เรียนรู้จากผู้ป่วย : โดย หมอบ้านนอก

เมื่อ 20 ปีก่อน ตอนผมออกทำงานในโรงพยาบาลประจำอำเภอใหม่ๆ ทุกวันจะได้ยินปัญหาที่ว่า "คุณหมอไอ้หนูหายใจไม่ออกสงสัยคอตีบ." "อีนางน้อยนี้มันมีไข้ฉีดยาที่สถานีอนามัยก็ขาอ่อนไปเลย" "หมอครับเมียผลรกบิน(รกค้าง) " ปัญหาสุขภาพที่มีเป็นภาพที่เห็นคุ้นตา

ในระยะ 5-10 ปี คนป่วยที่มาโรงพยาบาลเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม ผู้ที่มีส่วนอย่างสำคัญคือ หมออนามัยที่ประจำอยู่ตามสถานีอนามัยและหมอโรงพยาบาลอำเภอ ที่ช่วยกันรณรงค์วางแผนครอบครัว ฝากครรภ์ ฉีกวัคซีนและเตรียมความพร้อมงานด้านสุขาภิบาล แม้ปัญหาที่เอ๋ยมาข้างต้นจะลดลงไปมาก แต่ในระยะตั้งแต่ 2510 เป็นต้นมา ปัญหาเกี่ยวข้องกับการกินดีอยู่ดีและพฤติกรรม จะเกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรงมะเร็ง เอดส์ได้เข้ามาแทนที่

สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ รูปแบบปัญหาสุขภาพจะเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมเช่น ได้รับพิษจากยาฆ่าแมลง อุบัติเหตุในการทำงาน ตามมา

ความจริงปัญหาสุขภาพ 3 ทศวรรษที่ผ่านมาในอดีตยังคงมีในปัจจุบันและเกิดพร้อมๆ กัน เป็นปัญหาแบบผสมผสานหลายสาเหตุ ซึ่งเป็นภาพที่เกิดในประเทศที่มีช่องว่างทางสังคมหลายระดับ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา

แล้วการแก้ปัญหาสาธารณสุขก็ทำได้ด้วยการฉีดวัคซีนและงานสุขาภิบาล ซึ่งประสบความสำเร็จค่อนข้างสูงในบางส่วน และเราจะมีวัคซีนอะไรสำหรับโรคใหม่ๆ รวมทั้งโรคเก่าบางโรคที่ยังมีปัญหา เช่น เอดส์ ไข้เลือดออก เบาหวาน โรคหัวใจ มะเร็ง ล่ะ คงมีได้ในอนาคตแต่ต้องรออีกนาน

เรื่องวัคซีนป้องกันโรคเรื่อรังต่างๆ เหล่านี้ที่จริงมีอยู่แล้ว ค้นพบมานานแล้วรอแต่ว่าเมื่อไรจะมีการนำไปใช้อย่างได้ผลเท่านั้น

ผมอยากเรียกวัคซีนนี้ว่า วัคซีนทางสังคม (social vaccine) ถ้าเรามองวัคซีนในลักษณะที่เป็นสิ่งป้องกันโรคได้ ก็จะมองเห็นวัคซีนในสภาพที่กว้างไปกว่าฉีดยาหรือหยอดยา ตัวอย่างที่พบเห็นเช่น รณรงค์กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย รณรงค์ฉีดวัคซีน รณรงค์เมาไม่ขับ เป็นต้น

ตัวอย่างที่ยกมาจะเห็นว่า Social vaccine จะมีฤทธิ์ดีกว่า vaccine ที่มีอยู่ บางตัวป้องกันไปหลายโรคพร้อมๆ กัน จุดมุ่งเน้นของ Social vaccine มุ่งที่การสร้างพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมและป้องกันโรคเรื่อรัง

หมออนามัยและหมอชนบทต้องปรับและสร้างความรู้และทักษะใหม่ขึ้นมาในการดำเนินงาน Social vaccine โดยเฉพาะทักษะเรื่อง การจัดการโครงการรณรงค์ การฝึกอบรมพัฒนาทักษะชีวิต การบริหารจัดการชุมชนเพื่อนำชุมชนทั้งชุมชนมาร่วมกันผลิตวัคซีน นอกจากนี้จุดสำเร็จของการดำเนินงาน social vaccine จะต้องได้รับการสนับสนุนจากชุมชน มวลชน และกฎหมายต่าง สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายเป็นหุ้นส่วนในการสร้าง Social vaccine