กรมควบคุมโรค แนะหยุดยาวช่วงเข้าพรรษา ไป-กลับเตรียมยาสามัญและยารักษาโรคประจำตัวให้พร้อม หากไม่สบาย หลีกเลี่ยงการอยู่รวมกันจำนวนมาก
นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใยสุขภาพและความปลอดภัยของคนไทยในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาในปีนี้ ซึ่งคาดว่าประชาชนจะเดินทางไปต่างจังหวัดจำนวนมากเช่นเคย กระทรวงสาธารณสุข จึงมีการเตรียมความพร้อมรองรับอุบัติเหตุ ทั้งทีมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ และความพร้อมด้านห้องฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเข้มข้นมาตรการควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ตรงกับวันที่ 2 และ 3 สิงหาคม 2555 นี้ เป็นวันพระใหญ่ และเป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี และได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ประสานผู้ว่าราชการจังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกตรวจร้านค้าในพื้นที่อย่างเคร่งครัด หากพบผู้ฝ่าฝืนให้ลงโทษอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีข้อยกเว้น มีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
วันนี้ (2 สิงหาคม 2555) นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลเข้าพรรษาปี 2555นี้ จะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางกลับยังภูมิลำเนา หรือตามจังหวัดต่างๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก และมีการใช้ยานพาหนะจำนวนมากตามมาเช่นกัน ทั้งรถยนต์ รถโดยสารสาธารณะ และรถจักรยานยนต์ ซึ่งทุกปีกระทรวงสาธารณสุข ก็จะเน้นรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนใน 4 ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ การสวมหมวกนิรภัย การคาดเข็มขัดนิรภัย การเมาแล้วขับ และการขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ก็ถือเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในการป้องกันและลดอุบัติเหตุในครั้งนี้
จึงขอแนะนำสำหรับการเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง ควรมีการวางแผนการเดินทางให้พร้อม ตรวจเช็คความพร้อมของรถและของคนขับ โดยรถต้องพร้อมใช้งาน ลมยางหรือน้ำมันพอดีกับการเดินทางไกลหรือไม่ ส่วนคนขับต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ที่สำคัญต้องไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮลล์ทุกชนิด หรือทานยาที่ทำให้ง่วง และขับรถด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจร สำหรับรถกระบะอาจมีบางท่านที่ต้องนั่งกระบะหลังรถ หากเดินทางในเวลากลางวัน อากาศจะร้อนถึงร้อนจัดในบางช่วงเวลานั้น ขอให้ใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว สวมหมวกมีปีกและใส่แว่นกันแดด หรือใช้โลชั่นกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป เพื่อป้องกันแสงแดดและรังสีอุลตราไวโอเลต(รังสียูวี) ระหว่างการเดินทางหากปวดปัสสาวะไม่ควรอั้นไว้นาน ควรหาจังหวะแวะเข้าห้องน้ำตามปั้มน้ำมันทันที โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งชายและหญิง มักปวดปัสสาวะบ่อย ซึ่งไม่ควรอั้นไว้ เนื่องจากจะทำให้เกิดปัญหาทางเดินปัสสาวะอักเสบติดเชื้อได้
นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า ในการเดินทางควรมียาพื้นฐานหรือยาสามัญติดรถไว้สำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น พาราเซตามอลลดไข้ ทั้งชนิดเม็ดและน้ำเชื่อม ยาแก้แพ้ซึ่งสามารถลดน้ำมูก และใช้แก้คันได้ด้วย ยาลดกรดชนิดน้ำซึ่งออกฤทธิ์ได้ดีกว่าชนิดเม็ด ผงเกลือแร่ ผงถ่านกรณีท้องเสีย ยาแก้เมารถ ยาแก้ปวดเมื่อย และอุปกรณ์ทำแผล เป็นต้น และที่สำคัญควรเตรียมยาในส่วนของผู้สูงอายุให้พร้อม เพราะส่วนใหญ่จะมีโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัว ซึ่งยาของผู้สูงอายุจะมียาที่ต้องกินเป็นประจำและต้องเตรียมยาในปริมาณที่เพียงพอ ส่วนการรับประทานอาหาร ผู้ปรุงอาหารต้องปรุงอาหารให้ “สุก ร้อน สะอาด” ส่วนผู้บริโภคต้อง “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ” หากเป็นอาหารถุงอาหารกล่อง ต้องรับประทานภายใน 4 ชั่วโมงหลังปรุงสุก เพื่อให้ปลอดภัยจากโรคอาหารเป็นพิษ
อีกประเด็นที่สำคัญในเทศกาลงานบุญต่างๆ จะมีประชาชนอยู่รวมกันตามวัดหรือสถานที่ท่องเที่ยวจำนวนมาก อาจเป็นโอกาสให้ติดเชื้อจากโรคต่างๆ เช่น โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ โรคปอดบวม เป็นต้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันที่ต่ำ ถ้ามีอาการป่วยหรือไม่สบายอยู่แล้วควรพักอยู่บ้าน ไม่ควรไปในสถานที่แออัดหรือมีคนอยู่จำนวนมาก เพราะอาจเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อและรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย หากจำเป็นต้องไปหรือเดินทาง ควรใช้หน้ากากอนามัยปิดปากไว้เสมอ ส่วนการเดินทางเข้าวัดทำบุญตามประเพณี ควรมีการระมัดระวังและหลีกเลี่ยงในการเข้าไปในสถานที่ที่มีควันธูปจำนวนมากและมีสภาพแออัดคนอยู่จำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อสุขภาพ โดยเกิดอาการหลายอย่าง เช่น เกิดอาการระคายเคืองตา น้ำตาไหล ตาแดง หายใจลำบาก อึดอัด แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ในผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด โรคหัวใจ จะกระตุ้นให้มีอาการรุนแรงมากขึ้นได้
“สำหรับการร่วมทำบุญเวียนเทียนในวันอาสาฬหบูชาค่ำคืนนี้ ขอแนะนำให้ประชาชนร่วมกิจกรรมด้วยความระมัดระวัง ในเรื่องของเทียนไฟและธูปที่จุดแล้ว โดยเทียนอาจจะหยดใส่ตัวหรืออวัยวะต่างๆ ได้ ส่วนธูปให้ระวังไฟจี้ระหว่างการเดินเวียนเทียน และไม่ควรเดินติดหรือชิดกันมากเกินไป อาจเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮ็อตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข โทรศัพท์ 1422 และศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค โทรศัพท์ 0 2590 3333 หรือหากพบอุบัติเหตุสามารถโทรแจ้งขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วน 1669 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ” นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวปิดท้าย
|