- ตรวจเลือดโดยวิธีพิเศษ
การรักษาผู้ที่เป็นโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย
- ให้เลือดเมื่อซีดมาก อ่อนเพลีย ห้ามกินยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็ก หากมีภาวะเหล็กเกินควรฉีดยาขับเหล็ก
- ดื่มน้ำชาหลังอาหารและไม่กินวิตามินซีเพื่อลดการดุดซึมธาตุเหล็ก
- ควรกินวิตามินโฟลิก วันละเม็ด กินผักดิบ ไข่ นมเป็นประจำ งดสูบบุหรี่ งดดื่มสุรา
- หลีกเลี่ยงการทำงานหนักหรือการเล่นรุนแรง
- ตรวจฟันทุก 6 เดือนเพราะฟันผุง่าย
- ถ้ามีอาการปวดท้องที่ชายโครงขวามีไข้ และเหลืองมากแสดงว่าถุงน้ำดีอักเสบ ให้รีบไปพบแพทย์
- วิธีการรักษาให้หายขาดทำโดยการปลูกถ่ายไขกระดูกจากคนปกติที่เนื้อเยื่อเข้ากันได้กับผู้ป่วย ( สมัยนี้ใช้วิธีเจาะเลือดจากลูกคนต่อไปที่ปกติ ) แต่ค่าใช้จ่ายสูงถึง 400,000-500,000 บาท
คำแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นพาหะ
ควรพาคู่สมรสไปตรวจเลือดก่อนมีลูก ถ้าเป็นพาหะทั้ง 2 คนเมื่อตั้งครรภ์ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทารกก่อนคลอด โดยเฉพาะการตรวจเนื้อรก ผู้เป็นพาหะควรแนะนำให้ญาติพี่น้องเข้ารับการตรวจเลือดด้วย ( ควรตรวจตั้งแต่ครรภ์อายุ 9-12 สัปดาห์ ) สถานพยาบาลที่สามารถตรวจได้ คือ โรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์ทุกแห่ง โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลแม่และเด็ก (ราชบุรี นครสวรรค์ เชียงใหม่ ) โรงพยาบาลชลบุรี และโรงพยาบาลสงขลา
ทางเลือกสำหรับคู่สมรสที่เสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย
- ยอมเสี่ยงที่จะมีลูกเป็นโรค
- ใช้วิธีผสมเทียมโดยอาศัยไข่/อสุจิจากคนปกติ
- คุมกำเนิดหรือทำหมัน
- ตรวจวินิจฉัยทารกในครรภ์
หมออนามัยกับการป้องกันโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย
หมออนามัยควรแนะนำให้คู่สมรสใหม่ทุกคนไปตรวจเลือดก่อนมีบุตร เพื่อจะได้ทราบว่าเป็นพาหะของโรคนี้ไหม และจะมีความเสี่ยงที่จะมีบุตรเป็นโรคนี้หรือไม่ ในกรณีคู่สามี ภรรยามีสุขภาพดีแต่มีลูกเป็นธาลัสซีเมียแล้ว 1 คน บอกได้เลยว่าทั้งสามีภรรยาเป็นพาหะของโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ลูกจะมีโอกาสเป็นโรค 25% จึงควรแนะนำให้ไปตรวจวินิจฉัยทารกในครรภ์ ( อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ ) หากพบว่าทารกเป็นโรคจะได้ทำแท้งได้ง่าย ถ้าหมออนามัย 3 หมื่นคนทั่วประเทศได้ศึกษาปัญหานี้อย่างจริงจังและช่วยกันให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ประชาชน ในอนาคตพันธุกรรมสายนี้ก็จะค่อยๆลดลงและหมดไปได้