เรียนรู้จากผู้ป่วย "หมออนามัย… ไม่สู้"

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction หรือที่เรียกย่อๆ ว่า ED) หมายถึงภาวะที่ไม่สามารถเกิดการแข็งตัวหรือคงการแข็งตัวของอวัยวะเพศนานพอเพียงที่จะร่วมเพศจนสำเร็จความใคร่ โดยปัญหาที่เกิดเป็นประจำหรืออย่างต่อเนื่อง โอกาสเป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายเป็นมากขึ้นตามอายุ จากข้อมูลผู้ชายอายุ 40 - 70 ปีจะเป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศแบบสิ้นเชิง เฉลี่ยราวๆ ร้อยละ 10 แต่ถ้ารวมตั้งแต่เริ่มมีอาการน้อยจนถึงมีอาการมากพบว่ามีราวๆ ร้อยละ 50 แต่ด้วยความอายหมอจึงทำให้มีผู้มารับการรักษาเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น สาเหตุที่พบเป็นสาเหตุทางกายร้อยละ 85 สาเหตุทางใจร้อยละ 10 ไม่ทราบสาเหตุอีกร้อยละ 5 สาเหตุทางกายที่พบบ่อย การสูบบุหรี่ โรคหัวใจและความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง รวมทั้งโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น ตับแข็ง ไตวาย โลหิตจาง มะเร็ง ฮอร์โมนบางชนิดต่ำเกินไป สาเหตุทางใจ มักเป็นความเครียด ความโกรธ ความเสียใจ และภาวะซึมเศร้า วิธีการรักษาการรักษาที่ดีที่สุดคือการรักษาที่ต้นเหตุ แต่โดยทั่วไปมีวิธีการรักษาได้หลายแบบ เช่น ใช้เครื่องดูดสูญญากาศผ่าตัดฝังแกนเข้าไปในอวัยวะเพศ การฉีดยาเข้าโคนอวัยวะเพศ ยาสมัยใหม่ ซึ่งมีทั้งแบบกิน และยาที่ใช้สอดเข้าทางท่อปัสสาวะ

สำหรับยากินโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นยารักษาโรคซึมเศร้า อีกกลุ่มหนึ่งเป็นยาที่มีฤทธิ์ต่อหลอดเลือด เช่น ยาไวอากร้า ทางการแพทย์เรียกยานี้ว่า "ซิลเดนาฟีน (Sildenaphine)" โดยยานี้จะออกฤทธิ์ยับยั้งน้ำย่อยที่จะมาทำลายสารที่ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว คนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และผู้ป่วยใช้ยาพวกไนเตรท ยาจะเสริมฤทธิ์กับยาซิลเดนาฟีน เนื่องมาจากยาทั้งสองมีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดเหมือนกัน จึงเป็นขอควรระวังในการใช้ เมื่อเราทราบถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหย่อนสมรถภาพทางเพศแล้ว เราก็สามารถป้องกันได้โดย "ไม่สูบบุหรี่ ไม่อ้วน ไม่เครียด ไม่เซ็ง หมั่นออกกำลังกายอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ" ถ้าทำแบบนี้ได้ก็คือการให้ วัคซีนป้องกันโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ที่ได้ผลดีที่สุด โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินทอง และหาวิธีการรักษาต่างๆ นาๆ ให้ยุ่งยาก