กรมควบคุมโรค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและการดำเนินงานบริการด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 36 จังหวัด
นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความสำคัญในการดำเนินงานป้องกัน แก้ไขปัญหาเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ ซึ่งใช้กระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่ายทั้งจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจอย่างกว้างขวาง ร่วมกับการใช้ข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์มาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการ เพื่อให้ประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายที่เป็นศูนย์ (Getting to Zero) 3 ประการในระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ.2555-2559) เป้าหมายดังกล่าวประกอบไปด้วย การไม่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ การไม่มีผู้เสียชีวิตเนื่องจากเอดส์ และการไม่มีการตีตราและเลือกปฏิบัติ โดยการดำเนินงานเน้นการพัฒนาคุณภาพบริการตรวจรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เป็นมิตร ส่งเสริมการเข้ารับการตรวจคัดกรองและรักษาโรคที่ถูกต้องในโรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายหลักของการดำเนินงานคือกลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบอย่างสูงจากเชื้อเอชไอวี ได้แก่ กลุ่มเยาวชน กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย กลุ่มสาวประเภทสอง พนักงานบริการ ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด ผู้ต้องขัง แรงงานข้ามชาติ และกลุ่มผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี ทั้งในด้านการรณรงค์ส่งเสริมพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัยป้องกันเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างครอบคลุมและทั่วถึง เพิ่มการเข้าถึงบริการที่เป็นมิตรในการตรวจและดูแลรักษาสุขภาพทางเพศ เป็นต้น
วันนี้ (19กันยายน 2555)ที่โรงแรมริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี ดร.นายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการและลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)ทางวิชาการและการดำเนินงานบริการโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ระหว่างสำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 36จังหวัด และความร่วมมือกับกองโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ว่า ปัจจุบันสถานการณ์ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย คาดว่ามียอดสะสมรวมกว่า 1,100,000 ราย และยังคงมีชีวิตอยู่ประมาณ 480,000 ราย ร้อยละ 84 ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้น การดูแลรักษา ป้องกันและควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงถือเป็นแนวทางหลักที่สำคัญ ในการป้องกันควบคุมการติดเชื้อเอชไอวีที่ขาดไม่ได้ ซึ่งพบว่าเป็นมาตรการที่มีความคุ้มทุนสูง(cost effectiveness strategy) เห็นผลชัดเจน สามารถดำเนินการได้ง่ายและได้รับการผลักดันให้เป็นนโยบายที่สำคัญของการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในหลายประเทศตลอดมา ตัวอย่างเช่น โครงการแผนการฉุกเฉินของประธานาธิบดีเพื่อบรรเทาปัญหาเอดส์(PEPFAR) ก็สนับสนุนงานการดูแลรักษา ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการป้องกันเอชไอวีในทุกโครงการที่ดำเนินงานทั่วโลก เป็นต้น นอกจากนั้นกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงของการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็เป็นกลุ่มประชากรเป้าหมายเดียวกันกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ได้แก่ พนักงานบริการ กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย เยาวชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด ผู้ต้องขัง และผู้ที่ป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวต่อไปว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้ดำเนินงานป้องกัน แก้ไขปัญหาเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายที่เป็นศูนย์(Getting to Zero) ซึ่งการดำเนินงานด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ปรับรูปแบบการดำเนินงานจากงานกามโรคในอดีต จนสามารถขยายการดำเนินงานในรูปแบบของการจัดบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานและเครือข่ายทุกภาคส่วน รวมถึงการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐ ด้านสาธารณสุข สำนักงานป้องกันควบคุมโรคทั้ง 12แห่ง และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั้ง 36จังหวัดและความร่วมมือกับกองโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ซึ่งวัตถุประสงค์ของบันทึกข้อตกลง มีดังนี้ 1.เพื่อเป็นการประสานความร่วมมือให้เกิดความเข้มแข็งของระบบงานบริการด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รวมทั้งบริการปรึกษาเพื่อการตรวจเลือดเอชไอวีในพื้นที่ 2.เพื่อสนับสนุนวิชาการในการพัฒนาคุณภาพระบบงานด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับระบบพัฒนาคุณภาพของหน่วยงานในพื้นที่
สำหรับหน่วยงานที่ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและการดำเนินงานบริการโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ระหว่างสำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 36จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี ลพบุรี สระบุรี สระแก้ว ชลบุรี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ระยอง ตราด ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม เพชรบุรี สมุทรสาคร นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ขอนแก่น อุดรธานี มหาสารคาม อุบลราชธานี มุกดาหาร กำแพงเพชร พิษณุโลก ตาก พะเยา เชียงใหม่ เชียงราย สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต นครศรีธรรมราช ตรัง ระนอง สงขลา และความร่วมมือกับกองโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ซึ่งคัดเลือกมาจากจังหวัดที่อยู่ภายใต้แผนการดำเนินงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ในพื้นที่เร่งรัดตามแผนยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ และแผนการพัฒนาคุณภาพการดำเนินงานด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ของสำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
หลังจากลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวแล้ว จังหวัดเหล่านี้จะเริ่มดำเนินการเชิญชวนกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาทิ พนักงานบริการ กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย เยาวชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด ผู้ต้องขัง และผู้ที่ป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น เข้ารับบริการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในหน่วยบริการสาธารณสุขที่กำหนดให้มีบริการตรวจคัดกรองค้นหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี โดยไม่คิดค่าบริการ ภายใต้มาตรฐานการดำเนินงานของกรมควบคุมโรค และจะมีการขยายการดำเนินงานดังกล่าวให้คลอบคลุมทั้ง 77จังหวัดทั่วประเทศภายในปี 2559 ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมที่สามารถสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายที่เป็นศูนย์(Getting to Zero) ในการไม่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ในโอกาสนี้ ขอเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนหันมาป้องกันตนเอง รับผิดชอบเมื่อมีเพศสัมพันธ์ด้วยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เมื่อมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี/โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และขอเชิญชวนให้เข้ารับบริการปรึกษาเรื่องสุขภาพทางเพศ การคัดกรอง/ค้นหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อมีความเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์หรือมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และโปรดวางใจให้สถานพยาบาลและเครือข่ายบริการที่เป็นมิตรของเราได้ดูแลทุกคน ที่สำคัญในปัจจุบันคนไทยทุกคนสามารถเจาะเลือดตรวจการติดเชื้อเอชไอวีได้ฟรีปีละ 2ครั้ง หากมีข้อสงสัยสามารถโทรได้ที่สายด่วนปรึกษาเอดส์ 1663หรือที่ศูนย์บริการข้อมูลฮ็อตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข โทรศัพท์ 1422 และศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค โทรศัพท์ 0 2590 3333” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวปิดท้าย
|