<?xml version="1.0" encoding="WINDOWS-874"?>
<rss version="2.0">
<channel>
<lastBuildDate><![CDATA[Wed, 08 Feb 2012 06:22:02 GMT]]></lastBuildDate>
<title><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></title>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th]]></link>
<description><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></description>
<copyright><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></copyright>
<item>
<title><![CDATA[สรุปผลการแข่งขันกีฬาสาธารณสุขสามัคคี ครั้งที่ 31]]></title>
<description><![CDATA[<p><img height="150" alt="" width="188" align="absMiddle" src="/ops/iprg/userfiles/เธ&bull;เธฐเธ_เธฃเน_เธญ7.jpg" />&nbsp;&nbsp;&nbsp; <img alt="" style="width: 169px; height: 140px" src="/ops/iprg/userfiles/เธ_เธฒเธช3.jpg" />&nbsp; <img alt="" style="width: 185px; height: 143px" src="/ops/iprg/userfiles/เธงเธญเธฅเน&euro;เธฅเธขเน_ (3).JPG" />&nbsp; <img alt="" style="width: 200px; height: 139px" src="/ops/iprg/userfiles/เน&euro;เธ_เธ&bull;เธญเธ_6 .JPG" /></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<img alt="" style="width: 173px; height: 133px" src="/ops/iprg/userfiles/เธ&bull;เธฐเธ_เธฃเน_เธญ36(1).jpg" />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<img alt="" style="width: 176px; height: 124px" src="/ops/iprg/userfiles/เธงเธญเธฅเน&euro;เธฅเธขเน_ (56).JPG" />&nbsp;&nbsp;&nbsp;<img alt="" style="width: 199px; height: 128px" src="/ops/iprg/userfiles/เธงเธญเธฅเน&euro;เธฅเธขเน_ (27).JPG" />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p><img alt="" style="width: 189px; height: 134px" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0029.JPG" />&nbsp;<img alt="" style="width: 187px; height: 134px" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0032.jpg" />&nbsp;<img height="134" alt="" width="200" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0034.JPG" /></p>
<p><img alt="" style="width: 187px; height: 134px" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0033.jpg" />&nbsp; <img height="134" alt="" width="200" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0036.JPG" />&nbsp;<img height="134" alt="" width="200" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0180.JPG" />&nbsp;</p>
<p><img height="134" alt="" width="200" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0396.JPG" />&nbsp;<img height="133" alt="" width="200" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0777.JPG" />&nbsp;<img height="133" alt="" width="200" src="/ops/iprg/userfiles/DSC_0782.JPG" /></p>
<p>ดาวน์โหลดผลการแข่งขันได้ที่นี่<a href="/ops/iprg/userfiles/health_sport.pdf">ops/iprg/userfiles/health_sport.pdf</a>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30888]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-22 16:08:08]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.บริการรถเคลื่อนที่ผ่าตัดตาด้วยเลเซอร์ในผู้ป่วยเบาหวาน เฉลิมพระเกียรติฯ 84 พรรษา ที่โรงพยาบาลเถิน จังหวัดลำปาง

]]></title>
<description><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-pagination: none; mso-layout-grid-align: none">
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-pagination: none; mso-layout-grid-align: none"><span lang="TH" style="font-size: 14pt; font-family: AngsanaUPC; mso-ascii-font-family: AngsanaUPC"><o:p></o:p></span></p>
<span lang="TH" style="font-size: 14pt; font-family: AngsanaUPC; mso-ascii-font-family: AngsanaUPC"><o:p></o:p></span><span lang="TH" style="font-size: 14pt; font-family: AngsanaUPC; mso-ascii-font-family: AngsanaUPC"><span style="mso-spacerun: yes">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span>รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดโครงการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันภาวะตาบอดจากเบาหวาน เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา มีเป้าหมายผ่าตัดตาด้วยเลเซอร์แก่ผู้ป่วยเบาหวาน<span style="mso-spacerun: yes">&nbsp; </span>500 ดวงตา</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-pagination: none; mso-layout-grid-align: none"><span lang="TH" style="font-size: 14pt; font-family: AngsanaUPC; mso-ascii-font-family: AngsanaUPC"><o:p><img align="left" style="width: 218px; height: 168px" alt="" src="/ops/iprg/userfiles/1.JPG" /></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-pagination: none; mso-layout-grid-align: none">&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; mso-pagination: none; mso-layout-grid-align: none"><span lang="TH" style="font-size: 14pt; font-family: AngsanaUPC; mso-ascii-font-family: AngsanaUPC"><span style="mso-spacerun: yes">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span>วันนี้(16 กพ.53) ที่โรงพยาบาลเถิน จังหวัดลำปาง<span style="mso-spacerun: yes">&nbsp; </span>นายแพทย์สถาพร วงษ์เจริญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันภาวะตาบอดจากเบาหวาน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 นายแพทย์สถาพร เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้นำรถยนต์เคลื่อนที่พร้อมอุปกรณ์ผ่าตัดตาด้วยเลเซอร์ 2 คัน จากเงินบริจาคของมกุฏราชกุมารและพระชายาแห่งเดนมาร์ก และ มูลนิธิเบาหวานโลก เพื่อรักษาผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อนทางตาในถิ่นทุรกันดาร จำนวน 9</span><span style="font-size: 14pt; font-family: AngsanaUPC; mso-ascii-font-family: AngsanaUPC">,<span lang="TH">999 ดวงตาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2552- 30 กันยายน 2554 เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีโรงพยาบาลจากทั่วประเทศ 76 แห่ง เข้าร่วมโครงการ ในภาคเหนือดำเนินการในจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และแม่ฮ่องสอน โดยที่จังหวัดลำปางมีเป้าหมายผ่าตัดตาด้วยเลเซอร์ จำนวน 500 ดวงตา ระหว่างวันที่ 16 </span></span><span style="font-size: 14pt; mso-ascii-font-family: AngsanaUPC; mso-bidi-font-family: AngsanaUPC"><font face="Times New Roman">&ndash;</font></span><span lang="TH" style="font-size: 14pt; font-family: AngsanaUPC; mso-ascii-font-family: AngsanaUPC"> 24 กุมภาพันธ์ 2553 ในโรงพยาบาล 5 แห่ง คือ เถิน แจ้ห่ม งาว แม่ทะ และวังเหนือ<o:p></o:p></span></p>
<p>&nbsp;</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30827]]></link>
<author><![CDATA[กรมประชาสัมพันธ์ ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-16 15:33:27]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.เดินหน้า"ไทยเข็มแข็ง" เตรียมสั่งลุย พ.ร.บ.-พ.ร.ก.ฟื้นฟูฯความมั่นคง]]></title>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วันนี้ (15 ก.พ. 53) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวถึง การเดินหน้าโครงการไทยเข้มแข็งของ สธ. ว่า ขณะนี้โครงการไทยเข้มแข็งแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ1.พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคง ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และ 2.พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคง ซึ่งสธ.อยู่ระหว่างการทบทวนหากทบทวนเสร็จแล้วก็สามารถดำเนินการได้ทันทีไม่จำเป็นต้องรอผลสอบของคณะกรรมการสอบสวนวินัยข้าราชการ ที่มีเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นประธาน ดำเนินการอยู่ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรอเอกสารรายละเอียดทั้งหมดที่มี นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ ไม่ใช่ข้อสรุปของตรวจสอบเท่านั้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo;คงไม่จำเป็นต้องรอผลสอบของคณะกรรมการฯ เพราะเป็นคนละส่วนกับการสอบวินัยซึ่งก็ต้องดำเนินต่อไป แต่ส่วนของโครงการที่อยู่ระหว่างการทบทวนก็ต้องดำเนินการต่อ โดยหากทบทวนเสร็จแล้วก็สามารถเดินหน้าทันที แต่ต้องพิจารณาทบทวนให้รอบคอบ ในส่วนของ พ.ร.ก.ก็ไม่ต้องกังวล เพราะมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ให้ความเห็นชอบเรื่องทบทวนดังนั้น การถ่ายโอนเงินนั้นไม่ใช่เรื่องยาก สามารถชะลอได้ เสร็จเมื่อไหร่ก็เบิกจ่ายได้ทันที&rdquo;นายจุรินทร์ กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมแพ จ.ขอนแก่น ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า จากที่ตนเป็นหนึ่งในกรรมการชุด นพ.ไพจิตร์ ทราบว่าคณะกรรมการได้มีการพิจารณาจนได้ข้อสรุปแล้ว ซึ่งเป็นข้อสรุปที่สามารรับได้ทั้งหมด แต่ในรายละเอียดปลีกย่อยจะมีอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ไม่แน่ใจ แต่เมื่อรัฐมนตรี สธ. ประกาศชัดเช่นนี้ ย่อมแสดงถึงวิสัยทัศน์อันดี เพราะอย่าลืมว่าโรงพยาบาลอีกหลายแห่งยังขาดแคลนเครื่องมือทางการแพทย์ รวมทั้งอาคารต่างๆ อีกมาก ทั้งนี้ ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณ 15.00 น. ตนได้ขอเข้าพบนายจุรินทร์ เพื่อพูดคุยในหลากหลายประเด็น รวมทั้งโครงการไทยเข้มแข็งด้วย</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30818]]></link>
<author><![CDATA[ASTV ผู้จัดการออนไลน์ ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-16 10:50:06]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโฆษณาเกินจริง และรับตัวชายตาบอดหลังใช้นำหมักป้าเช็ง รักษาฟรี ที่รพ.ราชวิถี]]></title>
<description><![CDATA[<ul>
    <li>วันนี้(15 กุมภาพันธ์ 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้รับตัวผู้ที่ป่วยที่ตาบอดหลังจากใช้น้ำมหาบำบัดของป้าเช็ง เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี โดยผู้ป่วยจะเดินทางมาถึงวันพรุ่งนี้ และจะให้การดูแลโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้ได้รับรายงานจากแพทย์แล้วผู้ป่วยจะต้องทำการควักตาข้างซ้ายออก ซึ่งผู้ป่วยได้ให้การกับทางตำรวจว่าเกิดจากการใช้ยาของป้าเช็ง ขณะเดียวกันทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ส่งน้ำยาดังกล่าวให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบแล้ว ซึ่งคาดว่าจะทราบผลภายในสัปดาห์นี้ <br />
    <br />
    นายจุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีลูกชิ้นเรืองแสง เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาได้ประสานกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร และพื้นที่ที่เกี่ยวข้องไปตรวจเก็บตัวอย่างเพื่อที่นำมาตรวจสอบ และได้นำลูกชิ้นดังกล่าว ส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว คาดว่าจะสามารถแถลงผลให้ทราบในวันจันทร์หน้า <br />
    <br />
    ส่วนกรณีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดหนึ่งซึ่งชื่อเอโดซี่ ที่มีลักษณะเป็นของเหลว ซึ่งโฆษณาว่าสามารถรักษาโรคร้ายแรงได้หลายโรค เช่น เบาหวาน มะเร็ง หัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต โดย อย.ได้รายงานว่าจากการตรวจสอบมีการอวดอ้างโฆษณาเกินจริง หรือเป็นเท็จ และโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตทางสื่อ เช่นทีวีดาวเทียม ที่แผ่นพับมีการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ไม่แสดงข้อความตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศบังคับไว้ คือ ไม่ระบุว่าไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค นอกจากนี้ยังมีการโฆษณาโดยนำผู้ป่วยที่มีการกล่าวอ้างยืนยันสรรพคุณด้วย ซึ่งขณะนี้ อย.ได้สั่งระงับและดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว <br />
    <br />
    &ldquo;อย.มีหน้าที่รับรองเฉพาะส่วนผสม สถานที่ผลิต และระบบการผลิต ไม่ได้รับรองสรรพคุณว่าสามารถรักษาโรคต่างๆ ถ้าไปอวดอ้างสรรพคุณถือว่าโฆษณาเป็นเท็จ เกินจริง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ &rdquo; นายจุรินทร์ กล่าว <br />
    นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ขอเตือนประชาชนและผู้บริโภคว่าอย่าเชื่อไปตามคำโฆษณา ในการซื้อผลิตภัณฑ์ใดๆควรอ่านฉลาก รายละเอียดที่ระบุไว้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่เป็นจริง เพราะผลร้ายจะตกอยู่กับผู้บริโภค จึงขอประชาชนระมัดระวัง ใช้ดุลพินิจให้ดี พร้อมกันนี้ขอความร่วมมือจากประชาชน ถ้าพบเบาะแสข้อมูลอะไรที่สงสัยว่าสินค้า การโฆษณาไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งสายด่วน อย. หมายเลข 1556 หรือตู้ ปณ.1556 กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี <br />
    <br />
    ด้านนายแพทย์พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวถึงลูกชิ้นเรืองแสงว่า นักวิชาการได้ให้ข้อสันนิษฐานว่าลูกชิ้นเรืองแสงน่าจะมาจาก 2 สาเหตุ คือ1.การปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย กลุ่ม สูโดโมเนส และกลุ่มวิบริโอ ทั้ง 2 กลุ่มนี้อาจจะมีการขับสีออกมา ซึ่งสีนี้จะเรืองแสง หรือ2.อาจจะมีส่วนผสมของอาหารเพื่อทำให้อาหารน่ารับประทาน เช่น โซเดียมไตรโพลีฟอสเฟส ซึ่งใช้เติมในไส้กรอก ลูกชิ้น ทำให้นุ่ม ซึ่งสารชนิดนี้อาจทำให้เกิดการเรืองแสงได้ อย่างไรก็ตามต้องรอการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการอีกครั้ง ว่าพบหรือไม่ และพบในปริมาณที่เกินกำหนด คือ 3,000 พีพีเอ็มหรือไม่ตามหลักของอาหารปลอดภัย และแนะนำให้ประชาชนควรจะชะลอหรือหยุดรับประทานไปก่อนเพื่อความปลอดภัย <br />
    <br />
    **************15 กุมภาพันธ์ 2553 <br />
    &nbsp;</li>
</ul>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30817]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-16 10:47:11]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์เร่ง ผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว]]></title>
<description><![CDATA[<ul>
    <li>บ่ายวันนี้(15 กุมภาพันธ์ 2553) ที่ กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พบปะและรับฟังปัญหาความขัดแย้งระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย จากตัวแทนผู้เสียหายทางการแพทย์ ประมาณ 100 คน นำโดยนางปรียานันท์ ส้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ เพื่อให้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย 2 ประเด็น ได้แก่ 1. ผลักดันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. .... ให้เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในเร็ววัน และ 2.เสนอตั้งกองทุนชดเชยความเสียหายเฉพาะกิจ และตั้งคณะกรรมการกลางที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย ทำหน้าที่ดำเนินการไกล่เกลี่ยและพิจารณาการชดเชยที่เป็นธรรม <br />
    <br />
    นายจุรินทร์กล่าวว่า เรื่องนี้ ได้ทราบปัญหาพอสมควร เป็นหนึ่งในโยบายที่ได้มอบไว้คือจะเร่งรัดการออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายที่ <br />
    เกี่ยวข้องกับสาธารณสุข ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หนึ่งในกฎหมายนี้คือ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ในการประชุมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขเมื่อเช้านี้ ได้รับรายงานเรื่องนี้ว่า ขณะนี้กฤษฎีกาได้ให้กระทรวงสาธารณสุขแก้ไขบางส่วน ซึ่งจะติดตามผล คาดว่าจะได้ข้อยุติในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป <br />
    <br />
    &ldquo;เรื่องนี้ถือเป็นนโยบายเร่งรัดที่สำคัญระดับต้นๆ เรื่องหนึ่ง หลักการของกฎหมายคือการตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อช่วยเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์และมีคณะกรรมการพิจารณา เมื่อมีผู้เสียหายก็จะสามารถเจรจา ให้ได้รับการชดเชยและเยียวยาได้อย่างทันท่วงที ไม่ต้องรอฟ้องศาลซึ่งกระบวนการดังกล่าว ต้องใช้เวลา 3-5 ปี หากสามารถตกลงกันได้ ก็ไม่ต้องฟ้องร้องกันโดยไม่จำเป็น ซึ่งจะมีผลดีทั้ง 2 ฝ่าย ขอให้สบายใจได้ว่าตั้งใจจริงในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้&rdquo; <br />
    <br />
    ในประเด็นที่ 2 การตั้งกองทุนชดเชยความเสียหายเฉพาะกิจ และตั้งคณะกรรมการกลาง ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายนั้น ขณะนี้ ยังไม่สามารถรับปากได้ ต้องขอศึกษาข้อกฎหมาย ว่าสามารถทำได้หรือไม่ และจะหาเงินกองทุนโดยวิธีใด อย่างไร ซึ่งต้องนำทั้ง 2 ส่วนมาประกอบกัน แต่หากสามารถทำได้ก็จะทำให้เลย และจะแจ้งให้ทราบต่อไป เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเข้าใจร่วมกัน <br />
    <br />
    นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า สำหรับคดีฟ้องร้องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาแล้ว ได้สั่งการให้กองการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กองนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประสานงานกับสำนักงานเลขาธิการแพทยสภา และเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ประชุมรวบรวมกรณีที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพื่อให้ติดตามความคืบหน้าในแต่ละเรื่องได้สะดวกรวดเร็วขึ้น และจะได้เดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยให้กองการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นเจ้าภาพนัดประชุม และให้รายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป <br />
    <br />
    **************************************** 15 กุมภาพันธ์ 2553 <br />
    <br />
    &nbsp;</li>
</ul>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30816]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-16 10:46:18]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[อย.คาด"ลูกชิ้นปลาเรืองแสง" ปนเปื้อน-ใส่โซเดียม]]></title>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข&nbsp; กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีลูกชิ้นปลาเรืองแสง ว่า&nbsp; ในวันนี้ นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธีการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ อย. ประสานกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาครและพื้นที่เกี่ยวข้อง ไปสุ่มเก็บตัวอย่างลูกชิ้นปลามาตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์&nbsp; นอกจากนี้ยังได้นำลูกชิ้นปลาที่ทางผู้สื่อข่าวนำมามอบให้ไปตรวจสอบด้วย คาดว่าในวันจันทร์ที่ 22 ก.พ. จะแถลงผลการตรวจสอบให้ทราบได้ โดยจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ในการเพาะเชื้อและตรวจสอบว่า สารเรืองแสงที่พบนั้นเกิดจากอะไรกันแน่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>ด้าน นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการ อย. กล่าวว่า&nbsp; ในเบื้องต้นได้มีการสันนิษฐานว่า ลูกชิ้นปลาเรืองแสงที่พบนั้นน่าจะเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ 1. อาจมีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียวิบริโอ และแบคทีเรียสูโดโมแนส และ 2 อาจมีสารผสมอาหารที่ช่วยให้เหนียวนุ่มน่ารับประทาน คือ โซเดียม ไตรโพลีฟอสเฟต ซึ่งตามกฎหมายอนุญาตให้มีได้ไม่เกิน 300 พีพีเอ็ม(ส่วนในล้านส่วน) ดังนั้นต้องรอดูผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการว่าจะมีสารชนิดใดบ้าง สำหรับคำแนะนำประชาชนคือไม่ควรบริโภคลูกชิ้นปลาเรืองแสง ในกรณีที่จะรับประทานลูกชิ้นปลาควรนำมาต้มนาน ๆ ไม่ควรนำไปยำโดยไม่ผ่านความร้อน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมา&nbsp; ผู้สื่อข่าวได้ไปซื้อลูกชิ้นปลาที่ร้านค้าแห่งหนึ่งในตลาดชื่อดัง จ.ปทุมธานี&nbsp; ที่พลเมืองดี นำมาร้องเรียน ทั้งลูกชิ้นรักบี้ ลูกชิ้นปลาจาก เยาวราช และลูกชิ้นปลาทรงกลมปกติ ปรากฏว่า ในช่วงกลางคืนลูกชิ้นทั้ง 3 ถุงที่แช่ไว้ในตู้เย็น ปรากฏสารเรืองแสงสีเขียว ๆ ฟ้า ๆ จาง ๆ&nbsp; แต่เมื่อนำมาเขย่า พบว่า ลูกชิ้นยิ่งเรืองแสงมากขึ้น เมื่อนำลูกชิ้นเรืองแสงไปล้างน้ำปรากฏว่า ใช้เวลาสักพักสารเรืองแสงก็หลุดออกไป</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30808]]></link>
<author><![CDATA[เว็บไซต์สำนักข่าวเนชั่น]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-15 17:23:08]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ เตรียมเสนอครม. ของบ 550 ล้านบาท แก้ปัญหาการเงินให้โรงพยาบาล 172 แห่งใน 10 จังหวัดชายแดน ดูแลคนไทยรอพิสูจน์สัญชาติ 4.5 แสนคน คาดเริ่มได้ในเดือนเมษายน 2553 ]]></title>
<description><![CDATA[<p>นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการจัดบริการสุขภาพแก่ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร และพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ 10 จังหวัด ว่า ในวันนี้ที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขได้สรุปแนวทางแก้ไขปัญหาโรงพยาบาลเฉพาะที่อยู่ตามบริเวณแนวชายแดน 10 จังหวัด รวม 172 แห่ง ซึ่งข้อเท็จจริงที่ผ่านมา ได้รับเงินค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลรายหัวตามจำนวนคนไทยที่มีบัตรประชาชน แต่เวลาให้บริการจริง โรงพยาบาลเหล่านั้นต้องให้บริการคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานแล้ว แต่มีบัตรประชาชนในรูปแบบที่แตกต่างจากคนไทยทั่วไป คือ คนที่รอพิสูจน์สัญชาติ คนกลุ่มนี้เคยได้รับบัตรทองมาแล้วและถูกยกเลิกในปี 2545 บางคนเคยทำบัตรประกันสุขภาพ 500 บาทในอดีตและเคยได้รับการรักษาฟรีในฐานะผู้มีรายได้น้อย ต่อมาได้ถูกยกเลิกเมื่อเปลี่ยนเป็นบัตรทองเมื่อปีพ.ศ.2544 และ 2545 จึงเป็นภาระของโรงพยาบาลชายแดน ต้องนำเงินงบประมาณที่ได้รับมาใช้รักษาคนไทยกลุ่มนี้ด้วย รวมทั้งยังมีแรงงานต่างด้าวที่ข้ามแดนเข้ามารักษา และนำเชื้อโรคโรคติดต่อเข้ามาแพร่ต่อคนไทย เช่น โรคเท้าช้าง โรคมาลาเรีย อหิวาตกโรค วัณโรคเรื้อรัง เป็นปัญหาใหญ่ในแนวชายแดนขณะนี้ ทำให้งบประมาณที่โรงพยาบาลได้รับการจัดสรรเพื่อใช้รักษาคนไทยลดน้อยลง <br />
<br />
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ในวันนี้จึงได้ตัดสินใจ เสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดงบประมาณ550 ล้านบาท สำหรับดูแลสุขภาพคนไทยที่รอพิสูจน์สัญชาติจำนวน 4 แสน 5 หมื่นคน โดยจะนำเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในครึ่งปีถัดไป คือตั้งแต่เดือนเมษายน 2553แต่เนื่องจากเรื่องนี้ เป็นระบบประกันสุขภาพ จะต้องผ่านที่ประชุม สปสช. ซึ่งจะมีการพิจารณาในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนนี้ หลังจากนั้นจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาระบบการเงินให้กับโรงพยาบาลตามแนวชายแดน ช่วยควบคุมโรคติดต่อ ไม่ให้แพร่ระบาดในคนไทย และจะช่วยให้คนที่เคยได้บัตรทองได้รับการดูแลรักษา <br />
<br />
********************************* 15 กุมภาพันธ์ 2553 <br />
<br />
&nbsp;</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30807]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-15 17:20:06]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ เร่งสาธารณสุขจังหวัดลดการระบาดโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้ยาต้านไวรัสในกลุ่มเสี่ยงทันที ไม่ต้องรอผลการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ เพื่อลดการเสียชีวิตผู้ป่วย]]></title>
<description><![CDATA[<ul>
    <li>วันนี้(15 กุมภาพันธ์ 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดถือว่ายังประมาทไม่ได้ ยังมีการแพร่ระบาดอยู่ในหลายจังหวัด ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 จำนวน 32,953 คน เสียชีวิตในสัปดาห์ที่ผ่านมา 5 คน มีผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่วันที่ เดือนเมษายน 2552 - ปัจจุบัน ทั้งหมดรวม 206 คน โดยในจำนวน 5 คน ที่เสียชีวิตในสัปดาห์ที่ผ่านมา 4 คนเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้แก่ 1.โรคอ้วนเป็นผู้หญิง ชาวจ.สุรินทร์ 2.โรคหัวใจและไตวาย เป็นหญิงชาว. จ.เชียงใหม่ 3.ภาวะทุพโภชนาการ เป็นเด็กชาย ชาวจ.น่าน 4.หญิงตั้งครรภ์ ป่วยเป็นโรคหัวใจและโรคเลือด ชาว กทม. ส่วนคนที่ 5. เป็นเด็กชายอายุ 9 ขวบ จ.เชียงใหม่ ไม่มีโรคประจำตัว <br />
    <br />
    ดังนั้นที่ประชุมได้สั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ประสานนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดดำเนินการมาตรการลดการแพร่ระบาดทุกมาตรการ รวมทั้งการให้ยาต้านไวรัสในกลุ่มเสี่ยงทันทีโดยไม่ต้องรอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ป่วยได้ ทั้งนี้ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ได้ให้คำแนะนำและความเห็นยืนยันว่าการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 โดยความสมัครใจ ควรทำต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข <br />
    <br />
    ผลการฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2553 ถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ฉีดแล้ว 235,078 คน คิดเป็นร้อยละ 11 ของเป้าหมายที่กำหนดไว้ กลุ่มที่เข้ารับการฉีดมากที่สุดคือ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ร้อยละ 36 สำหรับอาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน ผลการตรวจของคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอิสระ สรุปจนถึงวันนี้ พบว่าในบรรดาผู้ป่วยที่เกิดจากการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ทั้งหมด พบว่าที่อาจเกี่ยวข้องกับวัคซีนมีเพียงรายเดียว คือรายหญิงตั้งครรภ์ 7 เดือน ที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ป่วยปอดอักเสบและเกิดอาการไตวายอยู่ด้วย ขณะนี้ทั้งแม่และลูกปลอดภัยแล้ว เป็นกรณีเดียวที่ผู้เชี่ยวชาญตรวจพบ <br />
    <br />
    ********************************* 15 กุมภาพันธ์ 2553 <br />
    &nbsp;</li>
</ul>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30802]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-15 17:14:38]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ. พบผู้สูงอายุไทย เผชิญปัญหาความเสื่อมอวัยวะมากขึ้น  ข้อเสื่อมกว่า 1 ล้านคน สงสัยสมองเสื่อมเกือบ 9 แสนคน อยู่คนเดียวเกือบ 7 หมื่นคน และต้องการคนดูแลเกือบ 3 แสนคน]]></title>
<description><![CDATA[<ul>
    <li>สาธารณสุขเผยผลสำรวจสุขภาพผู้สูงอายุล่าสุดในปี 2551-52 พบเข้าขั้นน่าห่วง เผชิญปัญหาหลัก 3 ด้าน ต้องเร่งพัฒนาระบบบริการรองรับหลายด้าน โดยเกือบครึ่งเป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่รู้ตัวเพียงร้อยละ 3 เป็นโรคเบาหวานร้อยละ 16 มีผู้สูงอายุเป็นโรคข้อเสื่อมกว่า 1 ล้าน 3 แสนคน สงสัยมีภาวะสมองเสื่อม 880,000 คน ต้องการคนดูแลกว่า 265,000 คน พบในเขตชนบทมากกว่าเขตเมือง ส่วนด้านที่อยู่อาศัยพบยังมีสภาพไม่เอื้อต่อความปลอดภัย เสี่ยงต่ออันตรายหกล้มสูง <br />
    <br />
    วันนี้ (15 กุมภาพันธ์ 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์บรรลุ ศิริพานิช ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย นายแพทย์พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) รศ.นายแพทย์วิชัย เอกพลากร หัวหน้าโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข เสวนาเรื่อง &ldquo;สูงแล้วเสื่อม ผู้สูงอายุไทยจะมีความสุขได้อย่างไร&rdquo; และแถลงผลสำรวจสุขภาพผู้สูงอายุไทยทั่วประเทศใน 21 จังหวัด โดยการสัมภาษณ์กับตรวจสุขภาพ ครั้งล่าสุดในปี 2551-2552 กลุ่มตัวอย่าง 30,000 คน โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) <br />
    <br />
    นางพรรณสิริ กล่าวว่า ผลจากความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ และความเจริญก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะสาขาการแพทย์และสาธารณสุข ทำให้ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น ขณะที่อัตราการเกิดลดลง ทำให้สัดส่วนจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้นเป็นลำดับ โดยประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว เพราะมีจำนวนผู้สูงอายุเกินกว่าร้อยละ 10 ตั้งแต่ปี 2548 ขณะนี้ทั่วประเทศมีผู้สูงอายุกว่า 7 ล้าน 3 แสนคน และคาดว่าอีก 15 ปีคือปี 2568 สัดส่วนจำนวนผู้สูงอายุไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มเป็นร้อยละ 20 กล่าวคือพบผู้สูงอายุได้ 1 คนในประชากรไทยทุก5 คน เป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องเร่งพัฒนาระบบบริการต่างๆ รองรับอย่างเหมาะสมกับสภาวะสังคมไทย ขณะเดียวกันต้องมีระบบเตรียมความพร้อมประชาชนให้เข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ เนื่องจากผู้สูงอายุจะต้องเผชิญกับปัญหาความเสื่อมถอยของอวัยวะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ <br />
    <br />
    กระทรวงสาธารณสุข โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ได้ทำการสำรวจสุขภาพคนไทยและผู้สูงอายุทุก 5 ปี เพื่อประเมินสถานการณ์สภาวะด้านสุขภาพและสิ่งที่เกี่ยวข้องที่เป็นสาเหตุ เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนจัดบริการและการป้องกันที่เหมาะสม ผลการสำรวจสุขภาพผู้สูงอายุครั้งที่ 4 เมื่อพ.ศ. 2551-2552 ใช้วิธีสัมภาษณ์และตรวจสุขภาพโดยตรง ดำเนินการ 3 เรื่องหลัก คือกลุ่มโรคเรื้อรัง กลุ่มโรคที่เกิดจากความเสื่อมของอวัยวะ และโรคเกี่ยวกับด้านสุขภาพจิต พบว่าผู้สูงอายุมีปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น ได้แก่ ภาวะอ้วน อ้วนลงพุง และไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ซึ่งชี้ให้เห็นว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย <br />
    <br />
    ผลสำรวจในกลุ่มโรคเรื้อรัง พบผู้สูงอายุเกือบครึ่งมีความดันโลหิตสูงกว่าปกติ มีเพียงร้อยละ 3 ที่รู้ตัวว่าตัวเองป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง ในจำนวนนี้ร้อยละ 55 ได้รับการดูแลรักษา ซึ่งดีขึ้นกว่าปี 2547 โดยสามารถควบคุมความดันเลือดได้ร้อยละ 28 ผู้หญิงจะควบคุมได้ดีกว่าผู้ชาย ส่วนเบาหวาน ตรวจพบผู้สูงอายุเป็นร้อยละ 16 แต่สัดส่วนการเข้ารับการรักษาสูงขึ้น แสดงว่าผู้สูงอายุตื่นตัวกับโรคนี้ สามารถเข้าถึงการบริการและการรักษาดีขึ้น ทั้งนี้ เห็นได้ว่าโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานมีแนวโน้มการดูแลและการให้บริการที่ดีขึ้น <br />
    <br />
    ในกลุ่มโรคที่เกิดจากความเสื่อมของอวัยวะ 6 ปัญหา ได้แก่ ต้อกระจก การได้ยิน การบดเคี้ยว ข้อเสื่อม ภาวะสมองเสื่อมและการหกล้ม ตัวเลขที่น่าตกใจมากพบว่า ผู้สูงอายุไทยเป็นโรคข้อเสื่อมค่อนข้างสูงเฉลี่ยร้อยละ 19 คาดประมาณว่าขณะนี้ผู้สูงอายุไทย กำลังเชิญโรคข้อเสื่อม ประมาณ 1 ล้าน 4 แสนกว่าคน โรคดังกล่าวจะทำให้มีอาการปวดข้อ ข้อบวมอย่างเรื้อรัง พบในผู้ชายร้อยละ 24 และผู้หญิงร้อยละ 14 ส่วนภาวะสมองเสื่อม พบผู้สูงอายุมีภาวะสมองเสื่อมร้อยละ 12 หรือประมาณ 880,000 คน พบในผู้หญิงร้อยละ 15 ผู้ชายร้อยละ 9 ส่วนใหญ่พบในเขตชนบทมากกว่าในเมือง ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุอยู่คนเดียว 69,000 คน ผู้สูงอายุเหล่านี้ร้อยละ 31 หรือจำนวน 265,000 คน ต้องการคนดูแล ส่วนปัญหาสายตา พบเป็นต้อกระจกร้อยละ 21 ผู้สูงอายุหญิงเป็นมากกว่าชาย ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุที่อยู่ในเขตเมืองเป็นมากกว่าผู้ที่อยู่ในชนบท ในด้านการบดเคี้ยว พบว่าผู้สูงอายุทั้งชายและหญิงร้อยละ 53 เหลือฟันในปากน้อยกว่า 20 ซี่ โดย 1 ใน 5 ใส่ฟันปลอมมากที่สุดคือผู้สูงอายุในกทม. ต่ำที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ <br />
    <br />
    นอกจากนี้ ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการหกล้มมาก ทำให้บาดเจ็บเกิดอันตรายต่อชีวิต ผลการสำรวจครั้งนี้พบว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 18 เคยหกล้มใน 6 เดือนที่ผ่านมา เฉลี่ยผู้สูงอายุเคยหกล้มคนละ 2 ครั้ง โดยผู้สูงอายุชายส่วนใหญ่หกล้มนอกบ้าน ผู้สูงอายุหญิงหกล้มภายในบริเวณบ้านมากกว่า สาเหตุที่พบบ่อยเกิดจากพื้นลื่นร้อยละ 42 รองลงมาคือ สะดุดสิ่งกีดขวางร้อยละ 35 และพื้นต่างระดับร้อยละ 25 จากการถามลักษณะบ้านที่อาศัย พบว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากยังอยู่ในบ้านที่ไม่ได้ดัดแปลงให้เหมาะ เช่น ต้องใช้บันได้ในชีวิตประจำวันร้อยละ 58 ในห้องน้ำไม่มีราวจับร้อยละ 90 และไม่มีราวจับในห้องนอนร้อยละ 96 เป็นต้น <br />
    <br />
    สำหรับโรคเกี่ยวกับด้านสุขภาพจิต พบผู้สูงอายุมีภาวะซึมเศร้าเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 5 พบผู้หญิงร้อยละ 7 ผู้ชายร้อยละ 3 และพบมากขึ้นตามอายุที่มากขึ้น สาเหตุหนึ่งเกิดจากการดูแลผู้สูงอายุ แนวโน้มผู้สูงอายุอยู่คนเดียวมากขึ้นทุกปี ข้อมูลจากสำมะโนประชากรตั้งแต่ปี 2513 ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวมีร้อยละ 4 แต่ในปี 2547 พบว่าจำนวนผู้สูงอายุที่อยู่โดดเดี่ยวตามลำพังเพิ่มเป็นร้อยละ 7 หรือประมาณ เกือบ 5 แสนคน</li>
    <li><br />
    ************************************** 15 กุมภาพันธ์ 2553 <br />
    <br />
    &nbsp;</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30798]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-15 16:49:16]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ. ให้ทุกจังหวัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาการถ่ายโอนสถานีอนามัย ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 

]]></title>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<ul>
    <li>กระทรวงสาธารณสุข พร้อมดำเนินการตามพ.ร.บ.กระจายอำนาจ ให้ทุกจังหวัดร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งคณะกรรมการพิจารณาการถ่ายโอนสถานีอนามัย เน้นประชาชนได้รับประโยชน์มากขึ้นหลังถ่ายโอนแล้ว ส่วนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีความก้าวหน้าในอาชีพ นอกจากนี้ยังได้ขออนุมัติตำแหน่งอีก 22,000 ตำแหน่งจากก.พ. เพื่อบรรจุลูกจ้างวิชาชีพสาธารณสุขที่จบตั้งแต่ปี 2548-2552 เป็นข้าราชการ</li>
    <li><br />
    นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการถ่ายโอนสถานีอนามัยไปอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่า กระทรวงสาธารณสุขพร้อมที่จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติการกระจายอำนาจ เพื่อทำให้งานสาธารณสุขในพื้นที่ได้รับการพัฒนาดียิ่งขึ้น โดยขณะนี้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประมาณ 500 แห่ง มีความพร้อมรับโอนสถานีอนามัยจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ และดำเนินการค่อยเป็นค่อยไปตามความพร้อมของพื้นที่ โดยจะให้ทุกจังหวัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่วมกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ว่าจะเป็นไปในลักษณะใด เนื่องจากการกระจายอำนาจไม่มีรูปแบบเดียว และต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ รวมทั้งความก้าวหน้าในวิชาชีพของบุคลากรสาธารณสุขด้วย <br />
    นายแพทย์สุพรรณ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังได้วางแผนในด้านอัตรากำลังคน โดยได้ทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ขอบรรจุตำแหน่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ทั่วประเทศทุกสาขาที่สำเร็จการศึกษา ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2548-2552 ประมาณ 22,000 คน และยังเป็นลูกจ้างชั่วคราวของกระทรวงสาธารณสุข ให้บรรจุเป็นข้าราชการทั้งหมด เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน ให้มีความมั่นคงในอาชีพ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงการขอตำแหน่ง 3,000 อัตรา เพื่อรองรับพยาบาล 3,000 คนในโครงการผลิตพยาบาลวิชาชีพเพื่อแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ซึ่งจะจบในปี 2554 ด้วย</li>
    <li><br />
    ************************************** 14 กุมภาพันธ์ 2553 <br />
    <br />
    &nbsp;</li>
</ul>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30778]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-14 13:06:42]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ สั่งด่วน! อาหารและยา คุมเข้มปลา-ผลิตภัณฑ์ปลานำเข้า ต้องได้มาตรฐาน และปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข 4 ฉบับ โดยเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นคนไทย และป้องกันปลานำเข้าที่ไม่ได้มาต
]]></title>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<ul>
    <li>
    <p>นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้มีการเปิดการค้าเสรีไทย-อาเซียน ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งจะส่งผลให้สินค้าประเภทปลาและผลิตภัณฑ์เข้ามาจำหน่วยในประเทศเป็นจำนวนมาก เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้คนไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณภาพและมาตรฐาน ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) คุมเข้มด้านความปลอดภัยอาหารนำเข้าดังกล่าวอย่างเข้มงวด ผู้นำเข้าจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข ตามกฎหมาย 4 ฉบับได้แก่1.ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 พ.ศ. 2529 เรื่องมาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน และประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 273 พ.ศ. 2546 เรื่องมาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน (ฉบับที่ 2) 2. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 288 พ.ศ. 2548 เรื่องอาหารที่มีสารพิษตกค้าง 3.ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 303 พ.ศ. 2550 เรื่องอาหารที่มียาสัตว์ตกค้าง และ 4. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องมาตรฐานอาหารด้านจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค หากพบไม่ได้มาตรฐานให้ดำเนินการทางกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อป้องกันปลานำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐานมาตีตลาดปลาไทยด้วย นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า การนำเข้าสินค้าประเภทอาหารมาจำหน่ายในประเทศ ผู้นำเข้าจะต้องได้รับใบอนุญาตนำเข้าอาหารจากอย. และต้องผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ด่านอาหารและยา เพื่อสุ่มตัวอย่างตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานทุกครั้งอย่างเข้มงวด เช่นโลหะหนักต่างๆอาทิสารปรอท สารตะกั่ว เชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค และฟอร์มาลิน เป็นต้น</p>
    </li>
    <li>
    <p>&nbsp;</p>
    </li>
    <li>
    <p>หากตรวจพบว่าผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ปลอดภัย จะดำเนินคดีกับผู้นำเข้าตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในการนำเข้าครั้งถัดไป สินค้าจะถูกนำเข้าระบบกักกันด้วยการอายัดไว้ 3 ครั้งติดต่อกัน พร้อมทั้งทำการสุ่มตัวอย่างส่งตรวจคุณภาพมาตรฐาน หากสินค้าได้มาตรฐานและปลอดภัย จึงจะถอนอายัดให้จำหน่ายได้ แต่หากไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ปลอดภัย จะส่งสินค้ากลับคืนประเทศต้นทางหรือทำลายสินค้าดังกล่าวทั้งหมด</p>
    </li>
    <li>
    <p>********************************** 14 กุมภาพันธ์ 2553</p>
    <br />
    &nbsp;</li>
</ul>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30777]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-14 13:05:39]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ เดินหน้าลุยพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินของบกลาง 133 ล้านบาท ตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุ  สั่งการ 24 ชั่วโมง สนับสนุนการจ่ายชดเชยบริการ พัฒนาบุคลากร ช่วยประชาชนเจ็บป่วยฉุกเฉินได้รับการดูแลทันใจ ]]></title>
<description><![CDATA[<p><strong><br />
</strong></p>
<ul>
    <li>
    <p><span style="font-size: 18pt; color: #444444">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">นายจุรินทร์ &nbsp;ลักษณวิศิษฏ์ &nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข</span>&nbsp;<span style="font-size: 16pt; color: #444444"> ให้สัมภาษณ์ว่า </span>&nbsp;<span style="font-size: 16pt; color: #444444">ตนได้เสนอคณะรัฐมนตรี ของบกลาง เพื่อพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน จำนวนเงินทั้งสิ้น 133</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">,</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">133</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">,</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">400 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศ</span>&nbsp;<span style="font-size: 16pt; color: #444444"> โดยเฉพาะการพัฒนาศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการทาง 1669 ซึ่งเป็นจุดเริ่มในการรับแจ้งเหตุจากประชาชนหรือผู้ป่วยฉุกเฉิน และการสั่งการให้หน่วยปฎิบัติออกให้บริการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ของสำนักงานระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินประจำจังหวัด จำนวน 79 แห่ง </span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">&nbsp;&nbsp;</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">หากงบไม่เพียงพอจะส่งผลกระทบต่อผู้เจ็บป่วย</span>&nbsp;<span style="font-size: 16pt; color: #444444"> ขาดโอกาสรับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที</span>&nbsp;<span style="font-size: 16pt; color: #444444"> อาจเสียชีวิตหรือพิการได้</span>&nbsp;</p>
    <br />
    <div style="text-justify: inter-cluster; background: white"><span style="font-size: 16pt; color: #444444">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">&nbsp;&nbsp;</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">นายจุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ได้รับงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553 วงเงิน 444.9 ล้านบาท</span>&nbsp;<span style="font-size: 16pt; color: #444444"> ประกอบด้วย งบกองทุนการแพทย์ฉุกเฉิน จำนวน 390.2500 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าชดเชยบริการการแพทย์ฉุกเฉินซึ่งมีปีละ 700</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">,</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">000 ครั้ง </span>&nbsp;<span style="font-size: 16pt; color: #444444">โดยคิดเป็นรายละ 8.30 บาท ต่อประชาชนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า </span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">&nbsp;&nbsp;</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">หรือเฉลี่ยอัตรา 6.23 บาทต่อประชากรไทยทั้งหมด</span>&nbsp;&nbsp;<span style="font-size: 16pt; color: #444444">และเป็นงบบริหารจัดการของสถาบันฯ จำนวน 54.7167 ล้านบาท โดยไม่ได้รับจัดสรรในส่วนของการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนศูนย์รับแจ้งเหตุสั่งการ ค่าบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินระดับจังหวัด</span>&nbsp;<span style="font-size: 16pt; color: #444444"> จึงทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ </span></div>
    <br />
    <div style="text-justify: inter-cluster; background: white"><span style="font-size: 16pt; color: #444444">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">ทั้งนี้งบกลางที่ขอเพิ่มครั้งนี้ จะใช้ดำเนินงาน 2 ส่วนได้แก่ การสนับสนุนศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการตลอด 24 ชั่วโมง </span>&nbsp;<span style="font-size: 16pt; color: #444444">และสนับสนนุสำนักงานระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินประจำจังหวัด 113</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">,</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">365</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">,</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">400 บาท</span>&nbsp;<span style="font-size: 16pt; color: #444444"> ตรวจสอบคุณภาพการจ่ายค่าชดเชยบริการ</span>&nbsp;<span style="font-size: 16pt; color: #444444"> 12</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">,</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">945</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">,</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">000 บาท และพัฒนาบุคลากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน จำนวน 6</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">,</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">814</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">,</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">000 บาท</span></div>
    <br />
    <div style="text-justify: inter-cluster; background: white"><span style="font-size: 16pt; color: #444444">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">&ldquo;</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">ซึ่งหาก ครม.ให้ความเห็นชอบ ก็จะช่วยให้ศูนย์รับแจ้งเหตุ </span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">1669 </span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">และศูนย์รับแจ้งเหตุประจำจังหวัดทุกจังหวัดสามารถรับแจ้งเหตุ และสั่งการช่วยเหลือผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินได้ตลอด </span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">&nbsp;24 </span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">ชั่วโมงในทันที</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">&rdquo; </span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">&nbsp;นายจุรินทร์ กล่าว</span></div>
    <br />
    <div align="center"><b><span style="font-size: 16pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ******************&nbsp;&nbsp;&nbsp; 13 กุมภาพันธ์ 2553</span></b></div>
    <br />
    <div style="text-justify: inter-cluster; background: white"><span style="font-size: 16pt; color: #444444">&nbsp;</span><span style="font-size: 16pt; color: #444444">&nbsp;</span> <br />
    &nbsp;</div>
    </li>
</ul>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30774]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-14 12:58:06]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปลัดสธ.ย้ำเจ้าหน้าที่ เข้มซักประวัติหญิงตั้งครรภ์ก่อนฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 หากมีประวัติเคยแท้งลูกหรือเสี่ยงแท้ง ให้งดฉีด 

]]></title>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<ul>
    <li>
    <p>&nbsp;<span style="font-size: 16pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปลัดกระทรวงสาธารณสุขย้ำทุกโรงพยาบาลที่จะให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 แก่หญิงที่ตั้งครรภ์ ให้ซักประวัติให้ละเอียด หาพบมีประวัติแท้งหรือมีปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้แท้ง</span><span style="font-size: 16pt">ให้ปรึกษาสูติแพทย์หรือพยาบาลห้องรับฝากครรภ์หรืองดฉีด และแนะนำให้ป้องกันตัวเอง ยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย</span></p>
    <br />
    <div><span style="font-size: 16pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <span style="letter-spacing: -0.4pt">วันนี้(12 กุมภาพันธ์ 2553) ที่โรงแรมมิราเคิล กรุงเทพมหานคร นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดประชุมเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ทั่วประเทศกว่า 400 คน เรื่อง </span></span><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.4pt">&ldquo;</span><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.4pt">วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ปลอดภัยจริงหรือ</span><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.4pt">&rdquo;</span><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.4pt"> เพื่อชี้แจงข้อมูลการให้บริการการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009</span></div>
    <br />
    <div style="text-indent: 36pt"><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.4pt">นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายจังหวัดที่รายงานพบโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดเพิ่มขึ้น ซึ่งแนวโน้มการระบาดจะขยายวงกว้างขึ้นทั่วทุกภาค พื้นที่การระบาดส่วนใหญ่ยังเป็นสถานศึกษาแต่ไม่มากเท่าครั้งแรก ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 31 มกราคม </span><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.4pt">&ndash;</span><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.4pt"> 6 กุมภาพันธ์ 2553 มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด สำหรับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งได้กำหนดกลุ่มเสี่ยง 5 กลุ่มให้เป็นผู้ที่รับวัคซีนเป็นกลุ่มแรกๆ นั้น&nbsp;ซึ่งในการกำหนดกลุ่มเสี่ยง เป็นความรู้ที่ได้จากการระบาดรอบแรก ดังนั้นเมื่อคนที่ได้รับการฉีดวัคซีนคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจึงมีโอกาสที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์มากกว่าคนที่ร่างกายปกติ</span></div>
    <br />
    <div><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.4pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวต่อว่า ในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้หญิงตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์ 3 เดือนขึ้นไป ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ก่อนฉีดวัคซีน ต้องซักประวัติอย่างละเอียด เช่น หากมีประวัติแท้งท้องแรกหรือครอบครัวมีประวัติหรือปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการแท้งได้ง่าย ควรงดการฉีด ให้ปรึกษาสูติแพทย์หรือพยาบาลห้องฝากครรภ์ และต้องให้คำแนะนำการป้องกันตัว โดยให้กินร้อน ซ้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด หากหญิงตั้งครรภ์ไม่มีประวัติที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงในการแท้งลูก ก็สามารถฉีดได้</span></div>
    <br />
    <div><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.4pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในการประชุมในวันนี้ ได้ให้เจ้าหน้าที่ผู้บริการ&nbsp;ให้ข้อมูลแก่ผู้ที่ต้องการรับวัคซีน ได้ทราบข้อเท็จจริงให้มากที่สุด และให้ตัดสินใจฉีดโดยความสมัครใจ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด พร้อมกันนี้ได้ให้ผู้ที่เข้าร่วมประชุม นำความรู้ ข้อมูลผลการประชุมไปถ่ายทอด ให้ผู้ร่วมงานให้มากที่สุด เพื่อป้องกันการเกิดอาการไม่พึงประสงค์กับผู้รับวัคซีนมากที่สุด&nbsp;และต้องมีกระบวนการดูแลผู้รับวัคซีนในโรงพยาบาล โดยวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ไม่อนุญาตให้ฉีดที่สถานีอนามัย&nbsp;เนื่องจากหากเกิดการแพ้หลังฉีด อาจไม่สามารถแก้ไขได้ทัน นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวในที่สุด</span></div>
    <br />
    <div style="text-justify: inter-cluster"><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.3pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค <span style="color: black">กล่าวถึงความ</span>คืบหน้าการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009</span><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.3pt">ในกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูง 5</span><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.3pt">กลุ่ม ในช่วง ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 11</span><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.3pt">มกราคม จนถึงวันที่ 9</span><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.3pt">กุมภาพันธ์ 2553 ได้รับรายงานมีผู้มารับบริการวัคซีนแล้ว 174,500 คน&nbsp;ประกอบด้วย กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ 110,691 คน คิดเป็นร้อยละ 29</span><span style="font-size: 16pt; color: black; letter-spacing: -0.3pt">&nbsp;</span><span style="font-size: 16pt; color: black; letter-spacing: -0.3pt">จาก 371,424 คน กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง</span><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.3pt">42,028 คน คิดเป็นร้อยละ 5</span><span style="font-size: 16pt; color: black; letter-spacing: -0.3pt">จาก 842,895 คน กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ </span><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.3pt">15,578 คน คิดเป็นร้อยละ 3</span><span style="font-size: 16pt; color: black; letter-spacing: -0.3pt">จาก 500,915 คน กลุ่มบุคคลโรคอ้วน </span><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.3pt">4,843 คน คิดเป็นร้อยละ 3</span><span style="font-size: 16pt; color: black; letter-spacing: -0.3pt">จาก 182,384 คน และกลุ่มผู้พิการรุนแรงที่ช่วยตนเองไม่ได้ 1,360 </span><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.3pt">คน คิดเป็นร้อยละ 2</span><span style="font-size: 16pt; color: black; letter-spacing: -0.3pt">&nbsp;</span><span style="font-size: 16pt; color: black; letter-spacing: -0.3pt">จาก 72,132 คน อย่างไรก็ตามช่วงนี้เป็นช่วงที่การระบาดของโรคขยายวงกว้างขึ้น เกือบเท่าระลอกแรกและผู้เสียชีวิตอยู่ในกลุ่มเสี่ยงจึงขอให้กลุ่มเสี่ยงที่ยังไม่ฉีดวัคซีนตัดสินใจฉีดวัคซีน เพราะจะได้ประโยชน์มากกว่าที่จะปล่อยให้ป่วยซึ่งมีโอกาสเสียชีวิตสูง</span><span style="font-size: 16pt; letter-spacing: -0.3pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span></div>
    <br />
    <div align="center"><b><span style="font-size: 16pt">กุมภาพันธ์4/4&nbsp;****&nbsp;&nbsp;&nbsp; 12 กุมภาพันธ์ 2553</span></b></div>
    </li>
</ul>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30773]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-14 12:53:59]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[บังคับแล้ว 20 กระทรวง ปีนี้ เป็นสถานที่ปลอดเหล้า ห้ามโฆษณา ปีหน้าขยาย ลงอบต.]]></title>
<description><![CDATA[<p><strong><br />
</strong></p>
<ul>
    <li>20กระทรวง ลงนามความร่วมมือให้สถานที่ราชการและสวนสาธารณะที่อยู่ในกำกับ ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมายควบคุมเหล้าพ.ศ. 2551 งดการโฆษณาทุกประเภท ยกเว้นให้ขายได้เฉพาะในร้านค้าหรือสโมสรที่เปิดบริการถาวรและได้รับอนุญาตเท่านั้น ในปีนี้เน้นส่วนกลางและเขตอำเภอเมืองในภูมิภาค ปีหน้าจะขยายผลครอบคลุมอปท. อบต.กว่า 6,000 แห่ง ทั่วประเทศ <br />
    <br />
    วันนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2553) ที่โรงแรมเรดิสัน กรุงเทพฯ นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานลงนามความร่วมมือการจัดสถานที่ราชการ 20 กระทรวง 8 สำนักบริหารกลาง และสวนสาธารณะที่อยู่ในกำกับดูแล เป็นสถานที่ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ประกอบด้วย สำนักนายกรัฐมนตรี ก.กลาโหม ก.การคลัง ก.การต่างประเทศ ก.การท่องเที่ยวและกีฬา ก.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก.เกษตรและสหกรณ์ ก.คมนาคม ก.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ก.พลังงาน ก.พาณิชย์ ก.มหาดไทย ก.ยุติธรรม ก.แรงงาน ก.วัฒนธรรม ก.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก.ศึกษาธิการ ก.อุตสาหกรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สนง.อัยการสูงสุด คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สนง.เลขาธิการสภาการศึกษา สนง.คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา สนง.คณะกรรมการการอุดมศึกษา และสสส. เพื่อให้หน่วยงานราชการและข้าราชการเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตามกฎหมาย และเป็นแนวทางแก่ผู้ประกอบการของสถานที่สาธารณะอื่นๆด้วย ในปีนี้ดำเนินการในส่วนกลางและเขต อำเภอเมืองของ 75 จังหวัด <br />
    <br />
    ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ กำหนดให้ สถานที่ราชการปฏิบัติพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มีดังนี้ 1.จัดให้สถานที่ราชการและสวนสาธารณะที่อยู่ในกำกับดูแลของราชการปลอดการขายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ข้อยกเว้นให้ขายได้เฉพาะในร้านค้าหรือสโมสรที่เปิดบริการเป็นประจำหรือถาวรและได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจากสถานที่ราชการนั้นๆ เท่านั้น โดยห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และขายได้เฉพาะในเวลาที่กฎหมายกำหนดเท่านั้นคือเวลา 11.00-14.00น. และ เวลา 17.00-24.00น. 2.ห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท โดยมีผลใช้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และจะติดตามประเมินผลทุก 3 เดือน เริ่มในเดือนพฤษภาคม 2553 และในปี 2554 จะขยายผลไปเขต อปท. อบต.ทั่วประเทศกว่า 6,000 แห่ง <br />
    <br />
    ทั้งนี้ หากมีการฝ่าฝืน กล่าวคือหากโฆษณาหรือส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับรายวันอีกวันละไม่เกิน 50,000 บาท และถ้าขายหรือบริโภคในสถานที่หรือบริเวณต้องห้ามตามกฎหมาย จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการฝ่าฝืนการขายผิดเวลากำหนดมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าขายให้บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ <br />
    นางพรรณสิริ กล่าวว่า การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ สังคมโดยรวม เช่นก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ปัญหาอุบัติเหตุจราจรจากการดื่มแล้วขับ ปัญหาอาชญากรรม พฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุ่น โรคเอดส์ ความเสื่อมวัฒนธรรมประเพณี ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะเป็นหน่วยงานหลักที่กำกับ ดูแลและควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทย ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้พยายามป้องกันและควบคุมปัญหาดังกล่าวทุกวิถีทาง เครื่องมือสำคัญหนึ่งในการดำเนินการ คือการร่างและผลักดันให้มีการตราพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 <br />
    ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 อันนับเป็นกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับแรกของไทยที่มีเจตนารมณ์ในการป้องกันควบคุมผลกระทบในทุกมิติที่เกิดจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นการเฉพาะ โดยมุ่งเน้นที่การคุ้มครองเยาวชน และประชาชนโดยทั่วไป <br />
    <br />
    ผลการดำเนินงานในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา พบมีการตราอนุบัญญัติหรือกฎหมายลูกออกมาแล้วถึง 14 ฉบับ และได้ร่างเตรียมการนำเสนอกฎหมายลูกไว้อีก 12ฉบับ ขณะนี้อยู่ระหว่างการกลั่นกรองและนำเสนอตามกระบวนการบัญญัติกฎหมาย สำหรับการเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายพบว่ามีเรื่องร้องเรียน 852 เรื่อง, สอบถาม 1,410 เรื่อง, ได้ออกตรวจเตือน 690 ราย, ออกตรวจจับ 223 ราย โดยมีคดีที่ได้กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนไปแล้วกว่า 300 คดี โดยศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษไปแล้วประมาณ 70 คดี ที่สำคัญคือ การดำเนินการดังกล่าวแม้ถูกบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฟ้องศาลปกครองให้หยุดการบังคับใช้กฎหมายและเพิกถอนประกาศสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งออกมาเพื่ออธิบายการปฏิบัติตามกฎหมายให้ชัดเจนขึ้น แต่ท้ายที่สุดศาลปกครองได้มีคำวินิจฉัยไม่รับฟ้อง แสดงว่ากระทรวงได้ดำเนินการโดยชอบแล้ว จึงขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่เป็นห่วงและสนับสนุนการดำเนินการของกระทรวงสาธารณสุขมาโดยตลอด <br />
    <br />
    การควบคุมป้องกันการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ประสบผลสำเร็จ จำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยใช้ความร่วมมือของทุกภาคีเครือข่าย ดังนั้นการลงนามของหน่วยราชการต่างๆครั้งนี้ จะเป็นพลังสำคัญในการรณรงค์การไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ และสร้างวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมที่ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดเวปไซต์ให้ความรู้เรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทาง เวปไซต์ เวิร์ไวต์เวป.ไทยแอนตี้แอลกอฮอล์ ดอท คอม (www.thaiantialcohol.com) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลความรู้พิษภัยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอด 24 ชั่วโมง จากการประเมินผลในปี 2552 พบว่ามีประชาชนเข้าชม 286,128 ครั้ง เฉลี่ยชั่วโมงละ 33 ครั้ง <br />
    <br />
    สถานการณ์คนดื่มเหล้า ในปี 2551 ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่พบว่าไทยมีนักดื่มหน้าใหม่เกิดขึ้นประมาณปีละ 2.6 แสนคน โดยเฉลี่ยดื่มเหล้าคนละ 7-8 ลิตรต่อปี ถือว่ามากติดอันดับต้นๆของเอเชีย ใกล้เคียงกับญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่งอายุ 25-29 ปี ดื่มมากสุดถึงร้อยละ 34 ที่ชอบดื่มมากคือ เบียร์ร้อยละ 69 รองลงมาเป็นสุราร้อยละ 19 ที่น่าตกใจคนไทยเสียชีวิตเพราะดื่มเหล้า 18,000 รายต่อปี <br />
    <br />
    ................................ 12 กุมภาพันธ์ 2553 <br />
    <br />
    <br />
    <br />
    <br />
    &nbsp;</li>
</ul>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30772]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-14 12:48:23]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[แพทยสภาออกกฎคุมหมอใช้สเต็มเซลล์รักษามีผลพ.ค.นี้
]]></title>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แพทยสภาออกแนวทางการรักษาและวิจัยสเต็มเซลล์ควบคุมแพทย์ มีผลบังคับใช้พฤษภาคมนี้ เตือนหมอปฏิบัติตามข้อบังคับแพทยสภารีบยื่นขอรับรองการวิจัยในคนใน 120 วัน หลังกฎหมายบังคับใช้ ฝ่าฝืนผิดจริยธรรม โทษหนักถึงขึ้นยึดใบประกอบวิชาชีพ</p>
<p><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวภายหลังการสัมมนาแนวทางการรักษาและการวิจัยเกี่ยวกับข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมวิชาชีพเวชกรรมเรื่องการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด เพื่อการรักษา พ.ศ. 2552 ว่า ข้อบังคับแพทยสภาดังกล่าว ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2553 และจะมีผลบังคับใช้หลังจากที่ลงในราชกิจจานุเบกษา 120 วัน เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน ในการรักษาด้วยการใช้สเต็มเซลล์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อรักษาที่ได้รับการรับรองมีเพียงโรคทางโลหิตวิทยาเท่านั้น ส่วนการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ในโรคอื่นๆ ไม่สามารถดำเนินการได้</p>
<p><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo;การหารือวันนี้เป็นการชี้แจงถึงร่างวิธีการดำเนินการมาตรฐานคณะกรรมการวิชาการและจริยธรรมการวิจัยในคนด้านเซลล์ต้นกำเนิดของแพทยสภาเพื่อกำหนดวิธีการดำเนินการมาตรฐานการปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและควบคุมแพทย์ให้อยู่ในระเบียบกฎเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งคาดว่าจะเสร็จก่อนที่จะมีผลบังคับใช้จริงในเดือนพฤษภาคม 2553 นี้ ทั้งนี้ มีแพทย์ส่วนหนึ่งกังวลว่าการนำเสนอโครงการวิจัยเข้าสู่คณะกรรมการจริยธรรมฯ จะกลายเป็นคอขวด เนื่องจากมีที่ส่งเรื่องเกี่ยวกับการวิจัยสเต็มเซลล์ในการรักษามาเรื่อยๆ ทั้งการรักษาโรคหัวใจ ผิวหนัง ซึ่งต้องพิจารณาว่ามีความปลอดภัยหรือไม่ ได้รับการยอมรับในการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการหรือไม่ เป็นต้น&rdquo; นพ.สมศักดิ์กล่าว</p>
<p><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นพ.สมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า แพทยสภามีอำนาจในการดูควบคุมมาตรฐานวิชาชีพซึ่งเกี่ยวข้องกับการที่แพทย์ทำการรักษาในคนไข้ เพื่อให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนที่อยู่ระหว่างการทดลองในหลอดทดลองไม่สามารถครอบคลุมได้ ซึ่งหากกฎหมายมีผลบังคับใช้โรงพยาบาลใดมีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องสเต็มเซลล์ และจะมีการนำไปใช้รักษานั้น จำเป็นต้องส่งเรื่องมาเพื่อขอการรับรองจากแพทยสภาก่อน โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนที่มีการดำเนินการเรื่องนี้โดยไม่เคยได้รับการรับรองมาก่อน จะต้องยื่นเรื่องต่อแพทยสภาภายใน 120 วันหลังจากประกาศราชกิจจานุเบกษา หากฝ่าฝืนแพทยสภาจะฟ้องร้องต่อโรงพยาบาลฐานผิดจริยธรรม ซึ่งนำไปสู่การพัก หรือเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพแพทย์</p>
<p><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo;สำหรับคณะกรรมการวิชาการและจริยธรรมการทำวิจัยในคนด้านเซลล์ต้นกำเนิดของแพทยสภา มีจำนวน 10 ท่าน ประกอบด้วย นายกแพทยสภาเป็นประธาน ตัวแทนแพทยสภา ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผู้แทนแพทย์จากราชวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งคณะอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ จากโรงเรียนแพทย์ ทั้งศิริราชพยาบาลและโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยกรรมการทั้งหมดมีความรู้ความชำนาญ เป็นอาจารย์แพทย์ ซึ่งสามารถไว้ใจได้ ไม่มีการล้วงลูก หรือความไม่เป็นธรรมใดๆ ต่อการรับรองแน่นอน&rdquo;นพ.สมศักดิ์กล่าว</p>
<p><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อนึ่ง สำหรับขัอบังคับแพทย์สภามีสาระที่สำคัญคือ 1. ต้องเป็นการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อการรักษาที่มีการวิจัยมาแล้ว จนเป็นที่ยอมรับว่าเป็นวิธีการรักษาที่เป็นมาตรฐานและแพทยสภาเห็นชอบ 2. ในกรณีที่เป็นการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อการรักษาโรคในคนที่ยังอยู่ในระหว่างการวิจัย โครงการนั้นต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนของสถาบันที่ผู้ทำวิจัยสังกัดและคณะกรรมการวิชาการและจริยธรรมการทำวิจัยในคนด้านเซลล์ต้นกำเนิดของแพทยสภา และ3.ผู้ทำการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนินเพื่อรักษาต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ได้รับวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติของแพทยสภาหรือจากสถาบันที่แพทยสภารับรองในสาขาหรืออนุสาขาที่เกี่ยวข้องกับโรคของผู้ป่วยและต้องขึ้นทะเบียนจากแพทยสภาว่าสามารถทำการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อการรักษาได้</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30771]]></link>
<author><![CDATA[ASTV ผู้จัดการออนไลน์ ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-14 12:45:37]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.จับมือ ปตท.เคมิคอล ผลิตถุงบรรจุน้ำยาล้างไต ประหยัดงบประมาณได้ปีละ กว่า 100 ล้านบาท]]></title>
<description><![CDATA[วันนี้ (11 กุมภาพันธ์ 2553) ที่โรงแรมพูลแมน บางกอก กรุงเทพมหานคร นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามความเข้า ความร่วมมือโครงการผลิตและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ทางการแพทย์ ระหว่างองค์การเภสัชกรรมกับบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ว่า จากความร่วมมือของทั้ง 2 หน่วยงานซึ่งเป็นโครงการนำร่องในการผลิตถุงบรรจุน้ำยาที่ใช้สำหรับการล้างไตทางช่องท้อง ซึ่งปัจจุบัน ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง จะมีส่วนช่วยให้ราคาของถุงบรรจุน้ำยาล้างไตถูกลงจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ด้านการรักษาพยาบาลที่จะช่วยยังชีพต่อไปได้โดยรับภาระลดน้อยลง 

นายจุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังประมาณ 20,000 คน ซึ่งขณะนี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้เข้ามาช่วยสนับสนุนการดูแลรักษาผู้ป่วยดังกล่าวได้แล้วประมาณ 4,000 ราย ดังนั้นเมื่อต้นทุนค่าใช้จ่ายของถุงบรรจุน้ำยาล้างไตทางช่องท้องลดลง เงินงบประมาณจะเหลือมากขึ้นและสามารถขยายการดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังเพิ่มเติมขึ้นได้ในอนาคต 

ทั้งนี้ การที่ผลิตถุงบรรจุน้ำยาล้างไตได้ในประเทศจะสามารถประหยัดงบประมาณจากการนำเข้าถุงบรรจุน้ำยาล้างไตทางช่องท้องปีละประมาณ 100-150 ล้านบาท และสามารถผลิตถุงบรรจุน้ำยาล้างไตทางช่องท้องได้ถึง 10 ล้านชุด หรือ 20 ล้านถุง ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะสามารถผลิตท่อ หรือสายส่งน้ำยาล้างไตที่จะต้องใช้ควบคู่กันไปได้นายจุรินทร์ กล่าวในที่สุด 

................................... 11 กุมภาพันธ์ 2553 

]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30742]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-11 16:26:36]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.เผยวัยรุ่น 1 ใน 2 เสี่ยงมีเซ็กส์กับแฟนวันวาเลนไทน์ สะกิดพ่อแม่ไหวทันภัยออนไลน์]]></title>
<description><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข สะกิดพ่อแม่ ทันภัยออนไลน์ในวันวาเลนไทน์ หลังผลสำรวจพบวัยรุ่น 1ใน 2 เสี่ยงมีเพศสัมพันธ์กับแฟนในวันวาเลนไทน์ เป็นชายมากกว่าหญิง 2 เท่าตัว ส่วนในกลุ่มพ่อแม่ พบว่า 1 ใน 4 มีความเข้าใจไอทีน้อย แต่นิยมซื้อมือถือ คอมพิวเตอร์ให้ลูก โดยร้อยละ 66 ไม่เคยเข้าไปตรวจสอบการรับข้อมูลทางไอทีของลูกหลาน พร้อมเปิดบริการ ห้องครองใจ เป็นช่องทางใหม่บริการปรึกษาแก่ครอบครัว 

วันนี้ (11 กุมภาพันธ์ 2553) ที่สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ถ.พระราม 6 กรุงเทพฯ นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต นางสาวพุ่มแพทิพย์ เอี่ยมโสภา ผู้บริหารบริษัททีโอทีจำกัด (มหาชน) และนายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ ฉลาดรักยกกำลังสาม รู้ใจ ไหวทัน ป้องกันได้ เพื่อป้องกันสถานการณ์ความเสี่ยงของวัยรุ่นในวันวาเลนไทน์ 

นางพรรณสิริ กล่าวว่า วันวาเลนไทน์ปีนี้ ได้มอบหมายให้กรมสุขภาพจิตจัดทำโครงการฉลาดยกรักกำลังสาม รู้ใจ ไหวทัน ป้องกันได้ เพื่อกระตุ้นให้วัยรุ่น ครอบครัว และสังคม มีความไหวทันต่อสถานการณ์ความเสี่ยงต่างๆที่อาจนำไปสู่ภัยทางเพศ และให้ครอบครัวมีแนวทางป้องกันความเสี่ยงทางเพศในวัยรุ่นในเทศกาลวัน วาเลนไทน์ โดยรู้ใจหมายถึง การรู้ใจตนเองจากการทบทวนอารมณ์ ความคิดของตนเองที่อาจมีอิทธิพลต่อการเกิดความเสี่ยงทางเพศ ไหวทันหมายถึง การไหวทันต่อสถานการณ์เสี่ยง ไหวทันต่ออิทธิพลของสื่อไอที และรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของผู้อื่น ป้องกันได้หมายถึง การพัฒนาวัยรุ่นให้มีทักษะชีวิต ในการปฏิเสธและป้องกันตนเองจากภัยทางเพศ รวมทั้งการเสริมสร้างศักยภาพครอบครัวให้ป้องกันเยาวชนจากภัยทางเพศได้ 

ในปีนี้ ได้ให้กรมสุขภาพจิตเปิดบริการให้คำปรึกษาครอบครัว ซึ่งทั่วประเทศมีกว่า 20 ล้านครอบครัว ในด้านการเลี้ยงดูลูกยุคไอที รวมทั้งการปรึกษาปัญหาครอบครัว นำร่องที่สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กทม.เป็นแห่งแรก และจะขยายผลไปทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้ครอบครัวมีทักษะให้คำปรึกษาการเลี้ยงดูลูกให้มีความไหวทันต่อสถานการณ์ความเสี่ยงต่างๆ อาจนำไปสู่ภัยทางเพศ และมีแนวทางป้องกันความเสี่ยงทางเพศในวัยรุ่น 

นางพรรณสิริกล่าวต่อว่า ขณะนี้วัยรุ่นไทยซึ่งมีประมาณ 16 ล้านคนทั่วประเทศ มีความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะทางเพศ เนื่องจากมีปัจจัยมาจากปัญหาสังคมอื่นๆอาทิ การลุ่มหลงกระแสวัตถุนิยม อิทธิพลของสื่อออนไลน์ ซึ่งสื่อออนไลน์ในปัจจุบันมีอิทธิพลต่อวัยรุ่นและเยาวชนสูงมาก เครื่องมือที่ใช้มากที่สุดคือมือถือ ผลสำรวจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุดในปี 2551 พบประชาชนที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ ร้อยละ 51 ใช้โทรศัพท์มือถือ มากที่สุดในกทม.ใช้ร้อยละ 73 ซึ่งโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือที่ติดตัว 24 ชั่วโมง มีลูกเล่นมากมาย ทั้งส่งข้อความ ส่งรูป เป็นเสมือนดาบสองคม หากรู้จักใช้ให้ถูกทาง ก็จะสร้างความรู้ สร้างความใกล้ชิดทางจิตใจได้ แต่หากใช้โดยขาดความระมัดระวังหรือเหมาะสมอาจนำภัยมาสู่ตนเอง และในฝั่งของพ่อแม่ผู้ปกครองวัยรุ่น ขณะนี้สถานการณ์น่าห่วงเนื่องจากเผชิญภัยวิกฤติหลายประการ นอกจากมีอัตราการหย่าร้างในครอบครัวสูงขึ้นจากอัตราส่วน 5 ต่อ 1 ในปี 2542 เป็นอัตราส่วน 3 ต่อ 1 แล้ว ยังต้องเผชิญกับการเลี้ยงดูลูกในยุคไอทีด้วย 

ทางด้านนายแพทย์ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ได้สำรวจ วัยรุ่นไทย : สื่อรักวาเลนไทน์ 2010 ในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งได้เก็บข้อมูลวัยรุ่นระดับมัธยมต้นถึงมหาวิทยาลัย จำนวน 1,320 คน และพ่อแม่/ ผู้ปกครองที่มีลูกกำลังเรียนในมัธยมต้นและมัธยมปลาย จำนวน 583 คน ระหว่างวันที่ 5 มกราคม 2553  1 กุมภาพันธ์ 2553 ผลการสำรวจพบว่า วัยรุ่น 1ใน 2 หรือร้อยละ 47 มีความเสี่ยงที่จะมีเพศสัมพันธ์กับแฟนในวันวาเลนไทน์ หากแฟนขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย โดยกลุ่มเสี่ยงเป็นชายมากกว่าหญิง 2 เท่าตัว 

ส่วนในกลุ่มของพ่อแม่/ผู้ปกครอง พบว่า 1 ใน 4 คน หรือร้อยละ29 มีความรู้ความเข้าในการใช้ไอทีน้อยถึงน้อยที่สุด แต่ก็นิยมซื้อไอทีให้ลูกหลาน โดยซื้อโทรศัพท์มือถือ เป็นอันดับหนึ่ง ร้อยละ 89 อันดับสอง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ร้อยละ 32 และอันดับสาม เครื่องเล่นวิดีโอเกม ร้อยละ 34 แต่ปัญหาที่พบคือ พ่อแม่ส่วนใหญ่ 2 ใน 3 คน หรือร้อยละ 66 ไม่เคยเข้าไปตรวจสอบการรับข้อมูลในไอทีของลูกหลาน และร้อยละ 44 ไม่มีการควบคุมการใช้สื่อไอทีของลูกหลาน ซึ่งมีผลให้พ่อแม่/ผู้ปกครองร้อยละ 67 มีความกังวลต่อการเข้าถึงเนื้อหาทางเพศของลูกหลาน พ่อแม่/ผู้ปกครองร้อยละ 73 มองว่าวัยรุ่นไทยมีการแสดงออกในวันวาเลนไทน์ไม่เหมาะสม และร้อยละ 48 ห่วงวัยรุ่นยังมีความเสี่ยงทางเพศในเทศกาลวาเลนไทน์ จากการเห็นภาพโป๊เปลือย 

นายแพทย์ชาตรีกล่าวต่อว่า ผลการสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่าสังคมไหวทันและมีแนวทางการป้องกันสถานการณ์ความเสี่ยงของวัยรุ่นในวันวาเลนไทน์ โดยการสร้างพลังแก่ครอบครัวให้ไหวทันและป้องกันภัยทางเพศแก่ลูกได้ กรมสุขภาพจิตจึงได้จัดกิจกรรมรณรงค์โดยร่วมมือกับบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ให้วัยรุ่นส่งข้อความสั้นหรือเอสเอ็มเอส ที่สร้างสรรค์ อาทิ ไม่เสียเรียน ไม่เสียใจ รักปลอดภัย จะรักกับใครแม่ไม่ว่า ซึ่งได้รับการโหวตสูงสุด รองลงมาคือ 2 ชีวิต 1 หัวใจ ช่วยสังคมไทยให้เจริญ จัดทำองค์เอกสารความรู้เผยแพร่ทางเว็บไซด์www.icamtalk.com และเปิดห้องครองใจ ที่สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นฯ โดยมีทีมสหวิชาชีพ ได้แก่ พยาบาลจิตเวช นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา ให้บริการปรึกษาครอบครัว เป็นช่องทางบริการที่เข้าถึงได้ง่าย ป้องกันปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น 

ทางด้านนายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผอ. สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า ผลการให้บริการของสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ พบว่า ผู้รับบริการกว่าร้อยละ 90 ได้รับบริการปรึกษาครอบครัว โดยร้อยละ 60 เป็นครอบครัวที่มีลูกวัยรุ่น และรับบริการเฉลี่ยครอบครัวละ 1-2 ครั้ง ปัญหา 5 อันดับแรกที่พบมากได้แก่ 1. พ่อแม่ขาดทักษะดูแลลูก 2. มีความขัดแย้งกับลูกเนื่องจากลูกมีปัญหาพฤติกรรมทางอารมณ์ 3. การปรับตัวของลูก 4. พ่อแม่ขัดแย้งกันในการเลี้ยงดูลูก และ5. พ่อแม่ขัดแย้งกัน ขาดความเข้าใจกันหากครอบครัวเริ่มรู้สึกมีความยุ่งยากในการเลี้ยงลูกวัยรุ่น สามารถมารับบริการได้แต่เนิ่นๆไม่ต้องรอให้เกิดปัญหา 

การรณรงค์ในปีนี้ ได้รับความร่วมมือจากโครงการทูบีนัมเบอร์วัน ในพระอุปถัมป์ของทูลกระหม่อม ฟ้าหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาฯซึ่งสามารถขยายผลไปถึงสมาชิกชมรมฯได้กว่า 30 ล้านคน ร่วมกับ บริษัททีโอที จำกัด มหาชน บริษัทอสมท.จำกัด และคณะนางสาวไทย ประจำปี 2552 อีกทั้งผู้มีชื่อเสียง ได้แก่ อาจารย์แม่ (รศ.สุนีย์) เวียร์ แพนเค้ก โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ และคุณซิโก้ เกียรติศักดิ์ ได้ให้เกียรติเป็นแบบอย่างการสื่อข้อความรักที่สร้างสรรค์ 

******************************** 11 กุมภาพันธ์ 2553 
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30741]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-11 16:24:01]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.พร้อมส่งทีมแพทย์ไทยไปช่วยเฮติ แต่ห่วงความปลอดภัย รอกระทรวงการต่างประเทศตัดสินใจ]]></title>
<description><![CDATA[นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าการส่งแพทย์ไทย ไปช่วยเหลือประเทศเฮติว่า ขณะนี้แพทย์ไทยจำนวน 3 คน ที่เดินทางไปเฮติ พร้อมกระทรวงการต่างประเทศ และองค์การอนามัยโลกเป็นส่วนล่วงหน้า ได้เดินทางกลับมาแล้ว และได้รายงานให้กระทรวงสาธารณสุขทราบแล้วว่า ขณะนี้สถานการณ์ที่เฮติยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในเรื่องมาตรการการรักษาความปลอดภัยหากเดินทางโดยรถยนต์ แม้แต่ทหารเม็กซิโกที่ไปช่วยรักษาความสงบ ในบางช่วงจะต้องไปอยู่ในสถานทูตเม็กซิโก แพทย์ที่ไปตรวจสอบเบื้องต้น 3 คน จึงแนะนำ ขอให้รอสัญญาณที่เห็นสอดคล้องกันจากกระทรวงการต่างประเทศก่อน ว่าสมควรให้คณะแพทย์เดินทางไปหรือไม่ กระทรวงสาธารณสุขจะ ไม่ตัดสินใจตามลำพัง จะให้กระทรวงการต่างประเทศตัดสินใจร่วมด้วย 

ส่วนสถานการณ์ด้านการรักษาพยาบาลที่เฮติ ขณะนี้มีความคืบหน้าไปถึงระดับที่ไม่น่าเป็นห่วง ขั้นต่อไปเป็นขั้นของการควบคุมโรค การฟื้นฟูสภาพจิตใจเป็นหลัก โดยในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขได้มอบนโยบายว่าขอให้รอการส่งสัญญาณจากกระทรวงการต่างประเทศ โดยได้เตรียมคณะแพทย์ไว้อย่างน้อย 3 ชุด ซึ่งพร้อมจะเดินทางทันที นายจุรินทร์กล่าว 

********************************** 11 กุมภาพันธ์ 2553 



]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30739]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-11 16:20:23]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ ห่วงสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 พบแนวโน้มระบาดมากขึ้น]]></title>
<description><![CDATA[ นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าโรคไข้หวัดใหญ่ 2009ว่า ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ จะแถลงความคืบหน้าให้ทราบ ตัวเลขล่าสุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มสะท้อน ให้เห็นว่าโรคมีการแพร่ระบาดมากขึ้น ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ 100 คน พบเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 จำนวน 25 คน จึงต้องเร่งเฝ้าระวังและหามาตรการป้องกัน 

นอกจากมาตรการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และสวมหน้ากากอนามัยแล้ว ยังมีเรื่องการฉีดวัคซีน เป็นมาตรการใหม่ป้องกันเพิ่มเติม เร่งรณรงค์ให้กลุ่มเสี่ยง 5 กลุ่ม เข้ารับบริการฉีดวัคซีนตามความสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับ โดยผู้ให้บริการฉีดจะต้องปฏิบัติตามาตรฐาน 6 ข้อที่กำหนด อย่างเคร่งครัด ได้แก่ ตรวจสุขภาพ มีเครื่องมือช่วยเหลือผู้ที่เกิดอาการแพ้รุนแรง ต้องเฝ้าระวังอาการหลังฉีดวัคซีนแล้ว 30 นาทีโดยแพทย์ และมีมาตรการติดตามอื่นๆภายหลังฉีด ประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่ฉีดวัคซีนจะได้รับการดูแล 

ขณะนี้วัคซีนที่กระทรวงสาธารณสุขได้จัดซื้อมาจำนวน 2 ล้านโดส ฉีดไปแล้ว 1 แสนกว่าโดส ยังเหลืออีก 1 ล้าน 8 แสนกว่าโดส พร้อมที่จะให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น มีไม่มากไปกว่าวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปกติ ที่ใช้ฉีดมาแล้ว10 กว่าปี เป็นคำยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญ วัคซีนที่นำมาฉีดครั้งนี้นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส ได้รับคำการรับรองจากองค์การอนามัยโลก ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และทุกโดสที่นำไปฉีดได้ผ่านการตรวจรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว 

*************** 11 กุมภาพันธ์ 2553 

]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30738]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-11 16:19:43]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จุรินทร์ระดมความร่วมมือรัฐ-เอกชน รณรงค์อาหารปลอดภัยช่วงเทศกาลตรุษจีน ]]></title>
<description><![CDATA[เช้าวันนี้ (11 กุมภาพันธ์ 2553)นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดร.นายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย นายกสมาคมตลาดสดไทยและคณะ รณรงค์อาหารปลอดภัยช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ตลาดยิ่งเจริญ เขตบางเขน กทม. ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐานเป็นตลาดสดน่าซื้อระดับห้าดาวของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และมอบใบประกาศเกียรติคุณพร้อมป้ายรับรองมาตรฐานตลาดสดน่าซื้อ จำนวน 35 แห่ง แบ่งเป็นระดับห้าดาว 17 แห่ง ที่เหลือเป็นสามดาว 

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมาก จะประกอบพิธีเซ่นไหว้ บรรพบุรุษ โดยใช้เป็ด ไก่ เนื้อสัตว์ ขนม และผลไม้ เป็นของเซ่นไหว้ ถึงแม้ว่าในปีนี้ประเทศไทยจะไม่มีการระบาดของโรคไข้หวัดนก แต่เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรุงเทพมหานคร กรมปศุสัตว์ และผู้ประกอบการตลาด ดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหาร เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยไม่มีสารปนเปื้อนอันตรายและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบหมายให้ดูแลในด้านความปลอดภัยอาหารที่ผลิต นำเข้า และบริโภคภายในประเทศ ให้ได้มาตรฐานทัดเทียมสากล ผลการดำเนินงาน ขณะนี้ มีสถานที่ผลิตอาหารแปรรูปผ่านมาตรฐานจีเอ็มพี ร้อยละ 96 อาหารสดปลอดภัยจากสารอันตราย 6 ชนิด ได้แก่ สารเร่งเนื้อแดง สารบอแรกซ์ สารฟอกขาว สารฟอร์มาลิน สารกันรา และยาฆ่าแมลง ร้อยละ 96 ปัญหาที่ยังตรวจพบต่อเนื่อง ได้แก่การพบยาฆ่าแมลงตกค้างในผักสดมากที่สุด รองลงมา คือฟอร์มาลินในอาหารทะเล และสารกันราในผักดอง 

นายจุรินทร์กล่าวว่า ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบกิจการตลาดสด ให้ล้างตลาดและฆ่าเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนตามแผงจำหน่ายอาหาร เขียง และทางเดินในตลาดอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ส่วนผู้จำหน่ายอาหารทั้งอาหารสด อาหารแห้ง ผัก ผลไม้ และอาหารปรุงสุก ต้องเลือกสินค้ามาจำหน่ายจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะร้านค้าที่จำหน่ายเป็ด ไก่ โดยคุมเข้มเป็นพิเศษในการเลือกซื้อจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน มีความสด ใหม่ สีไม่คล้ำ ไม่มีจ้ำเลือด ไม่นำสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตายมาชำแหละ เพื่อป้องกันไข้หวัดนก 

สำหรับตลาดสด ซึ่งทั่วประเทศมีทั้งหมด 1,536 แห่ง กระทรวงสาธารณสุขกำหนดว่าต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 3 ด้าน เพื่อรับรองมาตรฐานเป็นตลาดสดน่าซื้อ ได้แก่ 1.ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อย 40 ข้อ เช่น สถานที่โครงสร้างตลาด ความสะอาด การระบายอากาศ การจัดแผง ทางเดินไม่มีน้ำขัง 2. ความปลอดภัยอาหาร อาหารที่จำหน่ายต้องปราศจากสารปนเปื้อน 6 ชนิด ได้แก่สารกันรา ยาฆ่าแมลง สารเร่งเนื้อแดง ฟอร์มาลิน สารฟอกขาว และสารบอแร็กซ์ 3.เกณฑ์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เช่นมีราคาสมเหตุผล ตราชั่งได้มาตรฐาน มีจุดตรวจสารปนเปื้อน ขณะนี้ทั่วประเทศมีตลาดสดผ่านเกณฑ์แล้วร้อยละ 77 ที่น่าห่วงคือตลาดสดในเขตกทม.ที่มี 150 แห่ง แต่ผ่านเกณฑ์ 35 แห่ง จะได้เร่งรัดตลาดที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ ให้ได้มาตรฐานทั้งหมด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย นายจุรินทร์กล่าว 

สำหรับกิจกรรมในวันนี้ ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการให้ความรู้ ด้านความปลอดภัยอาหาร การเลือกซื้อสัตว์ปีก การป้องกันโรคไข้หวัดนก การตรวจสอบสารปนเปื้อนในอาหารด้วยชุดทดสอบ รถตรวจสอบอาหารปลอดภัยในตลาดเคลื่อนที่ สาธิตแผงจำหน่ายสัตว์ปีกปลอดภัย แผงจำหน่ายสัตว์ปีกปรุงสุกถูกสุขลักษณะ และการล้างแผงจำหน่ายสัตว์ปีกที่ถูกสุขลักษณะ เป็นต้น *************** 11 กุมภาพันธ์ 2553 


]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30735]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-11 15:37:24]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[รองปลัด สธ. เตือนประชาชนป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009]]></title>
<description><![CDATA[          รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข  เตือนประชาชนป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009  หลังพบว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยใหม่เข้ารักษาในโรงพยาบาล 457  ราย เสียชีวิต 3 ราย

          นายแพทย์ศิริวัฒน์  ทิพย์ธราดล  รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข  กล่าวภายหลังการประชุมวอร์รูม กระทรวงสาธารณสุข  เรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ล่าสุดสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย  เริ่มใกล้เคียงกับเดือนกรกฎาคม  และสิงหาคม ปี 2552  ซึ่งเป็นช่วงระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009  ระลอกที่ 1  โดยมีผู้ติดเชื้อสัปดาห์ละ 1 แสนคน  เฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ป่วยกลุ่มอาการโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เข้ารับการรักษาพยาบาลมากขึ้นต่อเนื่องโดยมีผู้ป่วยใหม่ 457  ราย และเสียชีวิต 3 ราย   ซึ่งอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรง  เพิ่มจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่มีผู้ป่วย 369 ราย  แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต  ซึ่งการระบาดระลอกที่ 2 ในสัปดาห์นี้ถือว่าน่าเป็นห่วง   ประชาชนและโรงเรียน  ต้องเตรียมตัวรับสถานการณ์

          รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข  กล่าวอีกว่า การระบาดระลอก 2 นี้ สามารถป้องกันได้ 2 ทาง คือ  การป้องกันตนเองสำหรับประชาชนทั่วไป และวัคซีนสำหรับกลุ่มเสี่ยง  การป้องกันตนเองทำโดยล้างมือบ่อยๆ  หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในที่แออัด  ใช้ผ้าปิดปาก ปิดจมูกเมื่อเป็นหวัดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น  รวมทั้งหยุดงาน  หยุดเรียน  หยุดทำกิจกรรม  พักผ่อนอยู่บ้านเมื่อป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่  และหากพักแล้ว 2 วัน  อาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับยาต้านไวรัสที่โรงพยาบาล
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30720]]></link>
<author><![CDATA[กรมประชาสัมพันธ์ ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-11 10:28:29]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[รมว.จุรินทร์ เร่งเพิ่มกำลังพยาบาลให้เพียงพอต่อบริการสาธารณสุข 8 ระดับ ]]></title>
<description><![CDATA[เช้าวันนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2553) ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ กทม. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดประชุมวิชาการระดับชาติพยาบาลชุมชน ครั้งที่ 6 เรื่องพยาบาล...จุดเปลี่ยนระบบสุขภาพไทย ว่า ขณะนี้ สภาพปัญหาสาธารณสุขของประเทศเปลี่ยนแปลงตามสภาพสังคม ชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ปัญหาประชาชนในชุมชน โดยเฉพาะเยาวชนติดเหล้า บุหรี่ สิ่งเสพติดมากขึ้น เยาวชนตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์มากขึ้น มีพฤติกรรมก้าวร้าวใช้ความรุนแรงมากขึ้น ปัญหาโรคอ้วน รวมทั้งเกิดโรคอุบัติใหม่ อุบัติซ้ำ และจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น 

นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายเร่งพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข ชุมชนมีความคาดหวังต่อพยาบาลมากขึ้น ดังนั้นพยาบาลชุมชน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สถานีอนามัย และศูนย์แพทย์ชุมชน อยู่ในอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จำเป็นที่จะต้องปรับบทบาทของตนเองให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไป ให้ครบถ้วนทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันควบคุมโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานส่งเสริมสุขภาพซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวง อยากเห็นพยาบาลชุมชนทำงานเชิงรุกมากขึ้น เพราะการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันควบคุมโรค หากทำได้สำเร็จ จะช่วยลดจำนวนคนป่วย ลดความรุนแรงของการเจ็บป่วย ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในภาพรวมของประเทศลง ช่วยให้ระบบสาธารณสุขของเราดีขึ้น สุขภาพของคนไทยก็จะดีขึ้น 

นายจุรินทร์กล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่องการขาดแคลนพยาบาลนั้น ได้มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปดูแลแล้ว ว่าตัวเลขที่ขาดแคลนจริงๆ คือเท่าไร และจะต้องสอดคล้องกับบริการของกระทรวงทั้งระบบอย่างน้อย 8 ระดับ ได้แก่ ศูนย์ความเป็นเลิศเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือ Excellent Center โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สถานีอนามัย ศูนย์สุขภาพหรือศูนย์แพทย์ชุมชน ที่ต้องมีเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ที่หน่วยบริการอื่นๆ เข้าไม่ถึง และระดับครัวเรือนหรือบ้าน ที่จะต้องจัดบริการไปให้ถึงในอนาคต ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการวิเคราะห์ภาพรวมว่า หน่วยบริการแต่ละระดับจำเป็นต้องมีพยาบาลอย่างน้อยเท่าไร ขณะนี้มีอยู่จำนวนเท่าไร และยังขาดแคลนเท่าไร เพื่อนำไปวางแผนผลิตเพิ่ม ในระดับไหน อย่างไร มีรูปแบบใดที่จะผลิตมาเสริมก่อนได้หรือไม่ เช่น พยาบาลวิชาชีพยังผลิตไม่ทันเพราะต้องใช้เวลา ก็อาจผลิตผู้ช่วยพยาบาล หรือพยาบาลชั้นต้นก่อนได้หรือไม่ ได้มอบให้ไปดูทั้งระบบ เพื่อจะได้มาดำเนินการต่อให้งานในสถานพยาบาลทั้ง 8 ระดับเดินหน้าต่อไปได้ 

******************************** 10 กุมภาพันธ์ 2553 
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30713]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-10 17:05:19]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.เตรียมประกาศใช้บัญชียาแผนไทยในโรงพยาบาลสถานบริการสาธารณสุขเดือนมีนาคมนี้ 

]]></title>
<description><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงการคลัง เตรียมประกาศใช้บัญชียาแผนไทย ในโรงพยาบาลและสถานบริการสาธารณสุข เพื่อใช้รักษาโรคหรือบรรเทาอาการเจ็บป่วย ใช้เป็นรายการยาสมุนไพรที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สามารถเบิกจ่ายได้ คาดใช้ได้ในเดือนมีนาคมนี้ 

วันนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2553) ที่จังหวัดขอนแก่น นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขและคณะผู้บริหารระดับสูง เดินทางไปที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น เยี่ยมชมระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน และการให้บริการงานแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก และมอบนโยบายการพัฒนางาน 

นางพรรณสิริ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายส่งเสริมการใช้การแพทย์แผนไทยและยาสมุนไพรไทย ใช้รักษาโรค อาการเจ็บป่วยต่างๆ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายการซื้อยาแผนปัจจุบันที่มีราคาแพง โดยจะให้โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ได้แก่ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ใช้ยาสมุนไพรที่มีผลการวิจัยรับรองประสิทธิภาพในการรักษาทดแทนยาแผนปัจจุบันไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ส่วนโรงพยาบาลชุมชนใช้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 โดยขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมมือกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ปรับปรุงบัญชียาแผนไทยที่ใช้ในโรงพยาบาลและสถานบริการสาธารณสุข เพื่อเตรียมประกาศใช้ในการรักษาโรค หรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยของประชาชน เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยสามารถเบิกค่ารักษาได้เช่นเดียวกับยาแผนปัจจุบัน คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งจะทำให้ยาแผนไทยต่างๆ เข้ามามีบทบาทในการรักษาโรค ได้รับการยอมรับจากบุคลากรการแพทย์ ใช้กันอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น และยาแผนไทยมีราคาถูกกว่ายาแผนปัจจุบันหลายเท่าตัว แต่คุณภาพดีไม่แพ้กัน 

นางพรรณศิริกล่าวต่อว่า รายการยาไทยที่จะใช้ในโรงพยาบาลและสถานบริการสาธารณสุขครั้งนี้ จะต้องเป็นยาที่ใช้รักษาโรค หรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยให้ทุเลาลง ไม่รวมยาที่ใช้บำรุงสุขภาพ หรือยาที่ใช้ป้องกันโรค ประกอบด้วยยา 3 ประเภท ได้แก่ 1.ยาที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติพ.ศ. 2549 ซึ่งมี 19 รายการ ได้แก่ ยาแก้ไข้ห้าราก ยาเขียวหอม ยาเหลืองปิดสมุทร ยาจันทน์ลีลา ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง ยาธาตุบรรจบ ยาประสะกานพลู ยาประสะไพล ยาประสะมะแว้ง ยาหอมเทพจิตร ยาหอมนวโกฐ ขมิ้นชัน ขิง ชุมเห็ดเทศ บัวบก พญายอ พริก ไพล และฟ้าทะลายโจร 2.ยาที่เป็นเภสัชตำรับโรงพยาบาลซึ่งโรงพยาบาลต่างๆผลิตใช้เองทั้งยาสำเร็จรูป เช่น การผลิตยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ ยาที่ผลิตตามคัมภีร์ และยาที่ผลิตจากการศึกษาวิจัยและพัฒนา รวมทั้งยาที่โรงพยาบาลปรุงเพื่อใช้ในผู้ป่วยแต่ละราย และ 3. ยาที่ผลิตมาจากบริษัทเอกชนในประเทศที่ได้มาตรฐานการผลิตที่ดีหรือจีเอ็มพี(GMP) และผ่านการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้ว 

ขณะนี้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขหลายแห่ง สามารถผลิตยาสมุนไพรที่มีคุณภาพใช้เองในโรงพยาบาล โดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น เช่น ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ จังหวัดปราจีนบุรี โรงพยาบาลดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี หากพัฒนาให้ได้มาตรฐานจีเอ็มพี ก็สามารถสนับสนุนให้โรงพยาบาลอื่น ๆ ได้ 

************************************** 10 กุมภาพันธ์ 2553 


 
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30712]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-10 17:04:37]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[รมว.สาธารณสุข รับมอบเงินบริจาคจากชาวพังงากว่า 7 แสนบาท เพื่อช่วยเหลือเฮติ]]></title>
<description><![CDATA[          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รับมอบเงินบริจาคจากชาวพังงากว่า 7 แสนบาท เพื่อช่วยเหลือเฮติ
          นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รับมอบเงินจำนวน 724,000 บาท จากนายวรพจน์ รัฐสีมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา และนางกันตวรรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ส.ส.จังหวัดพังงา พรรคประชาธิปัตย์ โดยได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัด นำเงินดังกล่าวที่ชาวพังงาพร้อมใจร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเฮติ หลังจากเมื่อปี 2547 ซึ่งประเทศไทยประสบภัยสึนามิ ได้รับความช่วยเหลือจากต่างชาติเป็นอย่างดี จึงต้องการตอบแทนด้วยการนำเงินดังกล่าวมาช่วยเหลือ ขณะที่นายจุรินท์  กล่าวขอบคุณสำหรับน้ำใจของชาวพังงาที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในครั้งนี้ โดยจะนำเงินดังกล่าวไปสมทบกับรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือต่อไป ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยจะดำเนินการช่วยเป็นเงินสดเท่านั้น เพื่อสะดวกแก่การขนส่ง
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30711]]></link>
<author><![CDATA[กรมประชาสัมพันธ์ ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-10 17:01:39]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.รณรงค์เยาวชนมีรักอย่างปลอดภัย รับวันวาเลนไทน์ ]]></title>
<description><![CDATA[วันนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2553) ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และนายสิริพงษ์ กลั่นศิริ หัวหน้ากองประจำการรถไฟ ร่วมกันแถลงข่าว การจัดงานรณรงค์ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และโรคเอดส์เนื่องในวันวาเลนไทน์ ประจำปี 2553 เพื่อสร้างกระแสความตื่นตัวในสังคม โดยเฉพาะเยาวชน ให้ตระหนักว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์เป็นปัญหาใกล้ตัว และทุกคนมีโอกาสติดเชื้อดังกล่าวได้ หากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันการใช้ชีวิตของกลุ่มเยาวชนน่าห่วงมาก มีแนวโน้มติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม เทคโนโลยี ทัศนคติของสังคม สิ่งแวดล้อม กระแสวัตถุนิยม และค่านิยมที่โน้มเอียงไปทางตะวันตกมากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งสื่อต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย โดยเฉพาะสื่อลามกหลากหลายรูปแบบ ก่อให้เกิดปัญหาการมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุยังน้อย การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย จะนำไปสู่วงจรการขายบริการทางเพศง่ายขึ้น รวมทั้งการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาตามมาคือ มีโอกาสติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเชื้อเอชไอวีได้ง่าย รวมทั้งการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ เนื่องในเทศกาลวันแห่งความรัก หรือวันวาเลนไทน์วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งตรงกับวันหยุด และเป็นวันที่วัยรุ่นให้ความสนใจเป็นพิเศษในการแสดงความรักต่อกัน และอาจทำให้มีโอกาสมีเพศสัมพันธ์ทั้งโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ 

กระทรวงสาธารณสุขมีความห่วงใยต่อสุขภาพของเยาวชน นักเรียน นักศึกษา จึงมีการจัดรณรงค์เนื่องในเทศกาลวันวาเลนไทน์โดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศภายใต้แนวคิดสถานีรัก...ปลอดภัย (V day LoveStation) เพื่อสร้างกระแส ค่านิยม ทัศนคติ ให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นทั่วประเทศ ให้มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ที่ถูกต้อง สามารถป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจากโรคดังกล่าว และขอให้เยาวชนทุกๆคน พึงระลึกเสมอว่าตนเองเป็นที่รักของพ่อแม่ อีกทั้งเป็นความหวังที่สำคัญอย่างยิ่งประเทศชาติ จึงควรมอบความรักที่บริสุทธิ์และความรักที่ปลอดภัยต่อกัน 

นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แม้ว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะมีอัตราการติดเชื้อลดลงมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 2537-2544 ซึ่งมีอัตราป่วยเหลือเพียงแสนละ 23 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นแสนละ 30 คน ในปี 2551 ส่วนใหญ่เป็นโรคหนองใน รองลงมาคือ โรคหนองในเทียม และซิฟิลิส 

ทั้งนี้โรคหนองในที่พบในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ในปี 2551 เพิ่มสูงกว่าปี 2545 ถึง 3 เท่าตัว คือจาก ร้อยละ 5 ในปี 2545 เป็น ร้อยละ 15 กลุ่มอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและน่าเป็นห่วง ได้แก่ กลุ่มอายุ 15-24 ปี โดยเยาวชนมีอัตราป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แสนละ 59 คน สถานการณ์เช่นนี้แสดงถึงการไม่ใช้ถุงยางอนามัยป้องกันขณะมีเพศสัมพันธ์ จากผลการเฝ้าระวังทางพฤติกรรมในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในปี 2551 พบว่ามีอัตราการใช้ถุงยางอนามัยเพียงร้อยละ 27 อัตราป่วยที่เพิ่มขึ้นของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะโรคหนองในจะเป็นตัวบ่งชี้การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ เนื่องจากการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีมากขึ้น หากไม่เร่งป้องกันแก้ไข เป็นสัญญาณนำไปสู่การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในไทยระลอก 2 ซึ่งมีข้อมูลการศึกษาพบว่าผู้ที่ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จะเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีสูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 3-9 เท่า โดยคาดว่าในปี 2553 นี้ จะมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ประมาณ 10,853 คน กว่าร้อยละ 80 ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปีนี้ รวม 26 ปี คาดว่าไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ 1,138,020 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 641,633 คน 

นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวต่อไปว่า มาตรการการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้แก่การส่งเสริมสุขภาพ การบริการตรวจรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตรวจค้นหา/คัดกรองผู้ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในแหล่งแพร่โรค การป้องกันควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ผู้ให้บริการทางเพศ ผู้ใช้แรงงาน ผู้ติดยาเสพติด และเยาวชน และการประเมินผล รวมทั้งเร่งรัด/สนับสนุนให้สถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ ดำเนินงานดูแลรักษาป้องกันควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ให้ได้ตามมาตรฐานกรมควบคุมโรค 

ด้านนายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในการจัดงานรณรงค์ในวันวาเลนไทน์ปี 2553 ใช้ชื่องานว่าสถานีรัก...ปลอดภัย (V day LoveStation) เพื่อให้เยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้รับทราบข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ และปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง ส่งเสริมให้คนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเข้าถึงบริการสุขภาพ ตลอดจนการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกต่อการซื้อ การพก และการใช้ถุงยางอนามัย ในกรุงเทพฯ จัดรณรงค์ ที่บริเวณโถงอาคารสถานีรถไฟหัวลำโพง ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 14.00-19.00 น. กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการให้ความรู้เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เอดส์ แอลกอฮอล์ วัณโรค และยาเสพติด มีการแจกถุงยางอนามัยให้กับผู้ที่มาร่วมงาน และผู้ที่มาใช้บริการที่สถานีรถไฟกรุงเทพฯ ในวันที่ 12-14 กุมภาพันธ์ 2553 นอกจากนี้ยังมีการให้บริการปรึกษา ตรวจเลือดหาการติดเชื้อซิฟิลิสฟรี การแสดงจากแอลจี เอ็นเทอเทนเนอร์ (LG Entertainer) วงวานิลา สกาย คอนเสิร์ตจากศิลปิน ไอซ์ ศรัณยู ก๊อปปี้โชว์ดันดารา (เบิร์ด-ธงชัย แมคอินไตย์) รักสร้างสุขกับหมอสุกมล วิภาวีพลกุล ร่วมเล่นเกมส่งเสริมความรู้ ร่วมดีไซน์โดย เพ้นท์สีสันบนร่างกาย /ติดสติ๊กเกอร์แทตทู ทำการ์ดแสนสวยเพื่อคนที่คุณรัก ประชาชนสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี 

............................... 10 กุมภาพันธ์ 2553 



]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30708]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-10 16:29:30]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ. สั่งการสาธารณสุขทุกจังหวัด เข้มเฝ้าระวังหวัดนก สร้างความมั่นใจช่วงเทศกาลตรุษจีน]]></title>
<description><![CDATA[รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งการนายแพทย์สาธารณสุขทุกจังหวัด เข้มข้นการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนก ล้างทำความสะอาดตลาดสด 1,500 แห่งทั่วประเทศ และฆ่าเชื้อแผงจำหน่ายอาหาร สร้างความมั่นใจผู้บริโภคช่วงตรุษจีน แนะพ่อค้าแม่ค้า ซื้อเป็ดไก่จากโรงเชือดที่ผ่านมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน เป็ดไก่ที่วางขายหากพบมีจุดเลือดออก หรือมีรอยช้ำ ไม่ควรซื้อ 

บ่ายวันนี้ (9 กุมภาพันธ์ 2553) นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยแพทย์หญิงมาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ตรวจเยี่ยมตลาดเยาวราช กทม. และเยี่ยมชมโรงเชือดสัตว์ปีก แผงประกอบการค้าสัตว์ปีก เพื่อสร้างความมั่นใจประชาชนในการเลือกซื้อเป็ดไก่ ช่วงเทศกาลตรุษจีน ลดความเสี่ยงจากโรคไข้หวัดนก 

นางพรรณสิริกล่าวว่า แม้ว่าประเทศไทยจะไม่พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดนกในประเทศมานานกว่า 3 ปีแล้ว แต่ยังไม่อาจวางใจได้ เนื่องจากยังพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติในบางจังหวัด ดังนั้นเพื่อความมั่นใจและความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 ประชาชนไทยเชื้อสายจีนที่มีทั่วประเทศประมาณ 8 ล้านคนหรือร้อยละ 13 ของประชากรทั้งประเทศ จะมีการจับจ่ายสินค้า โดยเฉพาะเป็ดไก่เป็นจำนวนมาก เริ่มตั้งแต่วันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2553 เพื่อใช้ในการประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษกันจำนวนมาก กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรฯ และสำนักอนามัย กทม. ออกสุ่มสำรวจแผงค้าสัตว์ปีกในตลาดสดต่างๆใน กทม. เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้มีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก ซึ่งหากโรคนี้ระบาดอีก ก็จะมีโอกาสเกิดการผสมข้ามสายพันธุ์กับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งอยู่ในช่วงการระบาดระลอก 2 ในขณะนี้ได้ 

ทั้งนี้ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัด ดำเนินการเข้มข้นเป็นพิเศษในช่วงตรุษจีนใน 2 เรื่องหลัก ประการแรกได้แก่ การเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในพื้นที่ ให้ความรู้ผู้ประกอบการโรงเชือด และพ่อค้าแม่ค้าให้ซื้อเป็ด ไก่ จากโรงเชือดที่ได้มาตรฐานของกรมปศุสัตว์ โดยเนื้อสัตว์ปีกจะมีป้ายรับรองคุณภาพจากกรมปศุสัตว์ ที่สำคัญขอให้ประชาชนเลือกซื้อเป็ดไก่จากตลาดสดที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเป็นตลาดสดน่าซื้อ เพื่อความมั่นใจว่าจะปลอดภัยจากโรคไข้หวัดนก ประการที่ 2 ให้ล้างตลาดสดที่มีกว่า 1,500 แห่งทั่วประเทศและฆ่าเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนตามแผง เขียง ซึ่งปกติจะดำเนินการเดือนละ 1 ครั้ง จะให้ดำเนินการถี่ขึ้น 

ทางด้านนายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในกลุ่มผู้ค้าสัตว์ปีกซึ่งมีความเสี่ยงติดโรค จะต้องไม่ซื้อสัตว์ปีกที่มีอาการผิดปกติที่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น ซึมหงอย ขนฟู หงอนเหนียงบวมคล้ำ มีน้ำมูกหรือขี้ไหล และไม่นำไก่หรือเป็ดที่ตายมาชำแหละขาย ล้างทำความสะอาดกรงและอุปกรณ์ที่ใช้ขังไก่ด้วยน้ำผงซักฟอกและนำไปผึ่งกลางแดดจัดๆ หรือราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้งหลังเสร็จสิ้นการชำแหละ ส่วนผู้ชำแหละต้องสวมเสื้อกันเปื้อน พลาสติก สวมถุงมือ รองเท้าบู๊ท เพื่อป้องกันการสัมผัสเชื้อทุกครั้งระหว่างชำแหละ หากสัตว์ที่ชำแหละมีลักษณะผิดปกติ เช่น มีจุดเลือดออก มีน้ำหรือเลือดคั่ง เครื่องในมีจุดเนื้อตายสีขาว ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที อย่านำไปจำหน่ายอย่างเด็ดขาด 

สำหรับประชาชนขอให้รับประทานสัตว์ปีกที่ปรุงสุกเท่านั้น เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดนกจะถูกทำลายด้วยอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป และยึดหลักกินของร้อน ใช้ช้อนกลาง และล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร หลังออกจากห้องน้ำ โดยเฉพาะหลังจับเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ และเปลือกไข่ที่ปนเปื้อนมูลสัตว์ 

สถานการณ์โรคไข้หวัดนกในคนทั่วโลก องค์การอนามัยโลกรายงาน ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 ในปี 2553 พบผู้ป่วยยืนยันไข้หวัดนกที่ประเทศอียิปต์ 6 ราย สรุปตั้งแต่พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา มีรายงานผู้ป่วยยืนยันไข้หวัดนกทั้งหมด 473 ราย เสียชีวิต 282 ราย ใน 15 ประเทศ คือ อาเซอร์ไบจันป่วย 8 ราย เสียชีวิต 5 ราย บังคลาเทศป่วย 1 ราย กัมพูชาป่วย 9 ราย เสียชีวิต 7 ราย จีนป่วย 38 ราย เสียชีวิต 25 ราย สาธารณรัฐจิบูตีป่วย 1 ราย อียิปต์ป่วย 96 ราย เสียชีวิต 27 ราย อินโดนีเซียป่วย 161 รายเสียชีวิต 134 ราย อิรักป่วย 3 ราย เสียชีวิต 2 ราย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวป่วย 2 ราย เสียชีวิต 2 ราย พม่าป่วย 1 ราย ไนจีเรียป่วย 1 ราย เสียชีวิต 1 ราย ปากีสถานป่วย 3 ราย เสียชีวิต 1 ราย ไทยป่วย 25 ราย เสียชีวิต 17 ราย ตุรกีป่วย 12 ราย เสียชีวิต 4 ราย และเวียดนามป่วย 112 รายเสียชีวิต 57 ราย 

********************************** 9 กุมภาพันธ์ 2553 
]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30681]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-09 17:48:55]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[รมช.สธ.สั่งเร่งตรวจสอบเหตุเด็กตายในครรภ์หลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ จ.สกลนคร]]></title>
<description><![CDATA[รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งการให้กรมควบคุมโรคเร่งตรวจสอบสาเหตุเด็กตายในครรภ์ของหญิงที่จังหวัดสกลนคร หลังฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เบื้องต้นขณะนี้ เด็กในครรภ์คลอดแล้วแต่เด็กไม่สมบูรณ์ ส่วนแม่ปลอดภัยแล้ว 

จากกรณีที่มีหญิงตั้งครรภ์ที่จังหวัดสกลนคร อายุ 27 ปี อายุครรภ์ประมาณ 7 เดือน ฝากครรภ์ที่สถานีอนามัยดงมะไฟ โดยเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2553 เข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 และหลังจากนั้นเด็กไม่ดิ้น จึงไปพบแพทย์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 แพทย์แจ้งว่าเด็กเสียชีวิตนั้น 

ความคืบหน้าในวันนี้ (9 กุมภาพันธ์ 2553) นางพรรณศิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ได้สั่งการให้กรมควบคุมโรค เร่งรัดตรวจสอบสาเหตุการเด็กตายในครรภ์ของหญิงรายดังกล่าวโดยเร็วแล้วว่า เกี่ยวข้องกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 หรือไม่ เพื่อชี้แจงสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องการรับบริการฉีดเพื่อป้องกันการป่วยและเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งมีประมาณ 2 ล้านคน จากข้อมูลการเข้ารับบริการฉีดวัคซีนดังกล่าว โดยความสมัครใจ ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2553 -4 กุมภาพันธ์ 2553 มีผู้รับบริการฉีดวัคซีนแล้วประมาณ 180,000 คน ซึ่งกว่าร้อยละ 99 หลังฉีดวัคซีนอาการอยู่ในขั้นปกติ ส่วนในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 3 เดือนขึ้นไป ที่ขึ้นทะเบียนต้องได้รับการฉีดวัคซีนทั่วประเทศ จำนวน 500,915 คน ฉีดวัคซีนไปแล้ว 15,754 คน ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ จ.สกลนครได้กำชับให้โรงพยาบาลสกลนครดูแลอย่างดีที่สุด 

ทางด้านนายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการสอบสวนสาเหตุเด็กตายในครรภ์ของหญิงรายที่ จ.สกลนครดังกล่าว พบว่าแม่มีอาการปวดท้อง ท้องแข็ง หลังฉีดวัคซีนประมาณ 15 วัน เด็กไม่ดิ้น ขณะนี้แพทย์ได้ทำคลอดแล้ว พบว่าเด็กทารกเสียชีวิตในครรภ์ และเด็กไม่สมบูรณ์ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะตรวจสอบรายละเอียดต่อไปและส่งผลการตรวจสอบให้คณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณาว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ 

นายแพทย์มานิต กล่าวต่อว่า ในวันนี้ได้ประชุมผู้บริหารของกรมควบคุมโรค ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อปรับปรุงระบบเร่งรัดข้อมูลของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 โดยเน้นการดำเนินงานตามมาตรฐานวิชาการ ทั้งนี้จะส่งให้คณะผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาว่าอาการที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 หรือไม่ เพื่อชี้แจงประชาชนให้ทราบโดยเร็ว และสร้างความมั่นใจให้สังคม 

ทั้งนี้ คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูติกรรม กุมารเวชกรรม และอายุรกรรม มีความเห็นว่าการฉีดวัคซีนครั้งนี้มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่มีอัตราตายสูงและแนะนำให้กลุ่มเสี่ยงดังกล่าวฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ต่อไป นายแพทย์มานิตกล่าว 

******************************** 9 กุมภาพันธ์ 2553 

]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30680]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-09 17:47:47]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.ปรับแผนช่วยเฮติหลังพบต้องการแพทย์ด้านศัลยกรรมพลาสติกและการทำกายอุปกรณ์]]></title>
<description><![CDATA[          นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะสำรวจทีมแพทย์ไทยไปเฮติ กล่าวภายหลังเดินทางกลับจากการสำรวจที่เฮติร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและ ทางการประเทศเม็กซิโก ว่า สถานการณ์ในเฮติขณะนี้มียาและเวชภัณฑ์เพียงพออยู่แล้ว แต่ขาดในเรื่องของการกระจายการรักษาและยาที่มีอยู่ไปยังผู้ประสบภัย ซึ่งแพทย์สหรัฐอเมริกาแนะนำว่าสิ่งที่เฮติต้องการขณะนี้ไม่ใช่ยาหรือ แพทย์ทั่วไป แต่ต้องการแพทย์ด้านศัลยกรรมพลาสติก นักกายภาพบำบัด และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตกายอุปกรณ์ ขาเทียม แขนเทียม เนื่องจากประชาชนที่รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวส่วนใหญ่สูญเสียอวัยวะไปจาก เหตุการณ์ดังกล่าว

          ทางทีมแพทย์ไทยจึงเตรียมประสานมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อช่วยผลิตขาเทียมส่งไปช่วยเหลือชาวเฮติ โดยในวันที่ 10 ก.พ.นี้จะนำเรื่องเข้าหารือกับปลัดกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้ง เพื่อปรับการจัดทีมแพทย์ไทยที่จะส่งไปช่วยเหลือชาวเฮติใหม่ จากที่ได้เตรียมพร้อมไว้ก่อนหน้านี้ 3 ทีม มาเป็นแพทย์เฉพาะด้านเพื่อให้การช่วยเหลือได้ตรงความต้องการ และอาจต้องคัดเลือกแพทย์ให้ตรงลักษณะงาน โดยอาจเปลี่ยนเป็นแพทย์สนามที่สามารถใช้ชีวิตในพื้นที่ลำบากและอันตรายได้ เนื่องจากความเป็นอยู่ของแพทย์นานาชาติที่ไปประจำที่เฮติขณะนี้เป็นไปอย่าง ยากลำบาก ไม่พร้อมทั้งสถานที่ น้ำ และอาหาร รวมถึงแพทย์ทั้งหมดต้องอยู่ในที่จำกัดไม่สามารถออกจากที่พักได้ในเวลาก่อน 08.00 น. และหลังเวลา 18.00 น. เพราะมีความไม่ปลอดภัยสูง]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30677]]></link>
<author><![CDATA[เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-09 17:40:41]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ. เร่งตรวจสอบโรงพยาบาลทำลูกตายหลังฉีดยาระงับคลอดก่อนกำหนด]]></title>
<description><![CDATA[ปลัดกระทรวงสาธารณสุข สั่งสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ตรวจสอบกรณีร้องโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังทำลูกตายหลังฉีดยายับยั้งการคลอดก่อนกำหนด พร้อมให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย 

จากกรณีที่นายสมบัติ แจ่มน้อย เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจมีนบุรี ว่า แพทย์คนหนึ่งโรงพยาบาลนวมินทร์ ได้ฉีดยายับยั้งการคลอดให้กับนางสิริลักษณ์ ปลั่งกลาง อายุ 40 ปี ภรรยา ทำให้ทารกเพศชายในครรภ์เสียชีวิต โดยภรรยาตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน มีอาการเจ็บครรภ์เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2553 จึงไปโรงพยาบาลที่ฝากครรภ์ไว้ และตนได้เซ็นยินยอมให้มีการผ่าตัด แต่โรงพยาบาลได้โทรศัพท์สอบถามนายแพทย์คนหนึ่ง ได้ให้ความเห็นว่าเด็กในครรภ์ยังไม่ถึงกำหนดคลอด ให้พยาบาลฉีดยายับยั้งการคลอด โดยหลังฉีดยาเด็กในครรภ์ไม่มีอาการดิ้น พยาบาลบอกว่าเป็นเพราะแม่หลับ และให้นอนพักที่โรงพยาบาล 2 วันแพทย์จึงให้กลับบ้าน หลังกลับจากโรงพยาบาล ภรรยามีอาการเบื่ออาหาร ลูกไม่ดิ้นเช่นเดิม และในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 ได้ไปพบแพทย์ตามนัด แพทย์ตรวจอุลตราซาวน์พบเด็กในครรภ์เสียชีวิตแล้ว เนื่องจากสายสะดือพับทำให้ขาดอากาศหายใจ และทำการผ่าตัดคลอดให้ในวันเดียวกัน 

ความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว วันนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2553) นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่าได้สั่งการให้สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงจากโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าวเป็นการด่วน และตรวจสอบมาตรฐานของโรงพยาบาลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 เพื่อให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย 

นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวว่า การที่หญิงตั้งครรภ์ 8 เดือน และมดลูกบีบตัวถี่ เป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด ตามหลักการของการรักษา แพทย์จะให้ยาผ่อนคลายการบีบตัวของมดลูก เพื่อประคับประคองการตั้งครรภ์ให้ครบกำหนดคลอดคือ 9 เดือน เพราะการทำงานของอวัยวะต่างของเด็กจะสมบูรณ์ เด็กจะปลอดภัย ส่วนการให้ยาแล้วเกิดผลเช่นไร ต้องขอดูรายละเอียด ยังไม่สามารถบอกว่าใครผิดใครถูก 

ด้านนายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า ในวันนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่จากสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพประสานงานกับโรงพยาบาลนวมินทร์ เพื่อขอข้อมูลผู้ป่วยรายดังกล่าวและข้อมูลการให้ บริการจากโรงพยาบาล เพื่อจะนัดหารือพร้อมกันทั้ง 2 ฝ่ายในเร็ว ๆ นี้ ขณะเดียวกันหากเกี่ยวข้องกับมาตรฐานการรักษาก็จะส่งข้อมูลให้แพทยสภาพิจารณาด้วย 

****************************** 8 กุมภาพันธ์ 2553 


]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30674]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-09 17:34:55]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สธ.เร่งรณรงค์ฉีดวัคซีนไข้หวัด 2009 ในกลุ่มเสี่ยงต่อเนื่อง หลังพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่เป็นไข้หวัด 2009 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 
]]></title>
<description><![CDATA[วันนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2553) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข ได้สุ่มตรวจผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ ใน 13 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า มีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ถึงร้อยละ 25 ซึ่งเพิ่มจากเดิมที่มีเพียงร้อยละ 12 ถือว่าเป็นตัวเลขที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ จำเป็นต้องเร่งรณรงค์เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง 5 กลุ่ม เข้ารับการบริการฉีดวัคซีนฟรี ที่โรงพยาบาลทั่วประเทศโดยสมัครใจ ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่อไป เพราะมาตรการป้องกันดีกว่าที่จะตามมาแก้ไข หากเกิดการแพร่ระบาดรุนแรงแล้วไม่ได้รับวัคซีน ความเสียหายจะรุนแรงมากกว่าและจะทำให้เกิดการเสียชีวิตจำนวนมาก 

ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม - 4 กุมภาพันธ์ 2553 มีผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนแล้ว 160,179 คน เป็นหญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 3 เดือนขึ้นไปทั้งสิ้น 14,681 คน คิดเป็นร้อยละ 2.9 ของเป้าหมายทั้งหมด คนอ้วน 4,524 คน คิดเป็นร้อยละ 2.5 ผู้พิการ1,269 คน คิดเป็นร้อยละ 1.8 ผู้ป่วยเรื้อรัง 36,917 คน คิดเป็นร้อยละ 4.4 และบุคลากรทางการแพทย์ 102,368 คน คิดเป็นร้อยละ 27.6 

นายจุรินทร์กล่าวต่อไปว่า สำหรับหญิงตั้งครรภ์รายที่เด็กตายในครรภ์ ที่ จ. ชุมพร ในบ่ายวันนี้ (8 กุมภาพันธ์) จะทราบผลเบื้องต้น แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ต้องรอผลการประชุมจากคณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณาอาการภายหลังได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ที่มีแพทย์หญิงสุจิตรา นิมมานนิตย์ ที่ปรึกษากรมควบคุมโรคเป็นประธาน ประชุมผู้เชี่ยวชาญให้เสร็จสิ้นทั้งหมด จึงจะแถลงให้ทราบว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ ซึ่งทางกรรมการชุดนี้จะประชุมโดยเร็ว โดยได้มอบนโยบายขอให้ช่วยเร่งรัดการสรุปผลเพื่อให้ประชาชนทราบ ซึ่งหากไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะได้สบายใจ แต่หากเกี่ยวข้องจะได้นำมากำหนดทิศทางของนโยบาย อย่างทันท่วงที และขอยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุขไม่ได้บิดเบือนผลการตรวจ 

ทางด้านนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จำนวนตัวเลขการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว จากเดิมร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 25 นั้นสะท้อนให้เห็นว่า ขณะนี้สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ฯ มีแนวโน้มเกิดการระบาด จำเป็นต้องรณรงค์ให้กลุ่มเสี่ยงเข้ามารับการฉีดวัคซีนป้องกัน ตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุขโดยความสมัครใจ เพื่อให้มีภูมิต้านทานโรคอย่างเพียงพอ ลดความเสี่ยงป่วยและเสียชีวิตลง ส่วนกรณีที่หญิงตั้งครรภ์ฉีดวัคซีนแล้วลูกในครรภ์เสียชีวิต ในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงจะต้องดูทั้งประวัติของแม่ทั้งหมด และประวัติของลูกในครรภ์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้พิจารณาสรุปผลว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ รายงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีปิดบังข้อมูลอย่างเด็ดขาด 

************************************* 8 กุมภาพันธ์ 2553 


]]></description>
<link><![CDATA[http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30673]]></link>
<author><![CDATA[สำนักสารนิเทศ]]></author>
<pubDate><![CDATA[2010-02-09 17:34:20]]></pubDate>
<category><![CDATA[Hot New]]></category>
</item>
</channel>
</rss>
