ตู้ยาสอ. ขี้เหล็ก : ภูมิปัญญาของเภสัชกรรมไทย

ขี้เหล็กเป็นพืชเมืองแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้พบทั่วไปในประเทศไทย ศรีลังกา มาเลเซีย และเพื่อนบ้านใกล้เคียง คนชนบทนิยมเก็บใบอ่อนและดอกมาทำแกงกิน ในตำรายาแผนโบราณ แก่นขี้เหล็กเป็นส่วนประกอบของยาช่วยบรรเทาเครียด แก้โรคประสาท ในขี้เหล็กแก้นอนไม่หลับ เป็นยาระบายอย่างอ่อน ดอกแก้รังแค แก้หอบ ส่วนขี้เหล็กทั้ง 5 คือ ดอก ใบ ผล ต้น ราก ช่วยถ่ายพิษกระสัย พิษไข้ จะเห็นได้ว่าส่วนต่างๆ ของต้นขี้เหล็กสามารถนำมาใช้ทำเป็นยาได้ ขี้เหล็กเป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีการศึกษาค้นคว้าและนำไปทดลอง พบว่ามีฤทธิ์ต่อประสาทส่วนกลาง มีสรรพคุณคลายเครียดบรรเทาอาการจิตฟุ้งซ่าน ช่วยให้นอนหลับได้ดี สรุปได้ว่า ขี้เหล็กเป็นยาระงับประสาทได้ คณะผู้วิจัยของมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม ประเทศอังกฤษ ศึกษาพบว่าสารสำคัญที่สกัดจากขี้เหล็ก คือสารพวกโครโมน (Chromone) พวกเขาตั้งชื่อมันว่า บาราคอลหรือแอนโฮโดรบาราคอล ซึ่งสารนี้ออกฤทธิ์ได้จริงและไม่รุนแรง มีความปลอดภัยในระดับที่มั่นใจได้ ในประเทศไทยมีการทดลองศึกษาเกี่ยวกับขี้เหล็ก โดยนำสารสกัดบาราคอลไปเปรียบเทียบกับยาคลายเครียด Diazepam หรือ Valium พบว่ามีฤทธิ์คลายเครียดคล้ายกัน มีการทดสอบหาความเป็นพิษพบว่าบาราคอลมีพิษน้อย แม้ใช้ 5,000 เท่าของขนาดในตำรายาแผนโบราณ

นอกจากฤทธิ์คลายเครียดแล้ว หนังสือยาสมุนไพรสำหรับสาธารณสุขมูลฐาน กระทรวงสาธารณสุขปี 2537 กล่าวว่า แอนทราควิโนนในใบและดอกตูมของขี้เหล็ก มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้อาการท้องผูกได้ ในขณะนี้องค์การเภสัชกรรมได้พัฒนาขี้เหล็กไทยเพื่อเป็นยาคลายเครียด โดยพบเคล็ดลับว่ายอดอ่อนของขี้เหล็กไทยเท่านั้นที่มีคุณภาพดี น่าเสียดายที่เมืองไทยมีอะไรดีๆ อีกมากมายที่คนรุ่นใหม่ยังไม่รู้และไม่เห็นคุณค่า ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะหันมาสนใจและใช้ของไทยเพื่อช่วยประเทศของเรา