กรมคร. จับมือสภากาชาดไทย สปสช. และองค์การเภสัชกรรม เปิดโครงการ“Test and Treat”หรือ“ตรวจเลือดและรักษาทันที”ในชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสอง นำร่อง3 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ลำปาง และอุบลราชธานี


ภาพกิจกรรม

     นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาโดยตลอด โดยนโยบายของรัฐบาลได้มีการบูรณาการระบบหลักประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุน ได้แก่ สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ 30 บาทรักษาทุกโรค เพื่อให้คนไทยได้รับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ มาตรฐานเดียวกัน เมื่อมีการเปลี่ยนสิทธิ์ก็ยังคงได้รับการรักษาเหมือนเดิม โดยเริ่มจากการดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีอาการวิกฤต ให้สามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลรัฐหรือเอกชนที่อยู่ใกล้เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย และได้ประกาศเพิ่มอีก 2 โรค คือไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายและเอดส์ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา
 
     กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการทั้งด้านบริการ บุคลากร และการนำระบบสารสนเทศมาใช้ในการลงทะเบียนผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ โดยบริการด้านโรคเอดส์ ประกอบด้วย 1.การรักษาด้วยยาต้านไวรัสและยาอื่นๆ 2.การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อติดตามการรักษา 3.บริการให้คำปรึกษาและตรวจเลือดแบบสมัครใจ และ 4.การป้องกันโรคเอดส์ในกลุ่มผู้ติดเชื้อ ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วน 9 ข้อ และหนึ่งในนโยบายนั้น คือ ขยายการบูรณาการการจัดบริการผู้ป่วยที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศของ 3 กองทุนสุขภาพภาครัฐ เช่น มะเร็ง ต่อจากการป่วยฉุกเฉิน โรคไตวายเรื้อรัง และเอดส์ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่มีคุณภาพมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคเอดส์ คือ ลดการแพร่กระจายของเชื้อตั้งแต่แรกเริ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและกลุ่มสาวประเภทสอง ซึ่งจำเป็นต้องมีโครงการที่ดำเนินการเจาะเลือดตรวจและรักษาให้ทันท่วงที เพื่อเป็นการลดการระบาดของโรคเอดส์ ต่อไป

วันนี้ (5พฤศจิกายน 2555) ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ดร.นายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย นายแพทย์สรกิจ ภาคีชีพ ผู้จัดการกองทุนกองทุนเพื่อบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวีเอดส์และวัณโรค สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เภสัชกรหญิงสุจิดา ชุติมา ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ร่วมแถลงข่าวเปิดโครงการ “Test and Treat” หรือ “ตรวจเลือดและรักษาทันที” ในชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสอง

     ดร.นายแพทย์พรเทพ กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทย พบว่า มีแนวโน้มของผู้ป่วยเอดส์และผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ลดลงกว่าในอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากการรักษาผู้ป่วยเอดส์ด้วยยาต้านไวรัสทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่อัตราความชุกของการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายยังมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร พบความชุกร้อยละ 17.3 ในปี พ.ศ. 2546 และ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 31.3 ในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งสูงกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ และโดยส่วนใหญ่จะ “ไม่รู้ตัว” ว่าตัวเองติดเชื้อเพราะไม่เคยไปตรวจ จากข้อมูลผลการเฝ้าระวังปี พ.ศ. 2553 พบว่า มีเพียงร้อยละ 15ของกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายที่เคยตรวจเลือดและทราบผลการตรวจการติดเชื้อเอชไอวี และบางคนไปตรวจแต่ไม่กลับมาฟังผลตรวจ จึงเป็นแหล่งสำคัญในการส่งต่อเชื้อไปให้คนอื่นๆ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่ตนเองไปมีเพศสัมพันธ์ด้วย ดังนั้น การสนับสนุนให้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายได้ตรวจเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอหากยังคงมีพฤติกรรมเสี่ยงอยู่ ถือเป็นมาตรการหนึ่งที่จะป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีในประชากรไทยอย่างได้ผล

     ดร.นายแพทย์พรเทพ กล่าวต่อไปอีกว่า จากผลการดำเนินงานในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและกลุ่มสาวประเภทสองที่ผ่านมา ยังไม่สามารถบรรลุถึงเป้าหมายได้อย่างที่น่าพอใจ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายยังไม่ได้รับความรู้และทักษะที่ถูกต้องในการป้องกันตนเองจากเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ยังไม่สามารถเข้ารับบริการป้องกันและรักษาได้อย่างสะดวกใจและอย่างเปิดเผย เนื่องจากอคติของสังคม เช่น การถูกวิพากษ์วิจารณ์ และการถูกกีดกันจากสังคม เป็นต้น จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในทุกภาคส่วนสนับสนุนการเข้าถึงบริการที่เป็นมิตร เพื่อสร้างโอกาสในการสนับสนุนการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและการดูแลรักษาหลังตรวจพบการติดเชื้อ ดังนั้น กรมควบคุมโรคจึงมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ประชาชนตรวจเลือดเพื่อหาการติดเชื้อเอชไอวี เพราะหากประชาชนได้ทราบสถานะการติดเชื้อของตนเอง ในรายที่ไม่ติดเชื้อจะได้ป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อ ส่วนในรายที่ติดเชื้อจะได้รับการดูแลรักษาและป้องกันไม่ให้ส่งต่อเชื้อไปยังคนอื่น ด้วยเหตุนี้จึงเกิดโครงการดังกล่าวขึ้น

     ด้านศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ประพันธ์ กล่าวว่า การดำเนินงานโครงการ“Test and Treat”หรือ“ตรวจเลือดและรักษาทันที”ในชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสองในครั้งนี้ เป็นโครงการนำร่องที่เกิดจากความร่วมมืออันดีระหว่างกรมควบคุมโรค กับศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และองค์การเภสัชกรรม โดยมีพื้นที่ดำเนินการนำร่องใน 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ลำปาง และอุบลราชธานี

     โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้รับยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะภายหลังการรับยาต้านไวรัสไปแล้ว 1เดือน จะพบเชื้อในปริมาณที่น้อยลง และเชื้อมีโอกาสที่จะแพร่กระจายน้อยมาก ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปสู่บุคคลอื่น โดยโครงการนี้เป็นโครงการนำร่องในการหามาตรการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อเอชไอวีตั้งแต่ระยะแรกเริ่มโดยการส่งเสริมให้กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสอง่ ได้เข้ารับการตรวจเลือดโดยสมัครใจ โดยใช้วิธีการตรวจเลือดแบบทราบผลในวันเดียว และรักษาด้วยยาต้านไวรัสทันทีในผู้มีผลเลือดบวกโดยไม่ต้องรอให้มีระดับภูมิต้านทาน(ระดับCD4) ต่ำก่อนรักษา เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ลดระดับไวรัสในพลาสมาทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการส่งต่อเชื้อไปยังคนอื่นได้น้อยลง ในโครงการนี้ตั้งเป้ารับอาสาสมัครชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสองจากกรุงเทพมหานคร จำนวน 600 คน จากลำปาง และอุบลราชธานี จังหวัดละ 100 คน โดยจะรับอาสาสมัครที่เคยมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยอย่างน้อย 1 ครั้งใน 6 เดือนที่ผ่านมา หรือมีคู่นอนมากกว่า 3 คนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และไม่เคยตรวจเอชไอวีมาก่อน หรือเคยตรวจแต่ไม่พบว่าติดเชื้อ

     “โดยจะเริ่มรับอาสาสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 นี้ เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย โรงพยาบาลลำปาง จังหวัดลำปาง ศูนย์แพทย์ชุมชนท่าวังหินและโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี หรือโทรสายด่วนปรึกษาเอดส์แห่งชาติ 1663และ02-253-0996ทางเว็บไซต์ www.adamslove.org” ศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ประพันธ์ กล่าวปิดท้าย

แหล่งข่าวโดย » กลุ่มประชาสัมพันธ์และข่าว สนง.เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรม คร. 
[พฤศจิกายน จันทร์ 5,พ.ศ 2555 15:58:15] 
พิมพ์ข่าว

  ลิขสิทธิ์ โดย สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ.2553 © 2010 |