ที่ชำแหละมีลักษณะผิดปกติ เช่น มีจุดเลือดออก มีน้ำหรือเลือดคั่ง  เครื่องในมีจุดเนื้อตายสีขาว ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที อย่านำไปจำหน่ายอย่างเด็ดขาด

สำหรับประชาชนขอให้รับประทานสัตว์ปีกที่ปรุงสุกเท่านั้น เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดนกจะถูกทำลายด้วยอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป และยึดหลักกินของร้อน ใช้ช้อนกลาง และล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร หลังออกจากห้องน้ำ โดยเฉพาะหลังจับเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ และเปลือกไข่ที่ปนเปื้อนมูลสัตว์

สถานการณ์โรคไข้หวัดนกในคนทั่วโลก องค์การอนามัยโลกรายงาน ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 ในปี 2553 พบผู้ป่วยยืนยันไข้หวัดนกที่ประเทศอียิปต์ 6 ราย สรุปตั้งแต่พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา มีรายงานผู้ป่วยยืนยันไข้หวัดนกทั้งหมด 473 ราย เสียชีวิต 282 ราย ใน 15 ประเทศ คือ อาเซอร์ไบจันป่วย 8 ราย เสียชีวิต 5 ราย บังคลาเทศป่วย 1 ราย กัมพูชาป่วย 9 ราย เสียชีวิต 7 ราย จีนป่วย 38 ราย เสียชีวิต 25 ราย สาธารณรัฐจิบูตีป่วย 1 ราย อียิปต์ป่วย 96 ราย เสียชีวิต 27 ราย อินโดนีเซียป่วย 161 รายเสียชีวิต 134 ราย อิรักป่วย 3 ราย เสียชีวิต 2 ราย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวป่วย 2 ราย เสียชีวิต 2 ราย พม่าป่วย 1 ราย ไนจีเรียป่วย 1 ราย เสียชีวิต 1 ราย ปากีสถานป่วย 3 ราย เสียชีวิต 1 ราย ไทยป่วย 25 ราย เสียชีวิต 17 ราย ตุรกีป่วย 12 ราย เสียชีวิต 4 ราย และเวียดนามป่วย 112 รายเสียชีวิต 57 ราย

**********************************  9 กุมภาพันธ์ 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30667]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-09 16:15:56]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[รมช.สธ.สั่งเร่งตรวจสอบเหตุเด็กตายในครรภ์หลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ จ.สกลนคร]]></title>
<description><![CDATA[รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งการให้กรมควบคุมโรคเร่งตรวจสอบสาเหตุเด็กตายในครรภ์ของหญิงที่จังหวัดสกลนคร หลังฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009  เบื้องต้นขณะนี้ เด็กในครรภ์คลอดแล้วแต่เด็กไม่สมบูรณ์ ส่วนแม่ปลอดภัยแล้ว  

	จากกรณีที่มีหญิงตั้งครรภ์ที่จังหวัดสกลนคร อายุ 27 ปี อายุครรภ์ประมาณ 7 เดือน ฝากครรภ์ที่สถานีอนามัยดงมะไฟ โดยเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2553 เข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009  และหลังจากนั้นเด็กไม่ดิ้น จึงไปพบแพทย์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553  แพทย์แจ้งว่าเด็กเสียชีวิตนั้น  

	ความคืบหน้าในวันนี้ (9 กุมภาพันธ์ 2553) นางพรรณศิริ  กุลนาถศิริ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ได้สั่งการให้กรมควบคุมโรค เร่งรัดตรวจสอบสาเหตุการเด็กตายในครรภ์ของหญิงรายดังกล่าวโดยเร็วแล้วว่า เกี่ยวข้องกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 หรือไม่ เพื่อชี้แจงสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องการรับบริการฉีดเพื่อป้องกันการป่วยและเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งมีประมาณ 2 ล้านคน จากข้อมูลการเข้ารับบริการฉีดวัคซีนดังกล่าว โดยความสมัครใจ ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2553 -4 กุมภาพันธ์ 2553  มีผู้รับบริการฉีดวัคซีนแล้วประมาณ 180,000 คน  ซึ่งกว่าร้อยละ 99  หลังฉีดวัคซีนอาการอยู่ในขั้นปกติ ส่วนในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 3 เดือนขึ้นไป  ที่ขึ้นทะเบียนต้องได้รับการฉีดวัคซีนทั่วประเทศ จำนวน  500,915 คน  ฉีดวัคซีนไปแล้ว 15,754 คน  ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ จ.สกลนครได้กำชับให้โรงพยาบาลสกลนครดูแลอย่างดีที่สุด

	ทางด้านนายแพทย์มานิต  ธีระตันติกานนท์   อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการสอบสวนสาเหตุเด็กตายในครรภ์ของหญิงรายที่ จ.สกลนครดังกล่าว พบว่าแม่มีอาการปวดท้อง ท้องแข็ง หลังฉีดวัคซีนประมาณ 15 วัน  เด็กไม่ดิ้น   ขณะนี้แพทย์ได้ทำคลอดแล้ว  พบว่าเด็กทารกเสียชีวิตในครรภ์  และเด็กไม่สมบูรณ์ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะตรวจสอบรายละเอียดต่อไปและส่งผลการตรวจสอบให้คณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณาว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่

นายแพทย์มานิต กล่าวต่อว่า ในวันนี้ได้ประชุมผู้บริหารของกรมควบคุมโรค ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อปรับปรุงระบบเร่งรัดข้อมูลของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 โดยเน้นการดำเนินงานตามมาตรฐานวิชาการ ทั้งนี้จะส่งให้คณะผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาว่าอาการที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 หรือไม่ เพื่อชี้แจงประชาชนให้ทราบโดยเร็ว   และสร้างความมั่นใจให้สังคม 

	ทั้งนี้ คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูติกรรม กุมารเวชกรรม และอายุรกรรม มีความเห็นว่าการฉีดวัคซีนครั้งนี้มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่มีอัตราตายสูงและแนะนำให้กลุ่มเสี่ยงดังกล่าวฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ต่อไป นายแพทย์มานิตกล่าว 

            ********************************       9 กุมภาพันธ์ 2553       

]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30665]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-09 14:48:21]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.เร่งรณรงค์ฉีดวัคซีนไข้หวัด 2009 ในกลุ่มเสี่ยงต่อเนื่อง หลังพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่เป็นไข้หวัด 2009 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25	]]></title>
<description><![CDATA[วันนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2553) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา  กระทรวงสาธารณสุข ได้สุ่มตรวจผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ ใน 13 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า มีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ถึงร้อยละ 25 ซึ่งเพิ่มจากเดิมที่มีเพียงร้อยละ 12 ถือว่าเป็นตัวเลขที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ  จำเป็นต้องเร่งรณรงค์เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง 5 กลุ่ม เข้ารับการบริการฉีดวัคซีนฟรี ที่โรงพยาบาลทั่วประเทศโดยสมัครใจ ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่อไป เพราะมาตรการป้องกันดีกว่าที่จะตามมาแก้ไข  หากเกิดการแพร่ระบาดรุนแรงแล้วไม่ได้รับวัคซีน  ความเสียหายจะรุนแรงมากกว่าและจะทำให้เกิดการเสียชีวิตจำนวนมาก  

ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม - 4 กุมภาพันธ์ 2553 มีผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนแล้ว 160,179 คน เป็นหญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 3 เดือนขึ้นไปทั้งสิ้น 14,681 คน คิดเป็นร้อยละ 2.9 ของเป้าหมายทั้งหมด คนอ้วน 4,524 คน คิดเป็นร้อยละ 2.5 ผู้พิการ1,269 คน คิดเป็นร้อยละ 1.8 ผู้ป่วยเรื้อรัง 36,917 คน คิดเป็นร้อยละ 4.4 และบุคลากรทางการแพทย์ 102,368 คน คิดเป็นร้อยละ 27.6 

นายจุรินทร์กล่าวต่อไปว่า สำหรับหญิงตั้งครรภ์รายที่เด็กตายในครรภ์ ที่ จ. ชุมพร ในบ่ายวันนี้ (8 กุมภาพันธ์) จะทราบผลเบื้องต้น แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ต้องรอผลการประชุมจากคณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณาอาการภายหลังได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ที่มีแพทย์หญิงสุจิตรา นิมมานนิตย์ ที่ปรึกษากรมควบคุมโรคเป็นประธาน ประชุมผู้เชี่ยวชาญให้เสร็จสิ้นทั้งหมด จึงจะแถลงให้ทราบว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่  ซึ่งทางกรรมการชุดนี้จะประชุมโดยเร็ว โดยได้มอบนโยบายขอให้ช่วยเร่งรัดการสรุปผลเพื่อให้ประชาชนทราบ ซึ่งหากไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะได้สบายใจ แต่หากเกี่ยวข้องจะได้นำมากำหนดทิศทางของนโยบาย อย่างทันท่วงที และขอยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุขไม่ได้บิดเบือนผลการตรวจ

ทางด้านนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข  กล่าวว่า จำนวนตัวเลขการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว จากเดิมร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 25 นั้นสะท้อนให้เห็นว่า ขณะนี้สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ฯ มีแนวโน้มเกิดการระบาด จำเป็นต้องรณรงค์ให้กลุ่มเสี่ยงเข้ามารับการฉีดวัคซีนป้องกัน ตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุขโดยความสมัครใจ เพื่อให้มีภูมิต้านทานโรคอย่างเพียงพอ ลดความเสี่ยงป่วยและเสียชีวิตลง ส่วนกรณีที่หญิงตั้งครรภ์ฉีดวัคซีนแล้วลูกในครรภ์เสียชีวิต ในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงจะต้องดูทั้งประวัติของแม่ทั้งหมด และประวัติของลูกในครรภ์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้พิจารณาสรุปผลว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ รายงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีปิดบังข้อมูลอย่างเด็ดขาด   

*************************************   8 กุมภาพันธ์ 2553


]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30652]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-08 16:35:18]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.เร่งรณรงค์ฉีดวัคซีนไข้หวัด 2009 ในกลุ่มเสี่ยงต่อเนื่อง หลังพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่เป็นไข้หวัด 2009 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25	]]></title>
<description><![CDATA[วันนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2553) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา  กระทรวงสาธารณสุข ได้สุ่มตรวจผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ ใน 13 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า มีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ถึงร้อยละ 25 ซึ่งเพิ่มจากเดิมที่มีเพียงร้อยละ 12 ถือว่าเป็นตัวเลขที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ  จำเป็นต้องเร่งรณรงค์เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง 5 กลุ่ม เข้ารับการบริการฉีดวัคซีนฟรี ที่โรงพยาบาลทั่วประเทศโดยสมัครใจ ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่อไป เพราะมาตรการป้องกันดีกว่าที่จะตามมาแก้ไข  หากเกิดการแพร่ระบาดรุนแรงแล้วไม่ได้รับวัคซีน  ความเสียหายจะรุนแรงมากกว่าและจะทำให้เกิดการเสียชีวิตจำนวนมาก  

ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม - 4 กุมภาพันธ์ 2553 มีผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนแล้ว 160,179 คน เป็นหญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 3 เดือนขึ้นไปทั้งสิ้น 14,681 คน คิดเป็นร้อยละ 2.9 ของเป้าหมายทั้งหมด คนอ้วน 4,524 คน คิดเป็นร้อยละ 2.5 ผู้พิการ1,269 คน คิดเป็นร้อยละ 1.8 ผู้ป่วยเรื้อรัง 36,917 คน คิดเป็นร้อยละ 4.4 และบุคลากรทางการแพทย์ 102,368 คน คิดเป็นร้อยละ 27.6 

นายจุรินทร์กล่าวต่อไปว่า สำหรับหญิงตั้งครรภ์รายที่เด็กตายในครรภ์ ที่ จ. ชุมพร ในบ่ายวันนี้ (8 กุมภาพันธ์) จะทราบผลเบื้องต้น แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ต้องรอผลการประชุมจากคณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณาอาการภายหลังได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ที่มีแพทย์หญิงสุจิตรา นิมมานนิตย์ ที่ปรึกษากรมควบคุมโรคเป็นประธาน ประชุมผู้เชี่ยวชาญให้เสร็จสิ้นทั้งหมด จึงจะแถลงให้ทราบว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่  ซึ่งทางกรรมการชุดนี้จะประชุมโดยเร็ว โดยได้มอบนโยบายขอให้ช่วยเร่งรัดการสรุปผลเพื่อให้ประชาชนทราบ ซึ่งหากไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะได้สบายใจ แต่หากเกี่ยวข้องจะได้นำมากำหนดทิศทางของนโยบาย อย่างทันท่วงที และขอยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุขไม่ได้บิดเบือนผลการตรวจ

ทางด้านนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข  กล่าวว่า จำนวนตัวเลขการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว จากเดิมร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 25 นั้นสะท้อนให้เห็นว่า ขณะนี้สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ฯ มีแนวโน้มเกิดการระบาด จำเป็นต้องรณรงค์ให้กลุ่มเสี่ยงเข้ามารับการฉีดวัคซีนป้องกัน ตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุขโดยความสมัครใจ เพื่อให้มีภูมิต้านทานโรคอย่างเพียงพอ ลดความเสี่ยงป่วยและเสียชีวิตลง ส่วนกรณีที่หญิงตั้งครรภ์ฉีดวัคซีนแล้วลูกในครรภ์เสียชีวิต ในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงจะต้องดูทั้งประวัติของแม่ทั้งหมด และประวัติของลูกในครรภ์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้พิจารณาสรุปผลว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ รายงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีปิดบังข้อมูลอย่างเด็ดขาด   

*************************************   8 กุมภาพันธ์ 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30648]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-08 16:01:20]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.เร่งช่วยนศ.พยาบาลวิทยาลัยนครราชสีมา สามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้]]></title>
<description><![CDATA[วันนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2553) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีที่นักศึกษาวิทยาลัยนครราชสีมาซึ่งเป็นวิทยาลัยเอกชน เปิดสอนสาขาวิชาการพยาบาล ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากสภาการพยาบาล และมีการร้องเรียนจากนักศึกษาไปยังองค์กรต่างๆ รวมถึงกระทรวงสาธารณสุขด้วย

	นายจุรินทร์ กล่าวว่า ในวันนี้สภาการพยาบาลได้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง  พบว่ากระบวนการเรียนการสอนและหลักสูตรของวิทยาลัยนครราชสีมานั้น ได้รับการรับรองหลักสูตรเฉพาะปี 2548 และปี 2549 แต่ปี 2550 สภาการพยาบาลได้ขอให้วิทยาลัยปรับปรุงกระบวนการดำเนินการต่างๆ เช่น จำนวนอาจารย์ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ  รวมถึงอาจารย์ที่มีชื่อแต่ไม่ได้ทำการสอน สภาพยาบาลได้แจ้งว่าวิทยาลัยนครราชสีมา ได้เพิกเฉยไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามความเห็นของสภาพยาบาล ดังนั้นสภาการพยาบาลจึงไม่มีมติรับรองหลักสูตรของคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา ในปี 2550 กับปี 2551  ทำให้เกิดปัญหากับนักศึกษาที่เข้าเรียนตั้งแต่ปี 2548 ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 3 และนักศึกษาที่เข้าศึกษาตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ซึ่งไม่ได้รับการรับรองทำให้ไม่สามารถสอบใบประกอบโรคศิลปะได้

	นายจุรินทร์กล่าวต่อไปว่า ผลกระทบที่เกิดกับเด็กที่เข้าเรียนในวิทยาลัยดังกล่าว ทางกระทรวงสาธารณสุขเห็นว่าควรดำเนินการกับสถาบันที่เปิดสอนและผู้บริหารสถาบันโดยตามกฎหมาย เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นผู้ดำเนินการ

	ทั้งนี้ ในส่วนของนักศึกษานั้น กระทรวงสาธารณสุขเห็นว่าเข้าเรียนโดยสุจริต ฉะนั้นจึงหามาตรการที่จะช่วยนักศึกษาดังกล่าว โดยให้สถาบันพระบรมราชชนก ช่วยหาสถานที่เรียนให้นักศึกษาที่มีปัญหาโดยให้ใช้ระบบการเทียบโอนหน่วยกิต ไปยังสถาบันการศึกษาใหม่ที่หาได้ พร้อมกันนี้สภาการพยาบาลได้รับที่จะช่วยดำเนินการให้วิทยาลัยพยาบาล 29 แห่งในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้รับการรับรองหลักสูตรจากสภาการพยาบาลช่วยพิจารณารับเด็กเหล่านี้ หรือในส่วนที่เรียนจบแล้ว แต่ไม่สามารถสอบในประกอบโรคศิลปะได้ให้เข้ามาศึกษาเพิ่มเติม

	นายจุรินทร์ ยังได้กล่าวถึงหลักสูตรแพทย์ภาคภาษาอังกฤษ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขกำลังพิจารณาอยู่ว่า ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 จะมีการพิจารณาโดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์กำลังคนการสาธารณสุข ที่มีนายแพทย์มงคล ณ สงขลา เป็นประธาน จะรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ และในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 แพทยสภาจะพิจารณาอีกครั้ง โดยกระทรวงสาธารณสุขจะนำข้อคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นในการดำเนินการใดๆ จะต้องไม่กระทบต่อการผลิตแพทย์เพื่อดูแลประชาชนไทย 

******************************  8  กุมภาพันธ์ 2553

]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30647]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-08 15:59:31]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ. เร่งตรวจสอบโรงพยาบาลทำลูกตายหลังฉีดยาระงับคลอดก่อนกำหนด]]></title>
<description><![CDATA[ปลัดกระทรวงสาธารณสุข สั่งสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ตรวจสอบกรณีร้องโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังทำลูกตายหลังฉีดยายับยั้งการคลอดก่อนกำหนด พร้อมให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย 

จากกรณีที่นายสมบัติ แจ่มน้อย เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจมีนบุรี ว่า แพทย์คนหนึ่งโรงพยาบาลนวมินทร์ ได้ฉีดยายับยั้งการคลอดให้กับนางสิริลักษณ์ ปลั่งกลาง อายุ 40 ปี ภรรยา ทำให้ทารกเพศชายในครรภ์เสียชีวิต โดยภรรยาตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน มีอาการเจ็บครรภ์เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2553 จึงไปโรงพยาบาลที่ฝากครรภ์ไว้ และตนได้เซ็นยินยอมให้มีการผ่าตัด แต่โรงพยาบาลได้โทรศัพท์สอบถามนายแพทย์คนหนึ่ง ได้ให้ความเห็นว่าเด็กในครรภ์ยังไม่ถึงกำหนดคลอด ให้พยาบาลฉีดยายับยั้งการคลอด โดยหลังฉีดยาเด็กในครรภ์ไม่มีอาการดิ้น พยาบาลบอกว่าเป็นเพราะแม่หลับ และให้นอนพักที่โรงพยาบาล 2 วันแพทย์จึงให้กลับบ้าน หลังกลับจากโรงพยาบาล ภรรยามีอาการเบื่ออาหาร ลูกไม่ดิ้นเช่นเดิม และในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 ได้ไปพบแพทย์ตามนัด แพทย์ตรวจอุลตราซาวน์พบเด็กในครรภ์เสียชีวิตแล้ว เนื่องจากสายสะดือพับทำให้ขาดอากาศหายใจ และทำการผ่าตัดคลอดให้ในวันเดียวกัน  

	ความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว วันนี้ (8 กุมภาพันธ์  2553) นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่าได้สั่งการให้สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงจากโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าวเป็นการด่วน และตรวจสอบมาตรฐานของโรงพยาบาลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 เพื่อให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย 

	นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวว่า การที่หญิงตั้งครรภ์ 8 เดือน และมดลูกบีบตัวถี่ เป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด ตามหลักการของการรักษา แพทย์จะให้ยาผ่อนคลายการบีบตัวของมดลูก เพื่อประคับประคองการตั้งครรภ์ให้ครบกำหนดคลอดคือ 9 เดือน เพราะการทำงานของอวัยวะต่างของเด็กจะสมบูรณ์ เด็กจะปลอดภัย  ส่วนการให้ยาแล้วเกิดผลเช่นไร ต้องขอดูรายละเอียด ยังไม่สามารถบอกว่าใครผิดใครถูก

	ด้านนายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า ในวันนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่จากสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพประสานงานกับโรงพยาบาลนวมินทร์ เพื่อขอข้อมูลผู้ป่วยรายดังกล่าวและข้อมูลการให้ บริการจากโรงพยาบาล  เพื่อจะนัดหารือพร้อมกันทั้ง 2 ฝ่ายในเร็ว ๆ นี้ ขณะเดียวกันหากเกี่ยวข้องกับมาตรฐานการรักษาก็จะส่งข้อมูลให้แพทยสภาพิจารณาด้วย 

  ******************************  8  กุมภาพันธ์ 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30644]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-08 14:37:38]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์  สั่งจัดการเครื่องดื่มรังนกปลอม]]></title>
<description><![CDATA[                   เผยพบกรณีผู้ประกอบการซื้อขวดพลาสติกที่มีฉลากสำเร็จรูปซึ่งไม่ถูกต้อง มีเลข อย. ปลอม ระบุเลข     สารบบอาหาร 10-2-15362-2-0082  นำมาบรรจุเครื่องดื่มรังนกขาย  อย.และสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เร่งรัดตรวจจับและดำเนินคดีข้อหาผลิตเพื่อจำหน่ายอาหารปลอมมีโทษทั้งจำทั้งปรับ ขอเตือนผู้บริโภคที่นิยมดื่ม เครื่องดื่มรังนก ควรพิจารณาให้ดีก่อนซื้อ โดยเฉพาะหากพบเห็นเครื่องดื่มรังนกมีเลขสารบบในเครื่องหมาย อย. ดังกล่าว แจ้งร้องเรียน อย. โทร. 1556 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนั้นๆ หรือหากพบ/สงสัยในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มรังนก หรือต้องการตรวจสอบเลขสารบบอาหาร สามารถสอบถามได้ที่ ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ อย. โทร. 0-2590-7442 หรือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 
	นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับเรื่องขอหารือจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระนอง (สสจ.ระนอง) ว่า ปัจจุบันพบมีการจำหน่ายขวดพลาสติกเปล่า สำหรับบรรจุเครื่องดื่มรังนกพร้อมปิดผนึกฉลากข้างขวด ซึ่งระบุเลขสารบบอาหารที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. อย่างแพร่หลายในร้านค้าทั่วไป โดยมีข้อความระบุบนฉลากถึงส่วนประกอบต่างๆ อาทิ  รังนกแห้ง น้ำตาล ไม่ใช้วัตถุกันเสีย โปรดแช่เย็น รวมถึงระบุเลขสารบบอาหาร 10-2-15362-2-0082  ซึ่งเลขสารบบดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาต หรือที่เรียกว่า เครื่องหมาย อย.ปลอม ซึ่งมีความไม่ถูกต้องหลายประการที่สามารถเห็นได้จากรูปลักษณ์ภายนอก เช่น ที่ฉลากอาหารมีความไม่ถูกต้องทั้งหน่วยงานที่อนุญาต สถานที่ผลิต รวมทั้งปี พ.ศ. ที่อนุญาต เข้าข่ายเป็นการปลอมเลขสารบบ  ดังนั้น  อย. และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจึงเร่งดำเนินการพิจารณากรณีดังกล่าว สรุปได้ 2 กรณี ได้แก่
                        กรณีผู้ผลิตเครื่องดื่มรังนกที่นำขวดพลาสติกดังกล่าวไปบรรจุอาหารเพื่อจำหน่าย ถือว่ามีความผิดในข้อหาผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายอาหารปลอม โดยใช้ฉลากเพื่อลวง หรือพยายามลวงผู้ซื้อให้เข้าใจผิด เนื่องจากใช้เลขสารบบปลอม มีความผิดตามกฎหมายเข้าข่ายอาหารปลอมมีโทษจำคุกตั้งแต่  6  เดือนถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่  5,000  100,000  บาท  กรณีตั้งโรงงานผลิตเพื่อจำหน่ายเครื่องดื่มรังนก โดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีโทษจำคุกไม่เกิน  3  ปี หรือปรับไม่เกิน  3  หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ หากผู้รับอนุญาตผลิตอาหารไม่ได้รับอนุญาตขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร มีโทษจำคุกไม่เกิน  2  ปี หรือปรับไม่เกิน  2  หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   
                        กรณีผู้ผลิตภาชนะบรรจุและผู้จำหน่ายภาชนะบรรจุที่เป็นขวดพลาสติกเปล่าแก่ผู้ผลิตจะมีความผิดแห่งประมวลกฎหมายอาญาในฐานะผู้สนับสนุนให้กระทำความผิดในข้อหาผลิตเพื่อจำหน่ายอาหารปลอมหรือจำหน่ายอาหารปลอม ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดข้อหาผลิตเพื่อจำหน่ายอาหารปลอมหรือจำหน่ายอาหารปลอม
นายจุรินทร์  กล่าวต่อว่า ขอให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มรังนก หากต้องการเลือกซื้อรังนกเพื่อการปรุงจำหน่ายหรือบริโภคในครัวเรือน  ควรพิจารณาที่ราคาเหมาะสม มีฉลากระบุชื่อ ที่อยู่ผู้ผลิต/ผู้จำหน่าย และมีเครื่องหมาย อย. ที่ชัดเจน หรือหากสงสัยว่าเครื่องหมาย อย.ที่ผลิตภัณฑ์ถูกต้องหรือไม่ สามารถสอบถามได้ที่ ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โทร.0-2590-7442 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)                                                
                      สำหรับวิธีการเลือกซื้อที่ดูจากตัวผลิตภัณฑ์นั้น เนื่องจากปัจจุบันในท้องตลาดมีทั้งเครื่องดื่มรังนกแท้และรังนกปลอม จากยางคารายากัมจำหน่ายกันอย่างแพร่หลายในร้านค้าทั่วไป ซึ่งมีลักษณะที่ดูจากภายนอกคล้ายกันมาก โดยมีวิธีสังเกต ดังนี้ รังนกแท้ จะมีกลิ่นคาวของน้ำลายนกนางแอ่นในขณะตุ๋น เห็นเป็นเส้นชัดเจน และมีรสชาติความอร่อยและความข้นเหนียวของรังนก ส่วนรังนกปลอม จะไม่มีกลิ่นคาวเลย มีลักษณะเป็นก้อนหรือแผ่นเล็กๆ คล้ายวุ้น ไม่มีรสชาติความอร่อยแม้จะผ่านการปรุงรสมาแล้ว และยังไม่มีความข้นเหนียวเหมือนรังนกแท้อีกด้วย ดังนั้น หากต้องการซื้อรังนกนางแอ่นแท้ชนิดแห้ง ควรซื้อจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือไว้ใจได้   นายจุรินทร์ กล่าว
                                                ******************************  7 กุมภาพันธ์ 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30622]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-07 10:23:51]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.เตือนประชาชนระวังโรคสุกใส ช่วงปลายหนาวต้นร้อน แนะผู้ป่วยควรหยุดงาน หยุดเรียน 7 วัน ป้องกันโรคแทรกซ้อน 
]]></title>
<description><![CDATA[                     ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนระวังโรคสุกใส ในปี 2552 พบผู้ป่วยกว่า 80,000  ราย เสียชีวิต 3 ราย มักพบระบาดในช่วงปลายหนาวต้นร้อน แนะหากมีคนป่วยในครอบครัวควรแยกของกินของใช้ ให้หยุดงานหยุดเรียนประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน ลดการแพร่กระจายเชื้อ    
	นายแพทย์ไพจิตร์  วราชิต  ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในช่วงที่สภาพอากาศจะเปลี่ยนจากฤดูหนาวเป็นฤดูร้อน โรคที่น่าห่วงและมักพบในช่วงนี้ที่สำคัญคือ โรคสุกใส (Chickenpox) ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส ที่มีชื่อ เวลิเซลลา-ซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus : VZV) เป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด พบได้ประปรายตลอดปี แต่มักระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อนคือ เดือนมกราคมถึงเมษายน 
	ในปี 2551 ทั่วประเทศพบผู้ป่วยโรคสุกใส 76,750 ราย เสียชีวิต 4 ราย อายุระหว่าง 33-35 ปี เป็นชาย 3 ราย หญิง 1 ราย สาเหตุการเสียชีวิตเนื่องจากติดเชื้อในกระแสเลือด 1 ราย โดยผู้เสียชีวิตมีอาชีพขับเรือออกไปหาปลา ระหว่างป่วยไม่ได้หยุดพักงาน ทำให้ติดเชื้อแทรกซ้อนโดยเชื้อเข้าทางบริเวณที่เกิดตุ่มสุกใส ส่วนอีก 3 ราย มีโรคแทรกซ้อนปอดบวมรุนแรงเนื่องจากมีภูมิต้านทานต่ำ เพราะมีโรคประจำตัวคือ เบาหวาน และไขข้ออักเสบ   นอกจากนี้ ยังมีรายงานพบเด็กหลังคลอดติดเชื้อดังกล่าวด้วย 2 ราย รายแรกเป็นเด็กหญิงอายุ 11 วัน มีประวัติแม่ป่วยเป็นโรคสุกใสก่อนคลอด 7 วัน แม้จะแยกแม่และเด็กทันทีหลังคลอดอย่างเคร่งครัดแล้วก็ตาม ส่วนรายที่ 2 เป็นเด็กชายอายุ 17 วัน ติดเชื้อจากแม่ที่มีอาการป่วยหลังคลอด 7 วัน ทั้ง 2 ราย ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ สำหรับปี 2552 ทั่วประเทศพบผู้ป่วยโรคสุกใส 84,928 ราย เสียชีวิต 3 ราย ในเด็ก 7 ปี 1 ราย และในผู้ใหญ่ 2 ราย  
	นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวต่อไปว่า จากรายงานทางระบาดวิทยาพบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 50 ของผู้ป่วยโรคสุกใส เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี อาการไม่รุนแรง คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติและกระทรวงสาธารณสุขจึงยังไม่กำหนดให้เป็นวัคซีนภาคบังคับฉีดในเด็กไทย เด็กที่เป็นโรคนี้มาแล้ว จะมีภูมิต้านทานโรคตลอดชีวิตไม่ป่วยซ้ำอีก  อาการของโรคสุกใสเริ่มจากไข้ต่ำๆ ต่อมามีผื่นขึ้นที่หนังศีรษะ หน้า ตามตัว หลังมีไข้ 2-3 วัน มักมีลักษณะตุ่มใส มีหลายระยะ ตุ่มใสขนาดต่างๆไม่เท่ากัน หลังจากนั้นตุ่มจะแห้งตกสะเก็ดและหลุดภายใน  5-20 วัน  โดยทั่วไปผื่นจะหายเอง โดยไม่มีแผลเป็น ยกเว้นติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบนผิวหนัง เช่น ใช้มือเกา เชื้อโรคที่อยู่ตามซอกเล็บอาจทำให้แผลที่เกา เกิดการอักเสบและมีแผลตามมา ในบางรายที่เกิดภาวะแทรกซ้อนเชื้ออาจกระจายเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษและปอดบวมได้  
	ทางด้านนายแพทย์ภาสกร อัครเสวี ผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา กล่าวว่า โรคสุกใสที่พบในขณะนี้ เกิดขึ้นทุกกลุ่มอายุ ส่วนใหญ่ยังคงพบในเด็ก แต่การเกิดโรคอาจรุนแรงในผู้ใหญ่ หากมีภาวะภูมิต้านทานบกพร่อง เช่น ภาวะเบาหวาน โรคเลือดจาง และการติดเชื้อเอชไอวี โรคดังกล่าวติดต่อกันโดยการหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูกและน้ำลายที่เกิดจากการไอของผู้ป่วยเข้าไป หรือใช้ภาชนะและของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย หรือสัมผัสน้ำเหลืองจากตุ่มพองใสที่ผิวหนังผู้ป่วย  ดังนั้นในการป้องกันโรค  หากมีคนป่วยในครอบครัวควรแยกของกินของใช้จากคนปกติ ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ ในเด็กเล็กต้องตัดเล็บให้สั้น ให้ผู้ป่วยพักผ่อน รักษาความอบอุ่นร่างกาย  หากมีไข้ให้กินยาลดไข้ หากเจ็บคอหรือไอควรปรึกษาแพทย์ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคสุกใส ควรหยุดเรียน หยุดงานประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น                                 
	นายแพทย์ภาสกร กล่าวต่อว่า แม้โรคนี้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ยังคงพบป่วย และอาจเกิดการระบาดได้ในโรงเรียน สถานที่เลี้ยงเด็ก หรือสถานดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง (บ้านพัก) หลังการป่วยอาจมีรอยแผลเป็นตามผิวหนังที่มีผลต่อความสวยงามได้ ดังนั้นจึงขอแนะนำในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการคันมาก ขอให้หลีกเลี่ยงการเกา และรักษาความสะอาดของแผลไม่ให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังซ้ำซ้อนต่อไป                    
                                            ******************************  7 กุมภาพันธ์ 2553

]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30621]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-07 10:13:15]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ. เร่งตรวจสอบกรณีลูกในครรภ์ตายหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ชุมพร]]></title>
<description><![CDATA[ปลัดกระทรวงสาธารณสุข สั่งนักระบาดวิทยาสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีลูกในครรภ์เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่จังหวัดชุมพร ขณะนี้เก็บตัวอย่างเลือดทั้งแม่และเด็ก ส่งตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สุราษฎร์ธานี คาด 1 สัปดาห์รู้ผล ขณะนี้แม่ปกติดี ส่งศพเด็กมาชันสูตรที่สถาบันนิติเวช สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

	จากกรณีมีข่าวหญิงอายุ 29 ปี ตั้งครรภ์ 6 เดือน และลูกในครรภ์เสียชีวิต หลังจากฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553 แพทย์ที่โรงพยาบาลหลังสวน จังหวัดชุมพร ให้ยาเร่งคลอดวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมานั้น	ความคืบหน้าในเรื่องนี้ นายแพทย์ไพจิตร์  วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ได้สั่งการให้สำนักระบาดวิทยา ส่งทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว ลงไปสอบสวนสาเหตุที่แท้จริงการเสียชีวิตของเด็กในครรภ์เป็นการด่วน โดยแพทย์ได้เก็บเลือดทั้งของแม่และเลือดจากสายสะดือ และตัวอย่างอื่นๆ ส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อตรวจหาการติดเชื้อในครรภ์ ตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข คาดจะทราบผลประมาณ 1 สัปดาห์ และส่งศพทารกไปตรวจที่สถาบันนิติเวช สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนอาการของแม่ขณะนี้ปกติดี แพทย์ให้นอนรักษาตัวต่อในโรงพยาบาล

จากประวัติของหญิงตั้งครรภ์รายนี้ อายุ 29 ปี ตั้งครรภ์ที่ 3 อายุครรภ์ 24 สัปดาห์ ฝากครรภ์ตามกำหนดที่คลินิกแพทย์ อำเภอหลังสวน ได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่โรงพยาบาลละแม เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553 ซึ่งได้รับการเฝ้าระวังตามมาตรการให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ของกระทรวงสาธารณสุข ไม่พบอาการผิดปกติ ต่อมาเริ่มมีไข้สูงเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2553 มีอาการปวดศีรษะ หนาวสั่น จนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553  ยังมีไข้สูงและเด็กไม่ดิ้น ไปพบแพทย์ที่คลินิกอำเภอหลังสวน และส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาลหลังสวน ตรวจพบเด็กในครรภ์เสียชีวิต จึงได้ให้ยาเร่งคลอด และคลอดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 06.00 น. เด็กที่คลอดเสียชีวิต เป็นเพศชาย น้ำหนัก 950 กรัม สภาพทั่วไปปกติ รกปกติ ผิวหนังทารกเริ่มลอก ลำตัวเริ่มมีสีม่วง 

	นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่ออีกว่า การเสียชีวิตของเด็กรายนี้ ต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริงถึงสาเหตุการเสียชีวิต โดยกระทรวงสาธารณสุขจะส่งข้อมูลทั้งหมด ให้คณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณาอาการภายหลังได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทุกแขนงเช่นแพทย์ด้านโรคติดเชื้อ สูติแพทย์ กุมารแพทย์ เพื่อพิจารณาอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการฉีดวัคซีน

	ทางด้านนายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 3 เดือนขึ้นไปที่เข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ก่อนฉีดแพทย์จะทำการตรวจสุขภาพของแม่และเด็กก่อน ว่ามีข้อห้ามฉีดหรือไม่ และหลังฉีดจะสังเกตอาการ 30 นาทีก่อนกลับบ้าน โดยช่วงที่อยู่บ้าน หากมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ วิงเวียนศีรษะ อาเจียนมากผิดปกติ รู้สึกว่าเด็กดิ้นน้อยลง หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ขอให้รีบมาปรึกษาแพทย์ พยาบาลที่ฝากครรภ์ กรณีที่ไม่ได้ฝากครรภ์ขอให้รีบไปโรงพยาบาลทันที 

	สำหรับผลการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม - 5 กุมภาพันธ์ 2553 กลุ่มเสี่ยงเข้ารับบริการฉีดแล้ว 160,179 คน ประกอบด้วยบุคลากรทางการแพทย์ 102,368 คน หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 3 เดือนขึ้นไป 14,681 คน คนอ้วนน้ำหนักตัวเกิน 100 กิโลกรัม 4,542 คน ผู้พิการ 1,269 คน และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 36,917 คน ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข ยังคงให้บริการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเสี่ยงต่อไป โดยเน้นการให้ข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อประกอบการตัดสินใจรับการฉีด

 **************5  กุมภาพันธ์ 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30614]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-05 14:16:37]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[รมว.จุรินทร์ ย้ำทุกจังหวัดเร่งรณรงค์กลุ่มเสี่ยงรับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 โดยสมัครใจ เน้นการให้ความรู้ประกอบการตัดสินใจ เพื่อลดความรุนแรงหากโรคระบาดใหญ่]]></title>
<description><![CDATA[วันนี้ (4 กุมภาพันธ์ 2553) ที่ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารสุข จ.นนทบุรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี พิทยโชติสุนนท์ ผู้เชี่ยวชาญกรมการแพทย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ประชุมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ทั่วประเทศ ผ่านระบบเว็บ คอนเฟอร์เรนซ์ เพื่อมอบนโยบายการดำเนินการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ในการประชุมทางไกลผ่านระบบเว็บในวันนี้ เพื่อต้องการเน้นย้ำนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติที่ต้องดำเนินการร่วมกันต่อไป โดยเฉพาะการให้บริการฉีดวัคซีนแก่กลุ่มเสี่ยง ประเด็นสำคัญคือ ขณะนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงการระบาดระลอก 2 ในภาพรวมพบว่าการแพร่ระบาดกระจายไปสู่ชนบท และมีการระบาดเป็นจุด เป็นหย่อม ๆ ทุกจังหวัดจึงต้องมีความพร้อมในการแก้ไขปัญหา ทั้งด้านการเฝ้าระวัง การควบคุมป้องกัน และการรักษา รวมทั้งร่วมกันปฏิบัติตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดโดยเคร่งครัด 

จากการพิจารณาผลการดำเนินงานให้บริการวัคซีน ตั้งแต่ 11 มกราคม  29 มกราคม 2553 พบว่า ช่วงประมาณเกือบ 20 วัน วัคซีนที่ได้รับมา 2 ล้านโด๊ส ตั้งเป้าฉีดใน 5 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ คนอ้วนน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม ผู้พิการ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 3 เดือนขึ้นไป และบุคลากรสาธารณสุข ปรากฏว่าให้บริการแล้ว 125,670 ราย คิดเป็นสัดส่วนต่อวัคซีนที่มีอยู่ยังไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่มีระยะเวลาที่กำหนดรณรงค์ไว้ถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2553 จึงต้องวิเคราะห์หาสาเหตุ ปัญหาหนึ่งที่พบคือประชาชนไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยของวัคซีน เกิดจากข่าวที่ปรากฏในสื่อ โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ขอเรียนให้ทราบว่า คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอิสระทางวิชาการ ที่มีพญ.สุจิตรา นิมมานนิตย์ เป็นประธานได้ข้อสรุปว่า ทุกกรณีที่เป็นข่าวเกิดกับหญิงตั้งครรภ์เกิน 3 เดือนขึ้นไปหลังได้รับการได้รับวัคซีนนั้น ไม่ได้เกิดจากวัคซีน แต่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ 

ขณะเดียวกันคณะอนุกรรมการด้านวัคซีน ซึ่งคณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการฯ ที่มีนพ.ประเสริฐ ทองเจริญ เป็นประธาน ได้ประชุมพิจารณาแนวทางที่ควรดำเนินการเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 และให้คำแนะนำชัดเจนว่า นโยบายเรื่องการรณรงค์ให้กลุ่มเสี่ยงวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 นั้น ไม่ควรชะลอ เพราะตัวเลขการเกิดปัญหาที่ติดตามในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ได้มีจำนวนมากกว่าการฉีดวัคซีนตามปกติที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน 

จึงฝากให้ทุกจังหวัดทุกพื้นที่ รณรงค์ให้กลุ่มเสี่ยงมารับการฉีดวัคซีน เน้นความสมัครใจ ไม่บีบบังคับ ซึ่งจะต้องมุ่งเน้นการให้ข้อมูลความรู้แก่กลุ่มเสี่ยง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจรับการฉีดวัคซีน ว่า 1.การป้องกันดีกว่าการรักษาหรือกันไว้ดีกว่าแก้ 2.กรณีหญิงตั้งครรภ์ควรให้ความรู้ว่า โดยปกติแม้จะไม่ได้รับการฉีดวัคซีน หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 3 เดือนขึ้นไปซึ่งมีประมาณปีละ 500,000 ราย โดยเฉลี่ยเด็กในครรภ์จะเกิดการเสียชีวิตหรือแท้งได้ร้อยละ 0.5-0.8 มาตรการป้องกันยังคงเป็นมาตรการที่เป็นประโยชน์ เพราะหากไม่ฉีดวัคซีนป้องกันไว้ หากเกิดการแพร่ระบาดใหญ่จะก่อให้เกิดการเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงมากกว่า 

นายจุรินทร์กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันจะต้องให้ความรู้ถึงผลข้างเคียงที่จะตามมา และทำความเข้าใจว่ามีความแตกต่างอย่างไรกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่เราฉีดมาเป็นเวลากว่า 10 ปี รวมทั้งการให้ความรู้ว่า วัคซีน 2 ล้านโด๊สที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้นำเข้ามานั้น มาจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศที่มีการผลิตวัคซีนนี้มากที่สุดในโลกในปัจจุบัน ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก และผ่านการขึ้นทะเบียนกับอย. และทุกโด๊สที่กระจายออกไปยังพื้นที่ต่าง ๆ จะต้องผ่านการตรวจสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์อีกครั้งโดยละเอียด 

นายจุรินทร์กล่าวต่ออีกว่า ในการให้บริการวัคซีน เป้าหมายสำคัญคือความปลอดภัยของผู้ได้รับการฉีด ได้เน้นให้โรงพยาบาลทุกแห่ง ปฏิบัติตามแนวทางมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด 6 ประการอย่างเคร่งครัด ได้แก่ 1. โรงพยาบาลจะต้องมีเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ในการช่วยเหลือผู้ป่วยหากเกิดอาการผิดปกติ เช่นเครื่องช่วยหายใจ 2.มีเจ้าหน้าที่ชี้แจงทำความเข้าใจก่อนให้บริการฉีดวัคซีน ถึงข้อมูลและผลข้างเคียง เพื่อให้ผู้รับบริการใช้ประกอบการตัดสินใจ 3.จะต้องตรวจสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงที่มารับบริการก่อน ว่าควรได้รับการฉีดวัคซีนในขณะนั้นหรือไม่ 4.หลังฉีดวัคซีน ผู้รับการฉีดจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของสถานพยาบาลนั้นอย่างใกล้ชิด อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง 5.มีระบบการติดตามอาการหลังฉีดของผู้รับบริการแต่ละราย และการประสานงานหากเกิดอาการข้างเคียงตามมา และ6.หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์เกิน 3 เดือนขึ้นไป จะต้องมีสูติแพทย์หรือพยาบาลผู้รับฝากครรภ์ ร่วมให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้รับบริการทุกราย 

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่รับบริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ตั้งแต่ 11 มกราคม  29 มกราคม 2553 รวม 125,670 ราย ประกอบด้วยบุคลากรการแพทย์ 84,099 ราย ผู้ป่วยเรื้อรัง 24,428 ราย หญิงตั้งครรภ์ 12,885 ราย คนอ้วน 3,166 ราย และผู้พิการ 807 ราย โดยจังหวัดที่มียอดการให้บริการค่อนข้างต่ำ 6 จังหวัด ได้แก่ อำนาจเจริญ 54 ราย ปทุมธานี 133 ราย สระแก้ว 202 ราย เลย 215 ราย และร้อยเอ็ด 250 ราย 

************************************* 4 กุมภาพันธ์ 2553 ]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30606]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-04 16:14:08]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ. อบรมหมอฝังเข็ม ช่วยลดอาการปวดผู้ป่วยโรคมะเร็ง ]]></title>
<description><![CDATA[กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จัดอบรมหมอฝังเข็ม ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อนำไปใช้บำบัด ลดอาการปวดและผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็ง เพิ่มทางเลือกให้ผู้ป่วยโรคมะเร็ง 

นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงทางเลือกของผู้ป่วยโรคมะเร็งว่า วันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันมะเร็งโลก ในฐานะที่รับผิดชอบดูแลกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้รับข้อมูลจากแพทย์หญิงวิลาวัณย์ จึงประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประชากรทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย เป็นโรคที่รักษายากและมีผลข้างเคียงจาการรักษามากมาย 

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อว่า ปัจจุบันพบว่าศาสตร์การแพทย์จีนด้านการฝังเข็ม เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก โดยองค์การอนามัยโลกให้การยอมรับว่า การฝังเข็มสามารถนำมารักษาโรคต่างๆ ที่ผ่านการพิสูจน์โดยการศึกษาวิจัยมาแล้ว 28 โรค และ 1 ใน 28 นี้ มีการฝังเข็มเพื่อรักษาอาการข้างเคียงของโรคมะเร็งจากการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัดรวมอยู่ด้วย จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วยโรคมะเร็งของไทยที่จะเลือกใช้ต่อไป 

ทั้งนี้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดยสถาบันการแพทย์ไทย-จีนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้จัดอบรมการฝังเข็ม เพื่อลดอาการปวดและผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็ง เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 2-4 กุมภาพันธ์ 2553 ที่โรงแรมนารายณ์ กทม. เพื่อให้แพทย์ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการฝังมาแล้ว ได้มีโอกาสเพิ่มความรู้ ทักษะ มีศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยวิธีการฝังเข็ม โดยมีศาสตราจารย์หลี่ อิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝังเข็ม จากมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ ซึ่งมีแพทย์สมัครเข้ารับการอบรมครั้งนี้ 35 คน 

ประเทศไทยได้จัดการอบรมแพทย์ฝังเข็มหลักสูตรพื้นฐานอย่างต่อเนื่องมา 12 ปี ผลิตแพทย์ฝังเข็มได้ประมาณ 1,200 คน ปัจจุบันการให้บริการฝังเข็มรักษาผู้ป่วยได้กระจายตามสถานพยาบาลอยู่ทั่วประเทศ แพทย์ส่วนหนึ่งมีประสบการณ์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยจำนวนมาก และเริ่มให้ความสนใจกับโรคที่การแพทย์ทางเลือก โดยเฉพาะการฝังเข็มจะมีบทบาทช่วยเสริมการรักษาแบบแผนปัจจุบันให้ดีขึ้น ถ้าสามารถนำการฝังเข็มมาช่วยเสริมการรักษา ผู้ป่วยมะเร็ง จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากขึ้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าว 

************************************* 4 กุมภาพันธ์ 2553 

]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30605]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-04 16:12:01]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[รมช.สธ.เร่งผลักดันตั้งธนาคารชีววิทยาศาสตร์ ที่กรมวิทย์ฯเพื่อพัฒนายา วัคซีนใช้ในประเทศ]]></title>
<description><![CDATA[รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบนโยบายการทำงานให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ยึดหลักพัฒนาองค์ความรู้ควบคู่กับคุณธรรม และพร้อมให้การสนับสนุนและผลักดันงานเร่งด่วน อาทิ โครงการสนองพระราชดำริ การพัฒนาห้องปฏิบัติการ การพัฒนาชุดทดสอบ จัดตั้งไบโอแบ็งค์ เพื่อพัฒนายาหรือวัคซีน และสร้างนวตกรรมทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ของประเทศไทยสู่สากล เป็นต้นแบบของภูมิภาคเอเชีย  

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์ 2553) นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และมอบนโยบายเป็นแนวทางการทำงาน 2 เรื่อง คือการพัฒนาองค์ความรู้ควบคู่กับคุณธรรม บูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานให้เกิดผลประโยชน์อย่างคุ้มค่า ซึ่งจะช่วยผลักดันให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย  

นางพรรณศิริกล่าวต่อว่า งานที่ผลักดันอย่างเร่งด่วน มี 7 เรื่อง ได้แก่ 1. โครงการสนองพระราชดำริในทุกพระองค์ เช่นโครงการแก้ปัญหาการขาดไอโอดีน พัฒนาไอคิวเด็กไทย 2.การพัฒนา วิจัย ให้จัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ นำงานวิจัยไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะสมุนไพร 3.การพัฒนาบุคลากรด้านขวัญกำลังใจ ให้ทำงานเต็มขีดความสามารถ 4.การส่งเสริมมาตรฐานและรับรองคุณภาพทางห้องปฏิบัติการ 5.การพัฒนาชุดทดสอบสารเคมี สารปนเปื้อนในอาหาร โดยให้อบต.มีส่วนร่วมในการทำงานคุ้มครองผู้บริโภคในระดับตำบล มีการเฝ้าระวังสิ่งปนเปื้อนอันตรายในอาหาร โดยใช้ชุดทดสอบภาคสนามของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งใช้ง่ายและสะดวก 6.ผลักดันโครงการจัดตั้งธนาคารชีววิทยาศาสตร์หรือไบโอแบงค์ จัดเก็บเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค นำไปสู่การพัฒนายาหรือวัคซีน   และตั้งโรงงงานผลิตวัคซีนระดับกึ่งอุตสาหกรรม เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์ผลิตวัคซีนใช้เองได้ในประเทศ โดยจะของบดำเนินการจากโครงการไทยเข็มแข็งในระยะที่ 2  เพื่อสร้างนวตกรรมทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ของประเทศไทยสู่สากล เป็นต้นแบบของภูมิภาคเอเชีย  และ 7.การประชาสัมพันธ์ผลงานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้เป็นที่รับรู้ของประชาชนอย่างกว้างขวาง

นางพรรณสิริกล่าวต่ออีกว่า สิ่งที่เป็นความก้าวหน้าของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ขณะนี้ ก็คือการจัดตั้งห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สารไดออกซิน (Dioxin) แห่งเดียวในประเทศ เพื่อตรวจหาสารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร เป็นการดูแลความปลอดภัยด้านอาหารแก่ประชาชน และส่งเสริมอุตสาหกรรมการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารของไทยสู่สากล เนื่องจากสารดังกล่าวมีอันตรายทำให้กล้ามเนื้อไม่มีแรง ประสาทการรับรู้ที่บริเวณปลายมือปลายเท้าสูญเสียหน้าที่ และก่อให้เกิดโรคมะเร็ง โดยจะสามารถเปิดให้บริการตรวจได้ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไป  

  *************************************  4 กุมภาพันธ์ 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30604]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-04 16:10:48]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[รมว.สธ.เร่งอย.และสภาเภสัชกรรม ตรวจสอบ และลงโทษร้านขายยาแก้ไอ ]]></title>
<description><![CDATA[วันนี้ (4 กุมภาพันธ์ 2553) ที่ บางกอก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอนด์ แอทเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้ากรณีเด็กนักเรียนที่กินยาแก้ไอเดกซ์โทรเมทอร์แฟน (Dextromethorphan) ว่า ขณะนี้เด็กนักเรียนอาการดีขึ้น และออกจากโรงพยาบาลไปแล้วหลายคน เหลือนอนในโรงพยาบาลแค่ 19 คน ซึ่งอาการผู้ป่วยทั้งหมดปลอดภัยแล้ว 

สำหรับผู้ที่ทำผิดกฎหมาย จะต้องดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด  โดยร้านเกมส์ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ขายยา  แต่ได้จำหน่ายยาให้เด็ก ซึ่งถือว่ามีความผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย  จากการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เบื้องต้นพบว่า ร้านที่ขายยาให้ร้านเกมส์ดังกล่าว ไม่มีบัญชีควบคุมยาอันตราย และขณะที่ขายยาพบว่าไม่มีเภสัชกรอยู่ประจำร้านด้วย 

          กระทรวงสาธารณสุขจะเร่งให้ความรู้ความเข้าใจแก่เด็ก เรื่องการใช้ยาเดกซ์โทรเมทอร์แฟน ซึ่งเป็นยาแก้ไอที่มีฤทธิ์กดประสาทเล็กน้อย เพื่อระงับอาการไอ หากกินมากจะง่วงซึม มึนงง และอาเจียน พร้อมกันนี้ครู และผู้ปกครอง จะต้องช่วยกันเฝ้าระวัง ติดตามพฤติกรรมของเด็กด้วย นายจุรินทร์ กล่าวในที่สุด

          ทางด้านนายแพทย์พิพัฒน์  ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยากล่าวว่า ยาเดกซ์โทรเมทอร์แฟน เป็นยาแก้ไอที่มีฤทธิ์กดประสาท  เพื่อระงับอาการไอ หากกินมากจะง่วงซึม มึนงง และอาเจียน เป็นยากลุ่มที่มีฤทธิ์อันตรายที่ต้องควบคุมพิเศษ ต้องมีทะเบียนควบคุมการจำหน่าย โดยต้องมีรายชื่อผู้ชื้อและจำนวนการซื้อแต่ละครั้ง  โดยยาดังกล่าวต้องจำหน่ายโดยเภสัชกรเท่านั้น หากร้านขายยาจำหน่ายยาดังกล่าวโดยไม่มีเภสัชกร มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนเภสัชกรที่มีชื่อประจำร้านก็จะมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และจะส่งเรื่องให้สภาเภสัชกรรมดำเนินเอาผิดทางจริยธรรม เพิกถอนใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ  และร้านขายยาที่ไม่ได้ทำทะเบียนคุมการจำหน่ายมีโทษปรับและ 10,000 บาท ทั้งนี้ รายขายยาจะต้องส่งทะเบียนการจำหน่ายยาควบคุมให้หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค ของสำนักงานสาธารณสุขแต่ละจังหวัดทุก 3 เดือน

          นายแพทย์พิพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้เร่งให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนเรื่องการใช้ยาทั้งประโยชน์และโทษของยาที่เป็นอันตราย เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ที่ถูกต้องในการเลือกใช้ยาและเข้าถึงอย่างทั่วถึง     

      ******************************      4 กุมภาพันธ์ 2553


]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30601]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-04 15:33:10]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ. จับมือ 5 หน่วยงานจัดประชุมวิชาการนานาชาติ เตรียมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางความรู้เรื่องโรคอ้วนระดับภูมิภาค]]></title>
<description><![CDATA[
	วันนี้(4 กุมภาพันธ์ 2553) ที่บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอทเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ เรื่องการลดน้ำหนักตัวจากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดสุดท้าย  Obesity Summit 2010 : Weight Reduction from A-Z ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ 2553 โดยมีแพทย์ และนักโภชนาการจากทุกภูมิภาคทั่วโลก มาร่วมประชุม  400 คน  ซึ่งจะช่วยยกระดับ เพิ่มทักษะของแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความรู้ในการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคอ้วนและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้มาตรฐานคลินิกลดน้ำหนักในประเทศไทยดีขึ้น
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า คณะแพทยศาสตร์จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศิริราชพยาบาล และ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อส่งเสริมความรู้ทางวิชาการด้านโรคอ้วนและอ้วนลงพุงให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ มุ่งเน้นคุณภาพการรักษาพยาบาลควบคู่ไปกับคุณภาพทางด้านบริการ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านวิชาการ การดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะอ้วนและอ้วนลงพุงในระดับภูมิภาค เป็นการต่อยอดนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพของภูมิภาคหรือเมดิคอล ฮับ (Medical Hub) ยกระดับมาตรฐานการดูแลและส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในประเทศ เป็นต้นแบบการดูแลรักษาสุขภาพให้กับประเทศต่างๆในภูมิภาค
 
นายจุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้ความรู้การรักษาโรคอ้วนแบบครบวงจร ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ในการจัดการกับโรคอ้วนอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่เรื่องของน้ำหนัก การรักษาด้วยโภชนบำบัด การรักษาด้วยยา การผ่าตัดกระเพาะอาหาร เลเซอร์ การจัดการกับความเครียด และรักษา รวมถึงการป้องกันโรคอ้วน ถือเป็นการมาตรการการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เนื่องจากโรคอ้วนเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจและความดันโลหิต 

ทั้งนี้การให้ความสำคัญในเรื่องการควบคุมน้ำหนัก ส่งผลต่อการเกิดการพัฒนาด้านเวชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น อาหารแปรรูป ยาจากสมุนไพร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ และอาหารเสริมต่างๆ ที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์ ลดการนำเข้า ยังเป็นการส่งเสริมการส่งออก และที่สำคัญเพื่อนำมาประกอบกับคุณภาพมาตรฐานการรักษาโรคอ้วนแล้ว ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพของประเทศในการเดินหน้าเป็นศูนย์กลางสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพของภูมิภาค ซึ่งในปีนี้กระทรวงสาธารณสุขจะเริ่มรณรงค์โครงการแก้ปัญหาโรคอ้วนเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาส 84 พรรษา รวมถึงจะมุ่งเน้นในการดูแลเรื่องความดันโลหิต เบาหวาน ที่จะมีผลตามมาจากโรคอ้วนด้วย นายจุรินทร์ กล่าวในที่สุด

อนึ่งจากรายงานขององค์การอนามัยโลกล่าสุด ระบุว่า โรควิถีชีวิตโดยเฉพาะโรคอ้วน กำลังเป็นสาเหตุก่อให้เกิดการป่วยและเสียชีวิตหลายโรค ที่สำคัญได้แก่ โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง  โดยเป็นสาเหตุการตายของคนในประเทศกำลังพัฒนาร้อยละ 66 ของการตายทุกสาเหตุ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างน่าวิตก โดยสาเหตุที่ทำให้คนอ้วนเกิดจากการบริโภคอาหารไม่เหมาะสม เช่น กินอาหารรสหวาน มัน เค็มเพิ่มขึ้น แต่กินผักผลไม้น้อย และขาดการออกกำลังกาย   โรคดังกล่าวมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อระบบเศรษฐกิจโลก มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง 	        

องค์การอนามัยโลกรายงานล่าสุดในปีพ.ศ. 2548 ประชากรโลกอายุ 15 ปี ขึ้นไปน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานจำนวน 1,600 ล้านคน และมีผู้ใหญ่อ้วนมากถึง 400 ล้านคน ส่วนในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี พบน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ประมาณ 20 ล้านคน โดยปัญหานี้จะเพิ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2558 ทั่วโลกจะมีผู้ใหญ่น้ำหนักตัวเกินมาตรฐานประมาณ 2300 ล้านคน และมีคนอ้วนประมาณ 700 ล้านคน 
      
สำหรับประเทศไทยคนไทย ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาพบว่า ในกลุ่มอายุ 20-29 ปี มีภาวะโรคอ้วนเพิ่มเกือบ 7  เท่าตัว จากร้อยละ 3  เป็นร้อยละ 21  ในกลุ่มอายุ 40-49 ปี อ้วนเพิ่มขึ้นเกือบ 2  เท่าตัว ล่าสุด ผลการสำรวจภาวะอ้วนลงพุงในประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ ในปี 2551 ของกรมอนามัย พบว่า เพศชายมีรอบเอวเกินมาตรฐานคือ ตั้งแต่ 90 เซนติเมตรขึ้นไปร้อยละ 34  และเพศหญิงรอบเอวตั้งแต่ 80 เซนติเมตรขึ้นไปร้อยละ 58  เนื่องจากมีไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินไป  ทำให้เป็นโรคอ้วนลงพุงหรือที่เรียกว่าเมตาบอลิก ซินโดรม (Metabolic Syndrome) ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และระดับไขมันในเลือดสูง เสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น โดยรอบเอวที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 เซนติเมตร จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นเบาหวาน 3-5 เท่า

ทั้งนี้ นักวิชาการจากเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ร่วมกับกรมอนามัย ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคขนมและเครื่องดื่มของเด็กใน 24 ชั่วโมง จากเด็ก 5,764 คน ใน 143 โรงเรียน และศูนย์เด็กเล็ก 9 แห่ง ใน 24 จังหวัด ในปี 2549-2550 พบว่า เด็กบริโภคขนม เครื่องดื่ม ทั้งสิ้น 27,771 รายการ โดยดื่มน้ำอัดลมเฉลี่ยคนละ 1 กระป๋องต่อวัน  และขนมกรุบกรอบคนละ 2-3 ห่อต่อวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นชนวนที่จะก่อโรคอ้วนในเด็กไทยในอนาคต
จากการสำรวจพฤติกรรมการออกกำลังกายของประชากร พ.ศ.2550 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบประชากรอายุ 11 ปีขึ้นไปที่มีทั้งหมด 16.3 ล้านคน ออกกำลังกายร้อยละ 29.6 โดยกลุ่มอายุที่ออกกำลังกาย   มากที่สุดคือ วัยทำงานอายุ 25-29 ปีคิดเป็นร้อยละ 40.3 รองลงมาอายุ 15.24 ปีร้อยละ 29.3 และ 11-14 ปี ร้อยละ 18.4
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30592]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-04 12:57:41]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ ขอสนับสนุนงบเพิ่ม เป็นทุนการผลิตพยาบาล 3,000 คนภาคใต้]]></title>
<description><![CDATA[นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอของบประมาณฉุกเฉินจากงบกลาง ใน ปี 2553 เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาพยาบาลในโครงการผลิตพยาบาลวิชาชีพเพิ่มเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 3,000 คน ได้รับอนุมัติงบประมาณจำนวน 13,560,000 บาท จนเสร็จสิ้นโครงการในปี 2555 

ในปัจจุบัน มีงบประมาณเพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่นักศึกษาพยาบาลในโครงการผลิตพยาบาลวิชาชีพเพิ่มเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 3,000 คน  คนละ 30,000 บาทต่อปี เป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดของนักศึกษา ได้แก่ ตำราเรียน ชุดฝึกงาน ค่าที่พักและอาหาร ซึ่งไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องขอเพิ่มเป็น 35,900 บาทต่อคนต่อปี ต้องใช้งบประมาณเพิ่มประมาณ 18 ล้านบาท 

 ทั้งนี้ นักศึกษาในโครงการดังกล่าวกำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 3 ในวิทยาลัยพยาบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข  25  แห่งทั่วประเทศ โดยนักศึกษาในโครงการดังกล่าวจะสำเร็จการศึกษาและปฏิบัติงานชดใช้ทุนในพื้นที่ ประมาณเดือนเมษายน 2555 ซึ่งจะทำให้โรงพยาบาลใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสตูล มีอัตรากำลังเพิ่มขึ้นและให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งขณะนี้ สำนักงบประมาณได้ให้ความเห็นชอบงบประมาณก้อนดังกล่าวเรียบร้อยแล้วนายจุรินทร์กล่าว

 **********************************  4 กุมภาพันธ์ 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30583]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-04 09:40:09]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ สั่งการด่วน  ส่งแพทย์ด้านระบาดวิทยา 2 คน ลงสอบสวนเหตุเด็กนักเรียน
วัดท่าพระกินขนมแล้วอาเจียน]]></title>
<description><![CDATA[จากกรณีที่เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนวัดท่าพระ ซึ่งอยู่ในซอยจรัลสนิทวงศ์ 4 จำนวน กว่า 50 คน มีอาการอาเจียน เวียนศีรษะอย่างรุนแรง หลังกินขนมคล้ายยาแก้แพ้เข้าไป ส่งเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลบางไผ่ และโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน 

ความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ส่งแพทย์ด้านระบาดวิทยา และนักวิชาการจากสำนักระบาดวิทยา จำนวน 2 คน ลงไปสอบสวนโรคร่วมกับทีมของกทม. ที่โรงเรียนวัดท่าพระเป็นการด่วน และสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ลงไปตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่เด็กกินเข้าไป พร้อมเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่ามีสิ่งปนเปื้อนอันตรายหรือไม่ และเป็นอาหารที่ได้มาตรฐานหรือไม่ ผ่านการขึ้นทะเบียน อย.หรือไม่ หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็จะมีโทษตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 

นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ล่าสุดเวลา 15.00 น. เด็กนักเรียนที่มีอาการป่วยทุกรายอาการปลอดภัยแล้ว ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะติดตามอาการทุกวัน เพื่อสอบสวนโรคต่อไป ทั้งนี้ ขอย้ำเตือนให้ครูโรงเรียนต่างๆ ช่วยตรวจสอบ กวดขันร้านค้าที่จำหน่ายอาหารและขนม หากเป็นขนมที่มาจากโรงงานขอให้เข้มงวดในเรื่องมาตรฐาน อย. ขนมทุกซองต้องมีตรา อย. กำกับ เพื่อแสดงถึงความปลอดภัย หากขนมเหล่านี้ไม่มีตรา อย. ขอให้แจ้งสายด่วน 1556 เพื่อกวาดล้าง คุ้มครองความปลอดภัยให้เด็ก จะได้ปลอดภัยจากอาหารไม่ได้มาตรฐาน

ด้านนายแพทย์พิพัฒน์  ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบที่โรงเรียนท่าพระ สอบถามเด็กนักเรียนพบว่า เด็กส่วนใหญ่ซื้อยาดังกล่าวมาจากร้านเกมส์ โดยร้านเกมส์ได้ให้ข้อมูลว่าซื้อจากร้านขายยา จึงตามไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กองยา พบว่าเป็นยาแก้ไอเดกซ์โทรเมทอร์แฟน (Dextromethorphan) ซึ่งเป็นยาแก้ไอที่มีฤทธิ์กดประสาทเล็กน้อย เพื่อระงับอาการไอ หากกินมากจะง่วงซึม มึนงง และอาเจียน ต้องมีทะเบียนยาควบคุมการจำหน่าย และจำหน่ายโดยเภสัชกร ขณะนี้ กำลังตรวจสอบใบอนุญาตจำหน่ายยา และทะเบียนคุมยา  

**********************************  3 กุมภาพันธ์ 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30582]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-03 17:29:32]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[รมว.จุรินทร์ แบ่งงานให้ รมช.พรรณสิริ ดูแล 6 หน่วยงานในสธ. ]]></title>
<description><![CDATA[นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงสาธารณสุข เป็นกระทรวงขนาดใหญ่ มีบทบาทหน้าที่ในการดูแลเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัยของประชาชนทั่วประเทศ เพื่อให้การดำเนินนโยบายต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 182/ 2553 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2553 แบ่งงานให้นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดูแลรับผิดชอบ มีอำนาจสั่งการ กรม ส่วนราชการ และหน่วยงานในกำกับของกระทรวงสาธารณสุข รวม 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมควบคุมโรค กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมสุขภาพจิต สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์กรมหาชน) รวมถึงการดำเนินการด้านรัฐสภาเกี่ยวกับการตอบกระทู้ถาม ญัตติการชี้แจงร่างพระราชบัญญัติ หรือเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานของส่วนราชการที่ได้รับมอบหมายให้ดูแล 

	ส่วนตนเองจะกำกับดูแล 10 หน่วยงานได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ กรมอนามัย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และหน่วยงานในกำกับของกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ องค์การเภสัชกรรม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) นายจุรินทร์กล่าว

 **********************************  3 กุมภาพันธ์ 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30574]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-03 13:39:06]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[รมว.สธ.นัดวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศพรุ่งนี้ ย้ำมาตรการรณรงค์ให้กลุ่มเสี่ยงมาฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 โดยสมัครใจ  ]]></title>
<description><![CDATA[เช้าวันนี้ (3 กุมภาพันธ์ 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีสื่อมวลชนเสนอข่าวโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แพร่ระบาดที่สำนักงานกทม. ว่า ขณะนี้สถานการณ์ที่ศาลาว่าการ กทม. เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และในวันพรุ่งนี้ (4 กุมภาพันธ์ 2553) เวลา 10.30 น. จะประชุมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ที่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อเน้นย้ำมาตรการรณรงค์การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 โดยสมัครใจ และมาตรการปฏิบัติ 6 ข้อที่ต้องนำมาใช้ในการบริการฉีดวัคซีน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้รับบริการเป็นหลัก 

ทั้งนี้ 6 มาตรการดังกล่าว ได้แก่ 1.ในการฉีดวัคซีนนั้น โรงพยาบาลจะต้องมีเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ในการช่วยเหลือผู้ป่วยหากเกิดอาการผิดปกติ เช่นเครื่องช่วยหายใจ 2.มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ที่จะรับการฉีดวัคซีน ถึงผลข้างเคียงและรายละเอียดอื่นๆ ให้ครบถ้วนก่อนจะให้บริการ 3.จะต้องตรวจสุขภาพของผู้มารับบริการก่อน ว่าควรได้รับการฉีดวัคซีนในขณะนั้นหรือไม่ 4.หลังจากฉีดอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ผู้รับการฉีดจะต้องอยู่ที่โรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด  5.มีระบบการติดตามอาการหลังฉีดหลังจากนั้นช่วงระยะเวลาหนึ่ง และ6.สำหรับสตรีตั้งครรภ์ ซึ่งอยู่ใน 5 กลุ่มเสี่ยงที่จะรับการฉีดวัคซีน ต้องมีสูติแพทย์หรือพยาบาลที่รับฝากครรภ์ ให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในระดับสูงสุด ก่อนตัดสินใจฉีดวัคซีนให้ 

ด้านนายแพทย์ศิริวัฒน์  ทิพย์ธราดล  รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์การระบาดโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ศาลาว่าการ กทม. พบว่า มีข้าราชการประมาณ 95 คน ป่วยไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่ง โดยผลการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการพบเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 จำนวน 1 ราย แสดงว่าการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ในระลอกที่ 2 เป็นความจริงตามที่เราได้คาดการณ์ไว้ โดยเกิดการระบาดเป็นจุดๆ ในกรุงเทพ โรงพยาบาล และต่างจังหวัด 

สำหรับผลการตรวจสอบว่ากรณีหญิงตั้งครรภ์ที่มีปัญหาหลังฉีดวัคซีน ได้ผลสรุปว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 กระทรวงสาธารณสุขจะเดินหน้าฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ในกลุ่มเสี่ยงต่อไป ตามนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้ไว้ เสริมมาตรการเรื่องให้ข้อมูลความรู้เรื่องวัคซีนในกลุ่มผู้มารับบริการ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ จะให้ข้อมูล คำปรึกษาแนะนำเพิ่มเติม  และติดตามเฝ้าระวังเรื่องผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งเพิ่มการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้กลุ่มเสี่ยงมารับการฉีดวัคซีนให้มากขึ้นต่อไป

	ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์โรคในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 25 - 31 มกราคม 2553 ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดสะสมผู้เสียชีวิต 198 รายเท่าเดิม ยังพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มๆ ประมาณ 20-30 ราย สามารถวินิจฉัยและควบคุมจำกัดวงการแพร่ระบาดโรคได้ 

****************************************  3 กุมภาพันธ์ 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30573]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-03 13:38:02]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ สั่งคุมเข้มการใช้สารทำให้หน้าขาว กลูต้าไธโอน ในสถานพยาบาลคลินิกเสริมความงาม ย้ำเตือนอันตรายประชาชนที่ฉีด อาจแพ้รุนแรง เสียชีวิตได้  ]]></title>
<description><![CDATA[เช้าวันนี้ (3 กุมภาพันธ์ 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  พร้อมด้วยนายแพทย์พิพัฒน์  ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา    และนายแพทย์นรา นาควัฒนกุล อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แถลงข่าวเกี่ยวกับความคืบหน้าของการดำเนินคดีกรณีการลักลอบฉีดสารกลูต้าไธโอนช่วยทำให้หน้าขาว ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดำเนินการจับกุมเมื่อเย็นวานนี้ 

นายจุรินทร์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาเนื่องจากการให้บริการทำให้ผิวหน้าขาว ถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และเป็นอันตรายหากเกิดผลข้างเคียง เช่น ทำให้ผิวหนังแดง ความดันโลหิตต่ำ หอบหืดเฉียบพลัน   หากมีอาการแพ้รุนแรงจะตัวบวม  หลอดลมตีบ  หายใจติดขัด และอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงได้ติดตามการใช้สารดังกล่าวอย่างใกล้ชิดในช่วงที่ผ่านมา และเป็นนโยบายชัดเจนว่า กรณีที่สถานเสริมความงามหลายแห่ง รวมทั้งคลินิกความงาม มีการกระทำผิดกฎหมาย จะดำเนินการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค 

สำหรับการพัฒนาการให้บริการที่ผิดกฎหมาย ทั้งในรูปของรถโมบาย ให้บริการในรถ รวมทั้งการโฆษณาทางเคเบิลทีวี กระทรวงสาธารณสุขกำลังติดตามเรื่องนี้อยู่ จึงขอเรียนให้ทราบว่า การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย คือ 1.ผิดพระราชบัญญัติยา คือลักลอบขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา  2.พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ มีความผิดประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนรับอนุญาต  3.ผิดพระราชบัญญัติสถานพยาบาล โดยดำเนินกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต และ4.ผิดตามพ.ร.บ.อาหารโดยจำหน่ายอาหารเสริมที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย.    ทั้งหมดนี้ขอฝากเตือนผู้ที่คิดจะไปรับบริการว่าไม่ควรไป เพราะเป็นการใช้สารฉีดที่ผิดกฎหมาย    

นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ปกติสารนี้จะใช้รักษาโรคมะเร็งในตับ ตับอักเสบ อย่างไรก็ตาม นอกจากผิดกฎหมายแล้ว ยังเป็นอันตรายกับตัวผู้รับบริการด้วย ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร ไปยังสถานพยาบาลและคลินิกเสริมความงามทั่วประเทศ ให้เคร่งครัดในเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมาย คือห้ามใช้สารกลูต้าไธโอนเพื่อการเสริมความงาม กระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสร้องเรียนการกระทำลักษณะนี้ได้ ที่สายด่วนอย. 1556 หรือต่างจังหวัดแจ้งที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ 

ทางด้านนายแพทย์พิพัฒน์  ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา  กล่าวว่า อย.ยังไม่ได้รับขึ้นทะเบียนสารกลูต้าไธโอน สารที่มีใช้ในขณะนี้ถือว่าเป็นการลักลอบผิดกฎหมาย ยังไม่มีตัวเลขการลักลอบที่ชัดเจน  ข้อมูลที่มีได้จากคำบอกเล่าจากที่ผู้รับบริการฉีดแล้วเกิดอาการแพ้ จึงไม่กล้าเปิดเผยตัว ส่วนที่เคยเห็นการโฆษณาทางเคเบิลทีวี  อย.ได้ดำเนินการลงโทษปรับ และให้หยุดโฆษณาแล้ว  
ค่านิยมการฉีดสารให้หน้าขาวสวย ในกลุ่มวัยรุ่นขณะนี้น่ากลัวมาก ยิ่งการฉีดในรถจะมีอันตรายมาก    เนื่องจากผู้ที่ฉีดไม่มีความรู้  การป้องกันใบหน้าดำมีวิธีที่ปลอดภัยหลายวิธีเช่น ใช้ครีมกันแดด กินอาหารครบ 5 หมู่  นายแพทย์พิพัฒน์กล่าว 

ทั้งนี้ ในปี 2552 อย.ได้จับกุมการนำเข้าสารกลูต้าไธโอนที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้วจำนวน 10,000 หลอด แต่ก็ยังมีการลักลอบนำเข้ามาใช้อยู่                                                              

ทางด้านนายแพทย์นรา นาควัฒนกุล อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า การประกอบวิชาชีพเวชกรรมจะต้องขึ้นทะเบียนอนุญาต และต่อใบอนุญาตทุก 2 ปี การเปิดดำเนินการจะต้องมีใบอนุญาตและมีรูปผู้รับอนุญาตติดไว้ที่สถานพยาบาล ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่า เป็นสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ให้บริการเป็นแพทย์จริง หากไม่มีใบอนุญาตก็ถือว่าเป็นสถานพยาบาลเถื่อน และเป็นหมอเถื่อน  ดังนั้นหากประชาชนพบเห็นสถานพยาบาลเถื่อน หมอเถื่อนซึ่งไม่ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่กองการประกอบโรคศิลปะ  โทรศัพท์  0 2590 1997 ต่อ 601  ขณะนี้ในกทม.มีสถานพยาบาลและคลินิกเสริมความงาม 160 แห่ง ได้สุ่มตรวจเป็นระยะ และเชิญผู้ประกอบวิชาชีพด้านนี้ เพื่อให้ความรู้ในเรื่องมาตรฐาน ความปลอดภัยต่อผู้ใช้บริการ 

สำหรับการฉีดสารกลูต้าไธโอนเพื่อทำให้หน้าขาวนั้น เป็นการฉีดตามความเชื่อ ยังไม่มีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง หรืองานวิจัยสนับสนุน ดังนั้นกรมสนับสนุนบริการสุขภาพจะประสานงานกับแพทยสภา เพื่อช่วยตรวจสอบมาตรฐานว่าการฉีดสารนี้ได้ผลจริงหรือไม่  

 *****************************************    3 กุมภาพันธ์ 2553  ]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30572]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-03 13:36:42]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ผู้เชี่ยวชาญสรุปเหตุหญิงตั้งครรภ์มีปัญหาหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 จำนวน 6 ราย ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน สธ.เร่งรณรงค์ให้กลุ่มเสี่ยงมารับบริการด้วยความสมัครใจ ]]></title>
<description><![CDATA[วันนี้ (2 กุมภาพันธ์ 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พญ.สุจิตรา นิมมานนิตย์ ประธานคณะกรรมการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุข และคณะ ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าผลการตรวจสอบกรณีหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นประเด็นปรากฏในสื่อมวลชนว่า พบปัญหาภายหลังได้รับการฉีดวัคซีน 

นายจุรินทร์กล่าวว่า ในวันนี้ คณะกรรมการฯชุดแพทย์หญิงสุจิตรา ได้ข้อสรุปว่าทั้ง 6 รายที่เป็นข่าวนั้นไม่น่าจะเกิดจากการฉีดวัคซีน โดยรายที่จังหวัดสกลนคร เด็กเสียชีวิต แม่ปลอดภัย ตรวจสอบพบว่าแม่มีอาการครรภ์เป็นพิษ รายที่จังหวัดพัทลุงและที่จังหวัดมหาสารคาม หลังฉีดแม่มีอาการหายใจติดขัด และกรณีที่อยู่ในความสนใจของสื่อมวลชนเป็นพิเศษคือรายที่รพ.วชิระ เด็กเสียชีวิต แม่ปลอดภัย และที่จังหวัดสตูล 2 ราย รายแรกแม่ล้มศีรษะฟาดพื้น ขณะนี้ทั้งแม่และเด็กปลอดภัย เด็กมีน้ำหนักตัวน้อยยังอยู่ในตู้อบ ส่วนรายที่ 2 เด็กเสียชีวิตในท้องแม่ ขณะนี้คลอดแล้ว จากการตรวจชันสูตรศพเด็ก และข้อมูลทั้งหมดพบว่าแม่สูบบุหรี่มวนใบจาก และพ่อสูบกัญชา จึงมีผลกับเด็กในครรภ์ 

นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า วานนี้คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการแพทย์ ซึ่งคณะกรรมการชุดใหญ่ ที่มีพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการฯ ที่มีนพ.ประเสริฐ ทองเจริญ เป็นประธาน ได้ประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางที่ควรดำเนินการเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้ให้คำแนะนำว่า 1.ไม่ควรชะลอการดำเนินการ เพราะตัวเลขที่ตรวจพบในขณะนี้ที่คิดว่าจะเป็นปัญหานั้น ไม่ได้มีความรุนแรงหรือมีจำนวนมากกว่าการฉีดวัคซีนตามปกติที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน 2.ควรเน้นการรณรงค์ให้กลุ่มเสี่ยงมารับการฉีดวัคซีนโดยสมัครใจ และ 3.ควรมุ่งเน้นการให้ความรู้แก่ประชาชน ให้เกิดความเข้าใจว่าการให้วัคซีน แม้จะเป็นวัคซีนที่ให้ตามปกติจะมีผลข้างเคียงอย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ 

และ4.สำหรับการฉีดวัคซีน ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้โดยเคร่งครัด 6 ข้อ ได้แก่ 1.ในการฉีดวัคซีนนั้น โรงพยาบาลจะต้องมีเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ในการช่วยเหลือผู้ป่วยหากเกิดอาการผิดปกติ เช่นเครื่องช่วยหายใจ 2.มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ที่จะรับการฉีดวัคซีน ถึงผลข้างเคียงและรายละเอียดอื่นๆ ให้ครบถ้วนก่อนจะให้บริการ 3.จะต้องตรวจสุขภาพของผู้มารับบริการก่อน ว่าควรได้รับการฉีดวัคซีนในขณะนั้นหรือไม่ 4.หลังจากฉีดอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ผู้รับการฉีดจะต้องอยู่ที่โรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด 5.มีระบบการติดตามอาการหลังฉีดหลังจากนั้นช่วงระยะเวลาหนึ่ง และ6.สำหรับสตรีตั้งครรภ์ ซึ่งอยู่ใน 5 กลุ่มเสี่ยงที่จะรับการฉีดวัคซีน ต้องมีสูติแพทย์หรือพยาบาลที่รับฝากครรภ์ ให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในระดับสูงสุด ก่อนตัดสินใจฉีดวัคซีนให้ 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำว่า ควรเดินหน้ารณรงค์ให้ฉีดวัคซีนโดยสมัครใจต่อไป เนื่องจากเป็นมาตรการป้องกัน ที่เป็นประโยชน์มากกว่าการตามแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดการแพร่ระบาด ซึ่งผลที่เกิดขึ้นจะรุนแรงและสร้างความเสียหายมากกว่า โดยจะทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงทั้ง 5 กลุ่ม ซึ่งทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่าควรดำเนินการต่อไป นายจุรินทร์กล่าว 

ด้านแพทย์หญิงสุจิตรา นิมมานนิตย์ ประธานคณะกรรมการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คณะกรรมการพิจารณาปฏิกิริยาข้างเคียงหลังการฉีดวัคซีน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทุกแขนง เช่นแพทย์ด้านโรคติดเชื้อ สูติแพทย์ กุมารแพทย์ ร่วมพิจารณา โดยรายแรกกรณีที่รพ.วชิระ เป็นคุณแม่อายุ 38 ปี หลังจากฉีดวัคซีนแล้วก็มีอาการเวียนศีรษะเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อย 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ของอาการที่เกิดขึ้น ประมาณครึ่งชั่วโมงอาการหายไป หลังจากนั้น 5 วันรู้สึกว่าเด็กไม่ค่อยดิ้น ยังไม่ได้ไปพบแพทย์ทันที ไปพบเมื่อเด็กไม่ดิ้นแล้วประมาณ 12 ชั่วโมง หลังจากทำคลอด ตรวจพบเด็กทารกมีจุดเลือดออกตามตัว และมีเลือดออกในสมอง แสดงว่าเด็กขาดออกซิเจน จากการตรวจลักษณะของรกเด็กด้วยตาเปล่า รกมีลักษณะที่ขาดเลือดไปเลี้ยงเช่นกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลตรวจจากกล้องจุลทรรศน์ เพื่อดูรายละเอียดความสมบูรณ์ของรก ว่ารกมีปัญหาหรือไม่ โดยสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นกับรายนี้มีความสัมพันธ์กับวัคซีนน้อยมาก อย่างไรก็ดี แม่รายนี้ตั้งครรภ์ที่ 3 โดย ครรภ์แรกแท้ง ครรภ์ที่ 2 เป็นแฝด เสียชีวิตตอนคลอด 1 คน รอดชีวิต 1 คน 

สำหรับที่จังหวัดสตูล 2 ราย รายที่ 1 อายุครรภ์ 33 สัปดาห์แม่อายุ 32 ปี หลังจากฉีดวัคซีนแม่มีอาการเวียนศีรษะเล็กน้อย จากนั้นอาการหายไป รุ่งขึ้นไปทำงานในสวนยางตามปกติและหกล้ม พบว่ามีเลือดออกในสมอง ตามที่แพทย์โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุและผ่าตัดคลอดทารก น้ำหนัก 1,800 กรัม น้ำหนักตัวน้อย ขณะนี้ทั้งแม่และลูกปลอดภัย แต่เด็กน้ำหนักตัวน้อยแพทย์จึงให้ออกซิเจน สรุปได้ว่า รายนี้ส่าเหตุการณ์ชัก เกิดจากเลือดออกในสมอง ไม่เกี่ยวกับวัคซีน รายที่ 2 อายุครรภ์ 29 สัปดาห์ แม่อายุ 33 ปี แม่สูบบุหรี่มวนใบจาก พ่อสูบกัญชา ซึ่งปัญหานี้ส่งผลต่อลูกในท้อง ทำให้การเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์ผิดปกติ ซึ่งเด็กที่คลอดออกมาน้ำหนัก 1,000 กว่ากรัมเมื่อเทียบกับอายุครรภ์พบว่าค่อนน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ จึงคิดว่าน่าจะเป็นผลจากการสูบบุหรี่และกัญชาด้วย 

รายที่จังหวัดสกลนคร แม่อายุ 22 ปี อายุครรภ์ 27 สัปดาห์ แม่มีน้ำหนักตัวมาก ค่าดัชนีมวลกาย 35 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์อ้วน เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่จึงเสี่ยงมาก ปอดอักเสบ มีปัญหาการหายใจ และมีความดันโลหิตสูง มีไข่ขาวในปัสสาวะ แสดงถึงมีปัญหาครรภ์เป็นพิษอ่อนๆ และยังเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งหากไม่ฉีดวัคซีนลูกในครรภ์ก็มีโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตอยู่แล้ว จึงไม่เกี่ยวกับการฉีดวัคซีน 

ทั้งนี้ มีการศึกษาผลข้างเคียงหลังการฉีดวัคซีนเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าวัคซีนทำให้เกิดปัญหาต่อรกหรือเด็กในครรภ์ จากการวิเคราะห์ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 ในประเทศไทย 30,000 กว่าราย เป็นหญิงตั้งครรภ์ 96 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 12 ราย หรือประมาณร้อยละ 12 จึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีนให้และเป็นกลุ่มที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญในระดับต้นๆ แต่ในการฉีดจะต้องเพิ่มความระมัดระวัง ว่ามีอาการผิดปกติใดๆในครรภ์ เช่น เด็กดิ้นน้อยลงหรือไม่ 

ทางด้านนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในแต่ละปีมีหญิงตั้งครรภ์ที่แท้งประมาณร้อยละ 0.5-0.8 คาดว่าจะมีเด็กตายในครรภ์ประมาณ 4,000  5,000 ราย โดยหญิงที่มีอายุครรภ์ 3 เดือนขึ้นไป ที่ต้องฉีดวัคซีนประมาณ 5 แสนคน เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเกิดปัญหาเด็กตายในครรภ์จึงมีอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้รับการฉีดวัคซีนก็ตาม ดังนั้นหากหญิงตั้งครรภ์ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ระบาดในระลอก 2 จะมีโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตได้ทั้งแม่และลูก 

***************************************** 2 กุมภาพันธ์ 2553 ]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30563]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-02 19:25:00]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ. ชี้อันตราย เมล็ดสบู่ดำ มีสารพิษ ห้ามกินอย่างเด็ดขาด  พิษอาจถึงตาย]]></title>
<description><![CDATA[โฆษกกระทรวงสาธารณสุข    เตือนภัย เมล็ดสบู่ดำ มีสารพิษอันตราย  พิษอาจถึงตาย       ห้ามนำมากินอย่างเด็ดขาด เนื่องจากในเมล็ดมีสารพิษเรียกว่าเคอซิน ทำให้เกิดอาการท้องเสีย อาจถึงตาย ขอให้ผู้ปกครองให้ระมัดระวังลูกหลาน ขณะนี้มีรายงานมีเด็กนักเรียนที่ลพบุรี ได้รับพิษไปกว่า 10 ราย แพทย์รักษาทัน

จากที่มีข่าวเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเมืองใหม่ชะลอราษฎร์รังสฤษฎ์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามศาลากลางจังหวัดลพบุรี  จำนวนกว่า 10 ราย  ถูกนำส่งโรงพยาบาล เมื่อช่วงเย็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553  เนื่องจากมีอาการอาเจียน ปวดท้อง ภายหลังกินเมล็ดสบู่ดำ ซึ่งแพทย์ได้ล้างท้อง จนอาการปลอดภัยทุกรายแล้ว   
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว  วันนี้ (2 กุมภาพันธ์ 2553) นายแพทย์สุพรรณ  ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะพบได้ทุกปี สบู่ดำเป็นไม้พื้นบ้าน มักนิยมปลูกเป็นแนวรั้วบ้าน ชาวบ้านเรียกว่ามะเยา สบู่ขาว มะหัว มะหุ่งฮั้ว สลอดป่า มะหุ่งเทศ ละหุ่งเทศ มาเคาะ ชาวเขมรเรียกว่ากะแย  โดยเปลือกลำต้นและใบของสบู่ดำ มีประโยชน์ทางการแพทย์ เปลือกสามารถนำมาต้มใช้รักษาโรคกระเพาะอาหาร สมานแผล แก้เหงือกอักเสบ ส่วนใบของสบู่ดำทำเป็นยาชงแก้ไอ ทำเป็นยาต้มแก้ท้องเสีย ลดไข้ แก้ไอ 

นายแพทย์สุพรรณกล่าวต่อไปว่า ส่วนที่เป็นพิษของสบู่ดำได้แก่ เมล็ดและยาง โดยผลของสบู่ดำมีลักษณะเป็นพู ส่วนมากจะมี 3 พู เวลาสุกจะมีสีเหลือง ในเมล็ดของสบู่ดำ มีสารโปรตีนที่มีชื่อว่าเคอซิน (Curcin) ส่วนยางสบู่ดำมีสารพิษชื่อโฟบอล อีสเตอร์ (Phorbal ester) หากน้ำยางถูกผิวหนัง จะเกิดอาการระคายเคือง  บวมแดง   ปวดแสบ   ปวดร้อนอย่างรุนแรง   หากเข้าตาจะทำให้ตาอักเสบ อาจบอดชั่วคราวได้
ทั้งนี้เมล็ดสบู่ดำ ประกอบด้วยน้ำมัน 35-40  เปอร์เซ็นต์  เนื้อ 55-60  เปอร์เซ็นต์  เมื้อเคี้ยวจะทำให้มีรสชาติมันๆ  หลังกินประมาณ 30-60 นาทีจะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเป็นเลือด รายที่มีอาการรุนแรง อาจมีอาการมือเท้าเกร็ง   หายใจเร็ว หอบ ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นผิดปกติ  อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยอาการรุนแรงมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณที่กินเข้าไป  ในปี 2549 พบเด็กได้รับพิษเนื่องจากกินเมล็ดสบู่ดำกว่า 100 ราย  จึงขอเตือนให้ผู้ปกครอง ให้ระมัดระวังลูกหลาน อย่านำเมล็ดสบู่ดำมากินอย่างเด็ดขาด

ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนไทย นำสมุนไพรมาใช้ในการดูแลสุขภาพ ทดแทนยาแผนปัจจุบัน แต่การใช้สมุนไพรนั้น  ประชาชนมักจะเข้าใจผิดอยู่เสมอว่า สมุนไพรทุกตัวไม่เป็นพิษ หรือใช้ได้หมดทุกส่วน  จึงต้องเร่งให้ความรู้ความเข้าใจประชาชน ในการใช้สมุนไพรให้ถูกต้อง    นายแพทย์สุพรรณ กล่าว 
นายแพทย์สุพรรณกล่าวต่ออีกว่า  สำหรับการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับพิษจากสบู่ดำ   หากยางสบู่ดำถูกผิวหนัง ขอให้รีบล้างน้ำและฟอกสบู่ทันที ส่วนผู้ที่ได้รับพิษจากการกินเมล็ดสบู่ดำเข้าไป การช่วยเหลือเบื้องต้น ให้ดื่มนมจำนวนมาก หรือทำให้อาเจียนเพื่อเอาพิษออกจากกระเพาะอาหาร  และรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาต่อไป

*****************************************  2  กุมภาพันธ์
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30553]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-02 11:23:22]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[หน่วยแพทย์ 3 ทีมของสธ. พร้อมเดินทางไปช่วยเฮติตั้งแต่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป  ]]></title>
<description><![CDATA[  วันนี้(1 กุมภาพันธ์ 2553)นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ประเทศเฮติว่า  ไทยได้ส่งแพทย์ 4 คน โดยมีรองผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินเป็นหัวหน้าทีม เดินทางไปสำรวจเบื้องต้นร่วมกับประเทศเม็กซิโก และกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2553 เมื่อได้รับทราบข้อสรุปว่าอย่างไร  จะส่งความเห็นมาให้ทราบว่าจะสามารถเดินทางไปได้หรือไม่ โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทีมแพทย์ด้วย เนื่องจากขณะนี้ได้รับแจ้งว่ามีปัญหาเรื่องความปลอดภัย

ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมทีมแพทย์ไว้ 3 ทีม ได้แก่ คณะแพทย์จากกรมการแพทย์ จังหวัดราชบุรี และจังหวัดขอนแก่น ซึ่งพร้อมที่จะเดินทางตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไป ซึ่งการเดินทางจะต้องหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ  
	
นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ในส่วนของเวชภัณฑ์ ที่จะให้การช่วยเหลือประเทศเฮตินั้น กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้เตรียมที่จะส่งไป   โดยได้หารือในเบื้องต้นว่าจะส่งเป็นเงิน และหาซื้อจากประเทศที่ใกล้เคียง ซึ่งจะสะดวกกว่าและมีบางส่วนที่จะนำไปพร้อมแพทย์ ทั้งนี้ในการเดินทางไปช่วยเหลือประเทศเฮติของทีมแพทย์ไทยนั้น มีความลำบากมาก กระทรวงสาธารณสุขจะต้องจัดหาที่พัก และทำส้วมเอง  โดยแพทย์แต่ละทีมจะอยู่ทำการที่เฮติทีมละ 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน

 *****************************************  1  กุมภาพันธ์  2553

]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30545]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-01 15:59:30]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[รมว.สธ. มอบ 4 หน่วยงาน หารูปแบบดูแลประชาชนในพื้นที่ชายแดนภายใน 2 สัปดาห์]]></title>
<description><![CDATA[วันนี้ (1 กุมภาพันธ์ 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการดูแลประชาชนในพื้นที่กันดารและพื้นที่เฉพาะ ว่า เป็นเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญ เพราะว่าพื้นที่กันดารและพื้นที่เฉพาะทั่วประเทศ มีพื้นที่ครอบคลุม 49 จังหวัด 479 อำเภอ  4,128 ตำบล หรือประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศ จึงเป็นพื้นที่ที่สำคัญ  ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือ พื้นที่บริเวณชายแดน 4 ประเทศ คือไทย-พม่า ไทย-กัมพูชา ไทย-ลาวและไทย-มาเลเซีย กลุ่มที่ 2 คือพื้นที่ที่มีการแยกออกมาเป็นการเฉพาะ คือพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มที่ 3 คือพื้นที่ถัดไปที่เป็นเกาะและอยู่ติดชายทะเลที่อยู่ห่างไกล และกลุ่มที่ 4 คือพื้นที่ที่ราบสูง ซึ่งแต่ละส่วน กระทรวงสาธารณสุขก็จะมีมาตรการที่จะสนับสนุนให้บริการสาธารณสุขมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ โดยสภาพปัญหาที่พบในขณะนี้มีอยู่ด้วยกัน 2 ส่วน ได้แก่ ปัญหาในการให้บริการด้านสุขภาพกับประชาชน และปัญหาด้านการเงินการคลัง ของสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาล
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า ในเรื่องปัญหาสุขภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณตามแนวชายแดน จะมีทั้งในส่วนของการรักษาพยาบาลและการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค เช่น มาลาเรีย โรคเอดส์ และวัณโรค ที่เกิดจากบุคคลไร้สัญชาติ และเป็นแรงงานที่ข้ามเข้ามาทำงานในประเทศไทยบริเวณแนวชายแดนนำโรคเหล่านี้เข้ามาแพร่ระบาดคนไทย ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่จำเป็นต้องแก้ไขในขณะนี้
 
ส่วนเรื่องการรักษา โรงพยาบาลที่อยู่ตามแนวชายแดนปฏิเสธการรักษาคนไร้สัญชาติ หรือรอพิสูจน์สัญชาติและกลุ่มแรงงานที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยไม่ได้ ในที่สุดเมื่อต้องเข้ามารักษาในประเทศไทยก็เท่ากับต้องไปเจียดเงินค่ารักษาพยาบาลรายหัวที่ใช้รักษาคนไทย ไปใช้รักษาคนกลุ่มนี้ด้วย ทำให้กระทบต่อการรักษาคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงได้ประชุมผู้บริหารของกระทรวงฯ ในวันนี้ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา เป้าหมายใหญ่คือการแก้ปัญหาให้กับคนไทยไม่ให้ติดโรคระบาด ซึ่งจะต้องมีวิธีการในการเข้ามาดูแล ไม่ได้หมายความว่าจะปฏิเสธการรักษาคนกลุ่มนั้น แต่คนไทยจะต้องได้รับการดูแลรักษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพด้วยเช่นเดียวกัน

นายจุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า การประชุมในวันนี้ได้ข้อสรุปเบื้องต้น โดยได้มอบหมายให้ 4 หน่วยงาน ได้แก่ 1.สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2.สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สป.สช.) 3.กรมควบคุมโรค และ4.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ร่วมกันพิจารณาแนวทางที่จะดำเนินการต่อไปใน 2 ส่วน คือ 1. มาตรการควบคุมโรคตามแนวชายแดนนั้นจะดำเนินการในรูปแบบใดจึงจะแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการใช้เงินงบประมาณที่มีอยู่ เช่นการจัดตั้งกองทุน 2. การจัดระบบดูแลกลุ่มคนที่รอพิสูจน์สัญชาติประมาณ 570,000 คน โดยไม่ให้มีผลกระทบต่อคุณภาพการรักษาพยาบาลคนไทยที่อยู่บริเวณชายแดน โดยไม่ต้องไปเบียดงบฯ ที่จะใช้ในการรักษาคนไทย ขอให้ทั้ง 4 องค์กรร่วมกันทำให้เสร็จภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อจะพิจารณาดำเนินการต่อไป หากต้องเสนอต่อครม.ก็จะได้นำเสนอต่อไป หากตัดสินจบได้ในขั้นตอนของกระทรวงสาธารณสุขหรือสป.สช.ก็จะจบได้ใน 2 สัปดาห์

ส่วนมาตรการที่จะดำเนินการภายในของกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ 1.เกลี่ยเงินในกองทุนฉุกเฉินที่มีอยู่ในปีงบประมาณ จำนวนประมาณ 200 ล้านบาท มาใช้ในการแก้ปัญหา เพราะโดยหลักใหญ่เงินกองทุนนี้ จะใช้ทั่วประเทศ จะไม่ทิ้งและจะให้ความสำคัญกับพื้นที่เหล่านี้เป็นกรณีพิเศษเฉพาะ ให้มากกว่าที่เคยเป็นมา ซึ่งได้มอบเป็นนโยบายสามารถดำเนินการได้ทันที 2. มอบให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไปช่วยดูว่าในบรรดาโรงพยาบาลที่มีอยู่ตามแนวชายแดนให้สามารถรวมตัวกันจัดตั้งเป็นเครือข่าย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในเรื่องของหลักวิชาการด้านการบริหารจัดการ หรือประสบการณ์ต่างๆ ได้อย่างไร จะแบ่งกลุ่มในการช่วยเหลือสนับสนุนกันอย่างไร รวมทั้งถ่ายทอดเทคนิคในการป้องกันควบคุมโรค การรักษาพยาบาลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ภายใต้วงเงินงบประมาณที่มีจำกัด
  
ทั้งนี้ กองทุนฉุกเฉินที่มีเงินประมาณ 200 ล้านบาทนั้น เป็นกองทุนที่มีไว้เพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลทั่วประเทศ การจัดสรรเงินปกติจะกระจายไปทั่วประเทศ และครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนหลักเกณฑ์ใดๆ แต่ได้ให้ความสำคัญและความจำเป็นบริเวณถิ่นทุรกันดารที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่ได้รับเงินรายหัว ต่ำกว่าปริมาณผู้ป่วยที่มาใช้บริการจริง ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ไม่ใช่คนไทย แต่ต้องดูแลรักษาตามหลักมนุษยธรรม กระทรวงสาธารณสุข จะเข้าไปดูแลว่าจะช่วยเหลือโรงพยาบาลเหล่านี้ได้อย่างไร แต่ก็ไม่ได้ตัดสิทธิ์โรงพยาบาลอื่นๆ ทั่วประเทศที่มีปัญหาเช่นกัน             นายจุรินทร์ กล่าวในตอนท้าย

  *****************************************  1  กุมภาพันธ์  2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30544]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-01 15:57:56]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ. คาดทราบผลสรุปการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 หญิงตั้งครรภ์ ภายในสัปดาห์นี้ ]]></title>
<description><![CDATA[ วันนี้ (1  กุมภาพันธ์  2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวภายหลังประชุมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขว่า ในวันนี้ได้รับทราบความคืบหน้าของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ว่าตั้งแต่วันที่ 11  29 มกราคม 2553 มีผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนแล้ว 116,000 ราย ส่วนกรณีที่มีข่าวที่เกี่ยวข้องกับหญิงตั้งครรภ์ 3 รายนั้น ขณะนี้กำลังรอผลพิสูจน์จากผู้เชี่ยวชาญ ในรายที่โรงพยาบาลวชิระพยาบาล คาดว่าวันพรุ่งนี้จะได้ข้อสรุปว่าเป็นอย่างไร ส่วนที่จังหวัดสตูล 2 รายนั้น ภายในสัปดาห์นี้คาดว่าจะได้ข้อสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ  
          
นายจุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า วันนี้ได้เน้นย้ำไปอีกครั้ง เพื่อให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดกรณีการฉีดวัคซีนว่านอกจากการรณรงค์ให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงทั้ง 5 กลุ่ม เข้ารับการฉีดวัคซีนโดยสมัครใจแล้ว ขอให้เน้นย้ำในเรื่องของการรักษามาตรฐานตามที่กำหนดไว้โดยเคร่งครัดในการให้บริการ เช่น กรณีก่อนฉีดวัคซีนต้องมีการตรวจสุขภาพตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ เมื่อฉีดเสร็จแล้วก็จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์โดยใกล้ชิดอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง และเพิ่มเติมอีกคือ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ต้องให้ความรู้ ความเข้าใจ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงให้ครบถ้วน ชัดเจน เพื่อประกอบการตัดสินใจ บุคลากรทางการแพทย์ควรจะเป็นกลุ่มแรกที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มเสี่ยงทั้ง 5 กลุ่ม
           
นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า กรณีหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนที่จังหวัดสตูล ระหว่างการรอผลพิสูจน์    ในการเยียวยาเบื้องต้นได้พูดคุยกับปลัดกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่เป็นข่าวในวันแรก ได้สั่งการให้โรงพยาบาลสตูลที่รับดูแลผู้ป่วย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูลให้เข้าไปเยี่ยมดูแลผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ให้การดูแลเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ได้มอบหมายตั้งแต่เบื้องต้นให้ดูแลเป็นพิเศษ  ได้สั่งการไปชัดเจนว่า 1.เรื่องของการรักษาพยาบาลผู้ป่วย โรงพยาบาลจะรับเป็นภาระดูแลทั้งหมด โดยไม่คิดเงิน 2. ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าเดินทาง รวมทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องกับสามีที่ต้องเสียค่าเดินทางและขาดรายได้เนื่องจากมาเฝ้าภรรยา กระทรวงสาธารณสุขจะเข้าไปช่วยเหลือดูแลชดเชยให้ ซึ่งเป็นแนวทางที่มอบไปชัดเจนแล้ว ขอให้สบายใจได้ว่ากระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญและให้ความสนใจ 
           
ทางด้านนายแพทย์ไพจิตร์  วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เรื่องการเยียวยาตามสิทธิของสปสช. จะรับไว้พิจารณาหากเข้าข่ายการชดเชย จะมีสิทธิได้ตามมาตรา 41   กระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการตามขั้นตอนให้ต่อไป  ซึ่งกองทุนนี้ ตามเจตนารมณ์จะช่วยดูแลผู้ที่อาจจะได้รับความเสียหายจากบริการ ซึ่งนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็ชัดเจนแล้วว่า ขณะนี้ 1. ค่ารักษาพยาบาลก็ช่วยเหลือแล้ว 2. เงินอื่นๆมอบนโนบายว่าขอให้ทางกระทรวงสาธารณสุขช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนตามมาตรา 41 และสั่งการตั้งแต่วันแรกให้สาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลสตูลไปดูแลเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากมีฐานะยากจน 

*****************************************  1  กุมภาพันธ์  2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30543]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-01 15:56:11]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ ประชุมผู้บริหารสธ. ติดตามไข้หวัด 2009 และงบประมาณรพ. เขตทุรกันดาร วันพรุ่งนี้]]></title>
<description><![CDATA[	นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้( 1 กุมภาพันธ์ 2553) จะประชุมผู้บริหารระดับสูงประกอบด้วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมต่างๆ และผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข มีวาระสำคัญ 2 เรื่องใหญ่ คือติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ในระลอก 2 รวมทั้งความคืบหน้าของการฉีดวัคซีนให้ 5 กลุ่มเสี่ยง จำนวนประมาณ 2 ล้านคนทั่วประเทศ   
	นายจุรินทร์กล่าวว่า  เรื่องที่ 2 คือการสนับสนุนงบประมาณให้โรงพยาบาลในเขตทุรกันดารและพื้นที่เฉพาะโดยได้รับรายงานว่า ในปี 2551 สถานพยาบาลในพื้นที่ดังกล่าวทั่วประเทศ   รับภาระค่ารักษาทั้งคนต่างด้าว บุคคลที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพ ที่เข้าใช้บริการทั้งประเภทผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน เกือบ 9 แสนครั้ง  รวมเป็นเงิน  645 ล้านกว่าบาท  ประกอบด้วยใช้บริการที่สถานีอนามัย 8 หมื่นกว่าครั้ง  เป็นเงิน  3 ล้านกว่าบาท  ใช้บริการที่โรงพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอก 7 แสนกว่าครั้ง เป็นเงิน 269 ล้านกว่าบาท และประเภทผู้ป่วยใน  6 หมื่นกว่าครั้ง  เป็นเงิน 372 ล้านกว่าบาท       จึงต้องเร่งจัดสรรงบประมาณมาชดเชยส่วนนี้ให้ เพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพบริการประชาชน  

                                       ********************************            31 มกราคม 2553   
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30521]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-01-31 13:12:38]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ประกาศ 29 รพ.เป็นสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตเพิ่ม ครอบคลุมดูแลคนได้ทั่ว
ประเทศ
]]></title>
<description><![CDATA[	นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า  ตามพ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ.2551 มาตรา 3  ได้กำหนดให้มีสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิต  ทำหน้าที่ตรวจวินิจฉัย  ประเมินอาการ  และมีคำสั่งให้บุคคลต้องเข้ารับการรักษา  หรือให้บุคคลนั้นต้องรับการรักษา ณ สถานที่อื่น  นอกจากสถานบำบัดรักษา(ที่ได้ประกาศกำหนดไว้)โดยสถานบำบัดฯแต่ละแห่ง มีคณะกรรมการสถานบำบัดรักษา  ประกอบด้วย จิตแพทย์ เป็นประธาน แพทย์ 1 คน พยาบาลจิตเวช 1 คน นักกฎหมาย 1 คน และนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ 1 คน เป็นกรรมการ รวมทั้งหมด 5 คน
	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  กล่าวอีกว่า  ในการตั้งสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตนั้น  กำหนดให้รัฐมนตรี  เป็นผู้ลงนามในประกาศกระทรวง  เพื่อรองรับการใช้ตามกฎหมาย  ที่ผ่านมาได้มีการจัดทำประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับแรก  เมื่อ  25  กุมภาพันธ์  2552  กำหนดสถานบำบัดฯไปแล้ว  41  แห่ง  ประกอบด้วย  โรงพยาบาลในสังกัดกรมสุขภาพจิต  17  แห่ง  สังกัดกรมการแพทย์  1  แห่ง  สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.)20 แห่ง สังกัดสำนักงานการอุดมศึกษาแห่งชาติ 3 แห่ง
	นายจุรินทร์  กล่าวต่อว่า  ขณะนี้  มีโรงพยาบาลที่มีความพร้อม  ที่จะเป็นสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตเพิ่มเติมอีก 29 แห่ง  เป็นโรงพยาบาลสังกัดสป.สธ.  จำนวน  25  แห่ง  ได้แก่ รพ.ลำปาง,รพ.เชียงคาน จ.เลย รพ.กำแพงเพชร, รพ.อุทัยธานี, รพ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี, รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 จ.สุพรรณบุรี, รพ.ราชบุรี, รพ.โพธาราม จ. ราชบุรี, รพ.ประจวบคีรีขันธ์, รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ จ.ปราจีนบุรี, รพ.สมเด็จพระยุพราชสระแก้ว, รพ.พระปกเกล้า จ.จันทบุรี, รพ.ตราด, รพ.อุดรธานี, รพ.หนองบัวลำภู, รพ.มุกดาหาร, รพ.สกลนคร, รพ.มหาสารคาม, รพ.ชัยภูมิ, รพ.ระนอง, รพ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี, รพ.ชุมพรเขตอุดมศักดิ์, รพ.พังงา, รพ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส, รพ.สตูล, รพ.ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 1 แห่ง คือ รพ.ชลประทาน หรือศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน, รพ.สังกัดกทม. 1 แห่ง คือ วชิรพยาบาล รพ.สังกัดกระทรวงกลาโหม 1 แห่ง คือ รพ.อานันทมหิดล ลพบุรี, รพ.ในกำกับกระทรวงสธ. 1 แห่ง คือ รพ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร 
	ผมได้ลงนามในประกาศตั้งรพ.ต่าง ๆ ทั้ง 29 แห่ง เป็นสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิต  ซึ่งจะทำให้การบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตแก่ประชาชน สามารถดำเนินการได้ครอบคลุมทั่วประเทศมากกว่าที่ผ่านมา นายจุตินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในที่สุด.
                                     ************************************** 31 มกราคม 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30520]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-01-31 11:06:42]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ. พบ 5 โรคไม่ติดต่อเรื้อรังอันตราย  คุกคามคนไทยหนัก  ป่วยเพิ่มขึ้นนาทีละ 1 คน  
	]]></title>
<description><![CDATA[                    กระทรวงสาธารณสุข เผยผลการเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอันตราย 5 โรค ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด หลอดเลือดสมองตีบ/แตก และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง พบในปี 2551 มีคนไทยป่วยสะสมกว่า 2 ล้านคน ป่วยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยนาทีละ 1 คน ชี้คนอายุต่ำกว่า 40 ปีแนวโน้มป่วยมากขึ้น เร่งให้ทุกจังหวัดสำรวจสุขภาพประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไปให้ครบทุกคน เพื่อวางแผนลดผู้ป่วยรายใหม่ และป้องกันโรคแทรกซ้อนในรายที่ป่วยแล้ว  
	นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ให้สำนักระบาดวิทยา ติดตามเฝ้าระวังปัญหาการเจ็บป่วยของคนไทยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 5 โรค ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเรื้อรังระบบทางเดินหายใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อรู้ขนาดปัญหาและความรุนแรง  โดยเก็บข้อมูลในโรงพยาบาลทุกระดับทั่วประเทศ  
	ผลการเฝ้าระวังตลอดปี 2551 พบว่า มีผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 5 โรคที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 44 จังหวัดรวมทั้งสิ้น 2,179,504 ราย โดยเป็นผู้ป่วยเบาหวาน 645,620 ราย ความดันโลหิตสูง 1,145,557 ราย โรคหัวใจขาดเลือด 148,206 ราย โรคหลอดเลือดสมอง 107,709 ราย และโรคเรื้อรังทางเดินหายใจ 32,412 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยรายใหม่ เมื่อเปรียบอัตราป่วยจากทั้ง 5 โรคดังกล่าวต่อประชากรทุก 1 แสนคน พบ 10 จังหวัดแรกที่มีอัตราป่วยสูงสุด ได้แก่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี  พิษณุโลก  เพชรบูรณ์ และลำปาง  ซึ่งจากผู้ป่วยทั้งหมดนี้ เป็นผู้ที่เริ่มป่วยในปี 2551 จำนวน 718,297 ราย  เฉลี่ยเดือนละเกือบ 60,000 ราย หรือป่วยเพิ่มขึ้นนาทีละ 1 คน
	นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่มผู้สูงอายุทั้งหญิงและชาย ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 56 ของผู้ป่วยทั้งหมด ผู้หญิงป่วยเป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ชายเกือบ 2 เท่า โดยเฉพาะคนกลุ่มวัยทำงานอายุน้อยกว่า 40 ปี มีแนวโน้มป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น ในการแก้ไขปัญหา กระทรวงสาธารณสุข ได้เร่งให้สำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัด สำรวจสุขภาพประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไปให้ครบทุกคน เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพ ลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ ส่วนในรายที่ป่วยแล้ว จะต้องมีการดูแลสุขภาพต่อเนื่อง  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน ซึ่งจะทำให้เกิดความพิการ หรือเสียชีวิต
	ทางด้านนายแพทย์มานิต  ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า หากป่วยเป็นโรคเรื้อรังแล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องดูแลเป็นพิเศษ มี 3 เรื่องใหญ่ ได้แก่ อาหาร  การออกกำลังกาย และกินยาเพื่อควบคุมอาการอย่างต่อเนื่อง หากพึ่งยาอย่างเดียวแต่ไม่ปรับพฤติกรรมการกินหรือออกกำลังกาย ก็อาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ในปี 2551 พบผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีอาการแทรกซ้อนทั้งหมด 224,506 ราย คิดเป็นร้อยละ 10 ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยโรคแทรกซ้อนที่พบมากที่สุดในผู้ป่วยเบาหวาน ประมาณร้อยละ 30 เกิดที่หลอดเลือดแดง ไตวาย โรคแทรกซ้อนที่พบในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมากที่สุดร้อยละ 50 คือโรคหัวใจและไตวาย ส่วนผู้ป่วยกลุ่มโรคหัวใจขาดเลือด หลอดเลือดสมอง และโรคเรื้อรังทางเดินหายใจส่วนล่าง โรคแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุดคือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมอง และปอดอุดกั้นเรื้อรัง  
                                          *************************************  31 มกราคม 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30519]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-01-31 09:58:01]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[รมว.จุรินทร์ ตั้งคณะกรรมการตัดสินการประกวด ทูบี นัมเบอร์วัน]]></title>
<description><![CDATA[นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติ รัฐบาลชุดนี้ได้ประกาศเป็นนโยบายชัดแจ้ง ที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงรับเป็นองค์ประธาน คณะกรรมการอำนวยโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด หรือโครงการ ทู บี นัมเบอร์ วัน (TO BE NUMBER ONE) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธานกรรมการ

โครงการ ทู บี นัมเบอร์ วัน  เป็นการรณรงค์เพื่อการป้องกันปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชนวัยรุ่นรูปแบบใหม่   มีความหมายว่า เป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด  โดยกระแสของการเป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด  ได้ขยายไปในกลุ่มเยาวชนไทยอย่างกว้างขวาง ขณะนี้ มีชมรม กว่า 3 แสนชมรม และมีสมาชิกทั่วประเทศกว่า 37 ล้านคน แยกเป็น นักเรียน/นักศึกษากว่า 18 ล้านคน ผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบการ 2 ล้านกว่าคน เยาวชนและประชาชนทั่วไปอีก 17 ล้านคน โดยสมาชิกเหล่านี้ได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นชมรม ทู บี นัมเบอร์ วัน ที่มีองค์ประกอบ 3 ก. คือ กรรมการ กองทุน และกิจกรรม ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และสถานประกอบการ เพื่อดำเนินกิจกรรมสร้างสรรค์ และดูแลช่วยเหลือให้ห่างไกลยาเสพติดระหว่างสมาชิกด้วยกัน 

โดยกลยุทธ์สำคัญประการหนึ่งของโครงการ คือ การจัดประกวด กิจกรรมในโครงการ เพื่อกระตุ้นการดำเนินงานของจังหวัด และ ชมรมฯ  เปิดโอกาสให้สมาชิกทั่วประเทศ ร่วมแสดงออกในทางที่สร้างสรรค์  ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด   สร้างกระแสนิยมที่เอื้อต่อการป้องกันปัญหายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาการดำเนินโครงการ ในรูปแบบของจังหวัด และชมรม ต้นแบบ เพื่อการขยายผลต่อไป 

	และเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2553 ตนได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตัดสินการประกวดกิจกรรมในโครงการ ทู บี นัมเบอร์ วัน ระดับภาคและระดับประเทศ และคณะอนุกรรมการติดตามประเมินผลในพื้นที่ ประจำปี 2553 เพื่อให้การดำเนินโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยคณะอนุกรรมการตัดสินการประกวดกิจกรรมในโครงการ ทู บี นัมเบอร์ วัน ระดับภาคและระดับประเทศ  ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการ  6 ชุด ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการตัดสินการประกวดกิจกรรมในโครงการ ทู บี นัมเบอร์ วัน ต้นแบบและจังหวัด ทู บี นัมเบอร์ วัน ดีเด่น 2.คณะกรรมการการตัดสินการประกวดชมรม ทู บี นัมเบอร์ วัน ในชุมชนภูมิภาค 3.คณะกรรมการการตัดสินการประกวดชมรม ทู บี นัมเบอร์ วัน ในสถานศึกษา 4.คณะกรรมการการตัดสินการประกวดชมรม ทู บี นัมเบอร์ วันในสถานประกอบการขนาดเล็ก-กลาง 5.คณะกรรมการการตัดสินการประกวดชมรม ทู บี นัมเบอร์ วัน ในสถานประกอบการขนาดใหญ่ 6.คณะกรรมการการตัดสินการประกวดชมรม ทู บี นัมเบอร์ วันในชุมชนกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังแต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามประเมินผลในพื้นที่ ประจำปี 2553  อีก 4 ชุด ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการติดตามประเมินผลในพื้นที่ภาคเหนือ 2.คณะอนุกรรมการติดตามประเมินผลในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3.คณะอนุกรรมการติดตามประเมินผลในพื้นที่ภาคกลาง และ 4.คณะอนุกรรมการติดตามประเมินผลในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเลขานุการคณะอนุกรรมการชุดต่าง ๆ จะได้จัดประชุมคณะอนุกรรมการแต่ละชุดเพื่อวางแผนการดำเนินงานให้บรรลุผลโดยเร็วต่อไป นายจุรินทร์กล่าว

*************************************  29 มกราคม 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30518]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-01-29 16:22:15]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.ระบุอาการหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 มีรายงานทั่วโลก]]></title>
<description><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข ระบุอาการหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 มีรายงานทั่วโลก ยังคงให้ทุกจังหวัดให้บริการฉีดต่อทั้ง 5 กลุ่มเสี่ยงต่อเนื่อง  สรุปยอดฉีดวัคซีน 19 วัน รวมกว่า 83,000 ราย พบอาการหลังฉีด 52 ราย โดย 7 รายต้องสอบสวนโดยผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วยหญิงตั้งครรภ์ 5 ราย บุคลากรสาธารณสุข 2 ราย  ส่วนรายหญิงตั้งครรภ์ที่พัทลุงวัย 38 ปี ขณะนี้หายแล้ว แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านวันนี้  

นายแพทย์โอภาส  การย์กวินพงศ์  โฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ว่า การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ขณะนี้ ดำเนินการทั่วโลก เพื่อป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดในระลอก 2 ซึ่งวัคซีนที่ฉีดในไทย เป็นวัคซีนที่ผลิตมาจากเชื้อตาย   ผลิตโดยเทคโนโลยีที่เป็นที่ยอมรับว่ามีความปลอดภัยสูงแก่ผู้ได้รับ 

กระแสข่าวการเกิดอาการหลังฉีดวัคซีน เกิดจากระบบการเฝ้าระวังที่กระทรวงสาธารณสุขจัดทำขึ้นเพื่อติดตามอาการหลังฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยรับแจ้งเหตุทุกราย เพื่อให้การดูแลและให้คำปรึกษาอย่างดีที่สุด จากนั้นจะสอบสวนโรค นำข้อมูลให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระ พิจารณาว่าเกิดจากวัคซีนหรือไม่อย่างไร       ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการฉีดวัคซีนทุกกลุ่มเสี่ยงแต่อย่างใด จึงขอให้ทุกจังหวัดให้บริการประชาชนกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง แต่ให้เพิ่มการดูแลอย่างใกล้ชิดในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ และให้วัคซีนโดยความสมัครใจ   
  
 นายแพทย์โอภาสกล่าวต่อว่า ผลการฉีด 5 กลุ่มเสี่ยงตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2553 จนถึงวันที่ 29 มกราคม 2553 มีผู้รับบริการฉีดแล้ว 83,165 ราย  ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 53,824 ราย หญิงตั้งครรภ์ 9,367 ราย คนอ้วน 2,197 ราย ผู้พิการ 536 ราย ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 17,241 ราย และได้รับรายงานอาการหลังฉีดวัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 จำนวน 52 ราย  ที่ต้องสอบสวน 7 ราย เป็นบุคลากรสาธารณสุข 2 ราย ที่จังหวัดกาฬสินธุ์และอุดรธานี เป็นหญิงตั้งครรภ์ 5 ราย อยู่ในกทม. 1 ราย มหาสารคาม 1 ราย พัทลุง 1 ราย สตูล 2 ราย ในจำนวนนี้คณะผู้เชี่ยวชาญสามารถสรุปได้แล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีน 1 ราย      คือบุคลากรสาธารณสุขที่จ.กาฬสินธุ์     ยังคงเหลืออีก 6 ราย อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของผู้เชี่ยวชาญ  

สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่พัทลุง   อายุ 38 ปี ตั้งครรภ์ 24 สัปดาห์ ฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2553 เริ่มมีอาการแพ้ภูมิตนเอง เมื่อวันที่  15 มกราคม 2553 โดยมีอาการปอดอักเสบ ตัวบวม ส่วนเด็กในครรภ์ไม่ได้รับผลกระทบ ดิ้นปกติ  ขณะนี้รักษาตัวที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์  หาดใหญ่  แม่หายเป็นปกติแล้ว แพทย์ให้กลับบ้านได้แล้วในวันนี้  โดยหญิงตั้งครรภ์ที่ต้องสอบสวนทั้ง 5 รายดังกล่าว  กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญสอบสวนรายละเอียดว่าเกิดจากการฉีดวัคซีนหรือไม่    

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ทั่วโลกมีระบบการเฝ้าระวังอาการ หลังได้รับวัคซีน เพื่อ ความปลอดภัย  โดยองค์การอนามัยโลกมีรายงานพบอาการหลังได้รับวัคซีนจากประเทศต่างๆเช่นกัน รวมทั้งมีรายงานในหญิงตั้งครรภ์ในหลายประเทศเช่น แคนาดา กระจายวัคซีน 25 ล้านโดส พบอาการหลังฉีด 5,707 ราย โดยเกิดในหญิงตั้งครรภ์ 26 ราย  ไต้หวัน มีผู้ฉีด 5.6 ล้านราย พบอาการหลังฉีด  1,051 ราย เกิดในหญิงตั้งครรภ์ 19 ราย ประเทศเดนมาร์ก มีผู้ฉีด 4.2 ล้านราย พบอาการหลังฉีด 547 ราย เกิดในหญิงตั้งครรภ์ 2 ราย                    

*********************     29 มกราคม 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30517]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-01-29 16:16:42]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.เผยไทยมีเด็กคลอดก่อนกำหนดปีละ  60,000- 80,000 ราย  เร่งสร้างเครือข่ายดูแลถึงชุมชน]]></title>
<description><![CDATA[พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ฯ ทรงห่วงใยอันตรายทารกคลอดก่อนกำหนด  ซึ่งพบปีละ 60,000 - 80,000 คนต่อปี นอนไอซียูปีละกว่า 11,000 คน เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กไทยแรกเกิดสูงเป็นอันดับ 1  เร่งบูรณาการหน่วยงานร่วมแก้ไขปัญหา และพัฒนา อสม. เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังปัญหาในชุมชน 

วันนี้ (29 มกราคม 2553) เวลา 11.00 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จถึงโรงพยาบาลหาดใหญ่ จ.สงขลา ทรงเป็นองค์ประธานเปิดการประชุมวิชาการประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และแกนนำอสม.จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง และสงขลา จำนวน 200 คน ซึ่งเป็นเครือข่ายนำร่องโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก เพื่อครอบครัวของเด็กและเยาวชนไทยในพระอุปถัมภ์ฯ ของภาคใต้ เพื่อแก้ไขปัญหาการคลอดก่อนกำหนด และทรงกดปุ่มเปิดแพรคลุมป้ายห้องคลอด และหออภิบาลทารกแรกเกิด ทรงเยี่ยมและประทานถุงพระราชทานเยี่ยมแม่หลังคลอดและทารกแรกเกิด รวม 43 ราย โดยมีนายแพทย์ไพจิตร์  วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายเมธี ณ นคร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ข้าราชการ และประชาชน เฝ้ารับเสด็จ 

นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กราบทูลรายงานว่า การคลอดก่อนกำหนด เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทารกแรกเกิดของไทยเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 1 หรือมีพัฒนาการล่าช้า และอาจเกิดปัญหาระดับเชาว์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ จากสถิติไทยมีหญิงตั้งครรภ์คลอดก่อนกำหนดคือเมื่ออายุครรภ์ 28-37 สัปดาห์ 64,000-80,000 คน ในจำนวนนี้มีเด็กคลอดก่อนกำหนดอาการหนักต้องอยู่ในไอซียูกว่า 11,000 คน เนื่องจากอวัยวะภายในยังทำงานไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะปอด ตับ และระบบภูมิต้านทานโรค ทำให้ติดเชื้อง่าย การควบคุมอุณหภูมิร่างกายไม่ดี และมีปัญหาการดูดนม ต้องได้รับการดูแลจากบุคลากรการแพทย์ที่มีความชำนาญ ใช้เครื่องมือแพทย์ราคาแพง ต้องอยู่ในโรงพยาบาลเฉลี่ยรายละ 2-3 เดือน ใช้งบประมาณดูแลปีละไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท

ในการแก้ไขปัญหาการคลอดก่อนกำหนด ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ จัดทำโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกเพื่อครอบครัวและเยาวชนไทย ในพระอุปถัมภ์ฯ เริ่มตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา โดยบูรณาการส่วนราชการ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข สมาคมวิชาชีพแพทย์พยาบาล และสถานพยาบาลทุกระดับในพื้นที่ พัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ และสถานพยาบาลทุกแห่ง มีศักยภาพในการดูแลมารดาและทารกคลอดก่อนกำหนดให้ได้มาตรฐานสากล ทั้งจัดทำมาตรฐานการพยาบาล ให้หญิงตั้งครรภ์ฝากครรภ์เร็วขึ้น ตั้งแต่ก่อนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ และฝากครรภ์คุณภาพครบ 4 ครั้งให้ได้ 100 เปอร์เซนต์ พัฒนาระบบส่งต่อ และจัดทำแผนพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุข เพื่อดูแลแนะนำสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงในชุมชน รวมทั้งเฝ้าระวังและส่งต่อไปรักษาในโรงพยาบาล ตั้งเป้าหมายในปี 2553 จะลดจำนวนทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อยกว่า 2,500 กรัมให้ไม่เกินร้อยละ 7 

ทั้งนี้ กลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ที่อายุน้อยกว่า 17 ปีหรือมากกว่า 35 ปี มีการอักเสบในทางเดินปัสสาวะ การอักเสบในช่องปากและฟันที่ไม่ได้รับการรักษา มีประวัติดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ใช้สารเสพติดระหว่างตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์แฝด มีปัญหารกเกาะต่ำ มีความผิดปกติของมดลูก เช่น มีเนื้องอกที่มดลูกหรือปากมดลูกผิดปกติ รวมทั้งเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูงในระหว่างตั้งครรภ์

*********************  29 มกราคม 2553
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30502]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-01-29 13:15:40]]></pubDate>
<category><![CDATA[ข่าวเพื่อมวลชน]]></category>
</item>
</channel>
</rss>