แก๊สน้ำตา...ร้ายกว่าที่คิด

  • การใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายฝูงชน บริเวณหน้ารัฐสภา น่าจะเป็นอาวุธเคมีอย่างเปิดเผย โดยการยิงจากลำกล้องปืนยาวเข้าใส่ฝูงชนด้วยความถี่สูง จึงมีผู้ได้รับสารพิษจากแก๊สน้ำตาจำนวนมากและส่วนใหญ่มีอาการน้ำตาไหล แสบจมูก แสบตัว แสบปาก คลื่นไส้ และบางคนเนื้อเยื่อฉีก

    หากย้อนไปถึงเรื่องการใช้แก๊สน้ำตาในปี 2512 มีการลงมติจาก 80 ประเทศทั่วโลกให้ถือว่า แก๊สน้ำตา เป็นอาวุธเคมีชนิดหนึ่งที่ถูกห้ามใช้ในสงครามตามสนธิสัญญาเจนีวาแต่ยังมีการใช้ในการสลายการชุมชนของฝูงชนในหลายๆ ประเทศ และวิธีการใช้แตกต่างกันไป

    "แก๊สน้ำตานอกจากจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง แสบเนื้อ แสบตัว แสบตา ตัวบวมแดงแล้ว บางคนยังได้รับแรงอัดจากแก๊สน้ำตา ทำให้แก้วหูแตก แก้วหูทะลุ มีอาจารย์คณะสัตว์แพทย์คนหนึ่งนิ้วเท้าฉีกไปสองนิ้วนอกจากนี้บางคนเกิดรอยแผลไหม้ด้วย" น.พ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย ผู้อำนวยการศูนย์นเรนทร กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงเหตุการณ์การสลายฝูงชนที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้

    อาวุธเคมี...แก๊สน้ำตา
    จะว่าไปแล้วคนไทยรู้เรื่องแก๊สน้ำตาค่อนข้างน้อย เพราะประเทศเราไม่ค่อยมีการใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายฝูงชน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นบทเรียนครั้งสำคัญอันหมายถึงชีวิตคนไทยด้วยกัน ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนต่างได้รับผลกระทบจากการใช้แก๊สน้ำตา ซึ่งอาวุธเคมีชนิดนี้ค้นพบโดยชาวอเมริกันสองคนชื่อ Ben Corson และRoger Staughton เมื่อปี ค.ศ.1928 และใช้ชื่อว่า แก๊ส CS จะมีสภาพเป็นควันส่งผลกระทบต่อเยื่อบุภายในช่องปากและโพรงจมูก ทำให้ผิวหนังระคายเคือง น้ำไหลออกจากตา จมูกและปาก รวมทั้งผลกระทบต่อทางเดินระบบหายใน ฯลฯ

    หน่วยงานป้องกันด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ส่วนผสมของตัวทำละลายในสารเคมีแก๊สน้ำตา อาจก่อให้เกิดมะเร็งหรือการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมก็ย่อมได้ กรณีดังกล่าวขึ้นอยู่กับปริมาณของสารละลาย หากมีความเป็นพิษสูง ก็จะก่อให้เกิดภาวะสับสนทางจิต ปวดศีรษะ หัวใจเต้นแรง ปัญหาประจำเดือน การแท้ง และมีผลกระทบต่อปอดและระบบย่อยอาหาร

    เมื่อเป็นเช่นนี้จึงคำถามมากมายว่า การใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายฝูงชนในเมืองไทยครั้งนี้รัฐบาลได้ตระหนักถึงพิษภัยและผลกระทบที่จะตามมาหรือไม่เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้มีการใช้แก๊สน้ำตายิงเข้าใส่ฝูงชน ซึ่งมีผลกระทบต่างจากการขว้างปาใส่ฝูงชน

    รองศาสตราจารย์ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ข้อมูลเกี่ยวกับแก๊สน้ำตาว่าอาวุธเคมีชนิดนี้ในหลายประเทศใช้เพื่อควบคุมฝูงชน แต่ควรต้องรู้จักวิธีการใช้ ไม่ใช่ว่ายิงเข้าสู่ฝูงชน

    และมีข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากไม่ได้รับการฝึกฝนวิธีการยิงแก๊สน้ำตาอย่างถูกต้อง เพราะแก๊สน้ำตามีหลายรูปแบบ ทั้งแบบขว้างเข้าใส่ฝูงชนและการยิงด้วยลำกล้องปืน

    หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ จำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้แก๊สน้ำตา ต้องฝึกฝนวิธีการใช้และรู้ถึงผลกระทบจากแก๊สน้ำตา เจ้าหน้าที่ในอังกฤษและอเมริกา โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่เอฟบีไอก่อนจะใช้แก๊สน้ำตา ต้องทดลองเข้าไปอยู่ในห้องบ่มแก๊ส เพื่อจะได้รู้ว่าเวลาถูกแก๊สน้ำตา ร่างกายจะมีปฏิกิริยาอย่างไรและควรดูแลตัวเอง อย่างไร

    "หากคนที่แพ้แก๊สน้ำตามากๆ แล้วตามองไม่เห็น ในต่างประเทศจะเอาน้ำนมล้างหน้าและตาและทุกกรณีต้องไปหาหมอ ข้อสำคัญคือ เมื่อโดนแก๊สน้ำตาต้องรีบถอดเสื้อผ้าชุดเก่าออกทันที"

    ความรุนแรงของสารเคมี
    หากโดนแก๊สน้ำตาไม่กี่นาที ก็จะได้รับผลกระทบไม่มากนัก แต่ถ้าอยู่ในบริเวณนั้นเป็นเวลานานก็จะเกิดอาการหลายอย่างตามมา จึงไม่แปลกที่ประชาชนหลายร้อยคนต้องถูกหามส่งโรงพยาบาลจากตัวเลขศูนย์นเรนทรพบว่า มีผู้ป่วยรวมๆกว่า 400 คน ทั้งปัญหาจากแก๊สน้ำตา ปัญหาการเหยียบกันเอง และบาดเจ็บจากกรณีอื่นๆ
    แม้คนส่วนใหญ๋จะมีอาการปวดแสบปวดร้อนและแสบตา แต่หลังจากนั้น 2-3 วันบางคนอาจมีอาการมากว่านั้นคือ มีแผลพุพอง หรือมีอาการแพ้ปรากฎให้เห็น

    "ในอิสราเอลและอังกฤษมีบางกรณีที่พบว่าหลังจากโดนแก๊สน้ำตาไม่กี่นาทีก็เสียชีวิตซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสารเคมีที่ใช้ หากเด็ก ผู้หญิงและคนท้องโดนแก๊สน้ำตาจะได้รับผลกระทบรุนแรงและการใช้แก๊สน้ำตายังขึ้นอยู่กับสถานที่ด้วยถ้าใช้แก๊สน้ำตาในห้องแคบๆ ก็จะฆ่าคนให้ตายได้เลยเรื่องการใช้แก๊สน้ำตาหลายประเทศมีการเคลื่อนไหวรณรงค์ไม่ให้มีการใช้ และพบว่า แก๊สน้ำตาในจีนและอังกฤษ มีความเข้มข้นของสารเคมสูงกว่าในอเมริกา ในอังกฤษคนเสียชีวิตจากแก๊สน้ำตาถูกมองว่า ตำรวจทำเกินกว่าเหตุ และมีกรณีที่ไม่เสียชีวิตแต่เนื้อเยื่อมีปัญหา มีแผลพุพองน้ำเหลืองไหล ซึ่งเป็นกรณีฟ้องร้องเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว" รศ.ดร.ปณิธานให้ข้อมูล
    ความไม่เข้าใจในเรื่องวิธีการใช้แก๊สน้ำตาในเมืองไทย เป็นอีกกรณีที่ถูกตั้งข้อสงสัย เพราะวิธีการใช้ปืนลำกล้องยาวยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ฝูงชนในระยะใกล้ ก็ไม่ใช่วิธีการที่หลายประเทศใช้ เพราะวิธีการดังกล่าวทำให้คนป่วยและบาดเจ็บจำนวนมาก เนื่องจากระยะการยิงแก๊สน้ำตาควรอยู่ประมาณ 100-150 เมตร และยิงในระดับประมาณ 45 องศา

    ส่วนสาเหตุที่ทำให้คนป่วยจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่ในการใช้แก๊สน้ำตาค่อนข้างแคบ อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ซึ่งเป็นการใช้ความรุนแรงเกินความจำเป็นจากรายงานของศูนย์นเรนทร เหตุการณ์ในครั้งนี้ประชาชนบาดเจ็บและป่วยต้องเข้าห้องไอซียูจำนวนกว่า 20 คน
    "การใช้แก๊สน้ำตาจะบอกว่าเป็นของเด็กเล่นไม่มีอันตรายก็ไม่ใช่ แม้จะไม่ทำให้เสียชีวิต แต่อาวุธชนิดนี้ก็ทำให้คนบาดเจ็บได้ และมีตัวอย่างในต่างประเทศที่คนตายเพราะแก๊สน้ำตา" รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว

    ผลกระทบจากแก๊สน้ำตา
    สำหรับคนที่ร่างกายแข็งแรง ผละกระทบที่ได้รับจากแก๊สน้ำตาจะออกฤทธิ์เพียงชั่วขณะหนึ่ง แต่บางคนก็ได้รับผลกระทบเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้หญิง เด็กและคนท้องอาจแท้งลูกได้ ส่วนคนที่ติดยาเสพติดเมาสุรา ร่วมถึงคนสิตไม่สมประกอบอาจได้รับผลกระทบจากแก๊สน้ำตาไม่มากนักส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับประสาทสัมผัสการรับรู้ของแต่ละคน และสภาพความแข็งแรงของร่างกาย
    "สังคมไทยมีความรู้เรื่องแก๊สน้ำตาน้อยมาก ถ้ารัฐจะใช้แก๊สน้ำตาก็ควรมีมาตรการที่รัดกุมกว่านี้ ทั้งในเรื่องการป้องกันตัวเอง และให้ความรู้ประชาชน ใครที่ได้รับแก๊สน้ำตาควรเปลี่ยนเสื้อผ้า และควรล้างหน้าล้างตา ที่สำคัญคือ ควรออกจากบริเวณนั้นเพราะสารเคมีเหล่านี้ยังอยู่บริเวณนั้น" รศ.ดร.ปณิธาน ย้ำเตือน
    ว่าไปแล้วผลกระทบที่ได้จากแก๊สน้ำตามีหลายระดับ น.พ.สุรเชษฐ์ บอกว่า ส่วนใหญ่มักมีอาการระคายเคืองจากสารเคมี แสบตา แสบตัว แสบตัว และบางคนมีอาการบวมแดง ส่วนผลกระทบจากแรงอัดของแก๊สน้ำตาที่ตำรวจยิ่งเข้าใส่ ทำให้บางคนแก้วหูแตก หูอื้อ นิ้วมือ และนิ้วเท้าแตก

    นอกจากนี้ยังมีคนที่โดนเปลวความร้อนในช่วงที่ลูกกระสุนแก๊สน้ำตาแตก ทำให้ได้รับบาดเจ็บเป็นแผลไฟไหม้บนร่างกาย และยังมีกรณีแรงอัดจากการยิงแก๊สน้ำตากระทบกับวัตถุใดวัตถุหนึ่งแล้วกระเด็นมาโดน บางคนได้รับบาดเจ็บ เนื้อเยื่ออาจฉีกขาดได้ขึ้นอยู่กับปริมาณแรงอัด
    "ผมเป็นหมอผ่าตัด ก็เพิ่งได้เห็นคนป่วยจากแก๊สน้ำตาก็คราวนี้ หมอไทยรักษาคนป่วยจากแก๊สน้ำตาน้อยมาก "คุณหมอสุรเชษฐ์ กล่าว

    ไม่ใช่แค่ผลกระทบทางกายที่ทำให้คนต้องบาดเจ็บทั้งเนื้อตัวแสบคัน เนื้อเยื่อฉีกขาด มีแผลไฟไหม้ การใช้แก๊สน้ำตาแบบปืนลำกล้องยาว อาจารย์ปณิธาน บอกว่า กรณีที่เกิดขึ้นในเมืองไทยยังมีผลกระทบเชิงจิตวิทยา ขณะที่ฝ่ายตำรวจคิดว่าไม่ใช่อาวุธร้ายแรงแต่ฝ่ายประชาชนมองว่า เป็นอาวุธ เพราะมีลักษณะการยิงเสียงดังเหมือนปืน

    "คนส่วนใหญ่ก็คิดว่า รัฐบาลหันปากกระบอกปืนมาใส่ประชาชน แต่รัฐบอกว่า ไม่ใช่ปืน นี่เป็นการสลายม็อบ ในต่างประเทศหน่วยรักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดีเคยใช้ปืนแก๊สน้ำตา ซึ่งในทางจิตวิทยาก็มีผลต่อความรู้สึกของประชาชน กรณีที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ทำให้เกิดความตึงเครียดในหมู่ประชาชน รัฐบาลในต่างประเทศจะคำนึงถึงผลกระทบทางจิตวิทยามาก ส่วนใหญ่จะใช้แก๊สน้ำตาแบบขว้างเข้าใส่" รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว

    วิธีป้องกันตัวจากแก๊สน้ำตา
    เห็นได้ว่า ประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่มีความเข้าใจ เรื่องการใช้แก๊สน้ำตาและไม่ค่อยรู้วิธีการป้องกันตัว
    หากพิจารณากันตั้งแต่ปริมาณของสารเคมีแก๊สน้ำตา ก็ไม่อาจทราบได้ว่า เป็นขนาดที่มีความเข้มข้นระดับไหน แต่ที่แน่ๆ การใช้แก๊สน้ำตา ทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บและป่วยจำนวนมาก
    หากใครอยู่ในสถานการณ์การสลายฝูงชนด้วยแก๊สน้ำตาล ขอย้ำเตือนว่า ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ทันที หรือถ้ามีอาการแพ้มากๆ ตามองเห็น ควรใช้น้ำนมล้างตา และไม่ควรให้เสื้อผ้าเปียก เพราะสารเคมีจะติดตัว

    วิธีการป้องกันเบื้องต้น
    ควรใส่เสื้อผ้าที่ปกคลุมผิวหนังใส่แว่นกันแดดหรืออาจใช้แว่นว่ายน้ำ หน้ากากป้องกันแก๊ส และควรเตรียมขวดน้ำเพื่อใช้ล้างตาและล้างหน้าเวลาโดนแก๊สน้ำตา ยิ่งใช้น้ำเกลือล้างก็ยิ่งดี
    ที่สำคัญคือ ไม่ควรทาวาสลีน ออยล์ที่มีส่วนผสมของแร่สารป้องกันแดดหรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของออยล์บนผิวหนังเนื่องจากมีคุณสมบัติในการจับสารเคมี ถ้าโดนแก๊สน้ำควรถอดคอนแทคเลนส์ออกทันที และควรอยู่ห่างจากจุดที่ยิงแก๊สน้ำตามากที่สุดให้อยู้ในบริเวณอากาศถ่ายเทได้สะดวก

    อาการจากแก๊สน้ำตา
    อาวุธเคมีชนิดนี้มีผลต่ออวัยวะต่างๆของร่างกายทั้งตา เยื่อบุจมูก และทางเดินหายใจ เยื่อระบุช่องปากและผิวหนัง จะทำให้น้ำตาไหล และอาจทำให้ตามองไม่เห็น (ตาบอดชั่วคราว) หากถูกกระแทกโดยตรงอาจเกิดแผลที่กระจกตาได้ หรืออาจมีเลือดออกในลูกตาและติดเชื้อที่ตาภายหลังได้
    ผลกระทบต่อทางเดินอาหาร นอกจากแสบปากน้ำลายไหล อาจมีคลื่นไส้ อาเจียร และท้องเสียได้
    ส่วนผลกระทบต่อทางเดินหายใจ จะทำให้เกิดปัญหาอาการไอ จาม เจ็บคอ แน่นหน้าอก หลอดลมตีบ จนหายใจไม่ออก โดยเฉพาะคนไข้จากโรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง ต้องระวังมากกว่ากลุ่มอื่น หากได้รับปริมาณอาจมีอาการปอดบวมน้ำ
    ด้านผิวหนัง จะมีอการแสบ บวมแดง สัมผัสนานๆ อาจเหมือนถูกไฟไหม้ ผิวหนังอักเสบ
    โดยปกติแล้วการออกฤทธิ์ของแก๊สน้ำตาจะออกฤทธิ์ทันทีที่สัมผัส และคงอยู่นานประมาณ 10-30 นาที และบางคนอาจมีอาการหลังจาก 2-3 วัน--จบ--


    เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ
    หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

  • แหล่งข่าวโดย.... กรุงเทพธุรกิจ

    [12/ตุ.ค/2551]