โลกร้อน-ร้อนเป็นโรค “ฮีตสโตรก” ถึงตาย!


                                                    นาทีนี้ไม่ว่าจะหันซ้ายหรือหันขวา ก็มักจะได้ยินวลียอดฮิตที่เชื่อว่าทุกคนจะต้องเอ่ยออกมาเป็นเสียงเดียวกัน นั่นก็คือ “ร้อนจัง” / “ทำไมปีนี้มันร้อนแบบนี้” / “โอ๊ย ตับจะแลยอยู่แล้ว” ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะสภาพอุณหภูมิที่สูงขึ้นมากกว่าหน้าร้อนในปีก่อนๆ

          และถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่ง ที่กำลังรู้สึกเดือดร้อนกับเปลวแดดที่เต้นยิบๆ อยู่นอกบ้าน และรู้สึกร้อนผะผ่าวผิวกายจนแสบไหม้ คุณควรจะอ่านบทความเรื่องต่อไปนี้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว “ร้อน” ไม่ได้แปลว่าแค่ทำให้รู้สึกไม่สบาย แต่มันทำให้ “ถึงตาย” ได้เหมือนกัน!!!

          นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ ในฐานะผู้อำนวยการสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า โรคฮีตสโตรก (Heat Stroke) นี้เป็นโรคที่เกิดจากความร้อน เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไปจนทำให้ความร้อนในร่างกาย (core temperature) สูงขึ้นจนกระทบถึงระบบและกลไกต่างๆ ในร่างกาย โดยโรคที่เกิดจากความร้อนมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับไม่รุนแรงจนไปถึงระดับรุนแรง และที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทยส่วนมากไม่ค่อยทราบข้อมูลความรุนแรงของโรคที่เกิดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นมากนัก เนื่องจากภูมิอากาศเมืองไทยเป็นแบบเมืองร้อน คนส่วนใหญ่ก็จะชินกับอากาศที่ร้อนแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เหมือนกับที่ต่างประเทศที่เป็นเมืองหนาว ซึ่งจะเจอผู้ป่วยด้วยอาการแบบนี้มากกว่าคนไทย เพราะธรรมชาติของต่างประเทศในฝั่งเมืองหนาวอากาศจะเย็นเป็นพื้นฐาน พอความร้อนขึ้นแบบพรวดพราดทำให้ร่างกายของประชากรในประเทศปรับตัวไม่ทันและเป็นฮีตสโตรก

          “ฮีตสโตรกระดับไม่รุนแรงมากนักก็จะเป็นอาการอ่อนเพลีย รู้สึกเหมือนเป็นตะคริวที่ท้อง แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นลมหมดสติ อย่างตากแดดแล้วร้อนเพลียอันนี้คนไทยเป็นบ่อย แต่เรื่องของฮีตสโตรกที่หลายคนอาจจะเพิ่งรู้จักเพราะเพิ่งจะเป็นข่าวไปเร็วๆ นี้นั้น เมืองไทยไม่ค่อยเจอแบบรุนแรง ฮีตสโตรกนี่เป็นโรคที่เกิดจากความร้อนระดับรุนแรง คือปกติร่างกายคนเรามันจะมีระบบและกลไกในการปรับอุณหภูมิ ถ้าอากาศร้อน กลไกก็จะระบายความร้อนออกเร็ว แตาถ้าอากาศหนาว ร่างกายจะเก็บสะสมความร้อนเอาไว้เพื่อให้ร่างกายอุ่น แต่ฮีตสโตรกเกิดจากกลไกระบายความร้อนของร่างกายผิดปกติ”

          ผอ.สำนักโรคไม่ติดต่อ กล่าวต่อไปอีกว่า แต่ในสำหรับปีนี้ อุณหภูมิในประเทศไทยดูเหมือนจะสูงกว่าปกติทุกปีที่ผ่านมา ทำให้เมื่อวันก่อนมีรายงานว่า ได้มีคนไทยเสียชีวิตจากอาการฮีตสโตรกอันเนื่องมาจากอากาศที่ร้อนจัดแล้ว 15 ราย

          “อย่างที่เรียนให้ทราบว่าที่ผ่านมาเป็นเพราะบ้านเราไม่ค่อยมีผู้ป่วยโรคนี้มากนัก ทำให้ไม่มีการเก็บข้อมูลสถิติการเกิดขึ้นของโรคตลอดจนจำนวนผู้ป่วย แต่สำหรับปีนี้หลังจากที่มีผู้เสียชีวิต ก็ได้สั่งการให้มีการเก็บข้อมูลรวมถึงตัวเลขจำนวนผู้ป่วยแล้ว”

          นพ.ภานุวัฒน์ อธิบายเกี่ยวกับโรคฮีตสโตรกต่อไปอีกว่า อาการแพ้ความร้อนที่เรียกว่าฮีตสโตรกนี้ มักจะเกิดกับกลุ่มเสี่ยงคือนักกีฬา ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เด็กและผู้สูงอายุ รวมไปถึงผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน

          “นักกีฬาและผู้ที่ทำงานกลางแจ้งอย่างเช่นเกษตรกรที่ทำงานในฤดูที่อากาศร้อนนี้ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง หากเลี่ยงได้ควรเลี่ยงด้วยการหาชั่วโมงหยุดพักในช่วงที่อุณหภูมิสูงที่สุด เช่นช่วงเที่ยงวัน และเริ่มงานใหม่เมื่อความร้อนเบาลงแล้ว แต่หากเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องกิจกรรมกลางแจ้งจริงๆ ก็ควรหาเสื้อผ้าป้องกัน คือต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด ป้องกันผิวกายจากแสงแดด และป้องกันการระเหยของเหงื่อไม่ให้ออกจากร่างกายเร็วเกินไป และที่บอกว่าผู้ป่วยโรคเรื้อรังก็เป็นกลุ่มเสี่ยง นั่นก็เพราะระบบร่างกายของผู้ที่ป่วยจะทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ประสิทธิภาพในการปรับอุณหภูมิมีน้อยลง”

          ผอ.สำนักโรคไม่ติดต่อให้ข้อมูลถึงสัญญาณที่จะเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบตัวเองอย่างง่ายๆ ว่าเป็นฮีตสโตรกเมื่อเจอสภาพอากาศที่ร้อนจัดว่า สัญญาณแรกคืออาการตะคริวที่ท้อง จากนั้นจะเริ่มเบลอ พูดไม่รู้เรื่อง ปวดศีรษะ อาเจียน หน้ามืด และหมดสติ ซึ่งหากหมดสติแล้วถือว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะวิกฤต จำเป็นต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำส่งโรงพยาบาลทันที

          “คือถ้าเริ่มรู้ตัวว่ามึนหัว อาเจียน และเป็นตะคริวที่ท้อง อาการเป็นตะคริวที่ท้องจากความร้อนจะเป็นคนละอย่างกับตะคริวที่เกิดเมื่อเราว่ายน้ำ ถ้าเป็นตะคริวตอนว่ายน้ำนั่นคือเพราะเราใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป แต่หากเกิดในกรณีฮีตสโตรกจะเป็นเพราะร่างกายเสียแคลเซียมและเกลือแร่ หากยังมีสติให้รีบเข้าที่ร่ม ทำร่างกายให้เย็น ดื่มน้ำ หรือน้ำเกลือแร่ ถ้ายังไม่หมดสติและทำอย่างที่บอกแล้วมีอาการดีขึ้น ก็ถือว่าอาการไม่รุนแรงนัก แต่ถ้าเบลอ พูดไม่รู้เรื่อง หน้ามืด หมดสติ อย่านิ่งนอนใจ เพราะหากรักษาไม่ถูกวิธีมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้ เพราะเมื่อหมดสติแล้วจะมีปัญหาด้านระบบความดันโลหิต ทำให้อวัยวะภายในล้มหลวและถึงแก่ชีวิตได้”

          นพ.ภานุวัฒน์ ได้ฝากเตือนไปยังประชาชนด้วยว่า ในฤดูร้อนนี้ หากทำได้ขอให้เลี่ยงการตากแดดนานๆ และดื่มน้ำมากๆ หากเป็นต้องอยู่กลางแดดควรเพิ่มปริมาณน้ำที่ดื่มเพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไปจากร่างกาย จากปกติควรดื่มวันละ 6-8 แก้วก็อาจจะต้องดื่มมากกว่านั้น และสำหรับประชาชนที่ต้องการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคฮีตสโตรก สามารถเข้าไปดูได้ที http://www.thaincd.com/ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของสำนักโรคไม่ติดต่อ ส่วนในต่างจังหวัดนั้น ผู้อำนวยการคคนเก่งฝากกระซิบดังๆ ว่า กำลังเร่งทำแผ่นพันข้อมูลส่งไปยังทุกจังหวัด คาดว่าจะเสร็จในเร็ววันนี้


แหล่งข่าวโดย » ASTV ผู้จัดการออนไลน์  
[พฤษภาคม ศุกร์ 14,พ.ศ 2553 13:48:47] 
พิมพ์ข่าว

  ลิขสิทธิ์ โดย สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ.2553 © 2010 |