ในช่วงเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้มีบทบาทในการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพของไทยมาโดยตลอด หากวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาในอดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่า ในช่วงยุคก่อนแผนพัฒนาฯ แผนพัฒนากำลังคนยังไม่ชัดเจน ส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาเฉพาะกลุ่มวิชาชีพระดับสูง เช่น แพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์และพยาบาล ในช่วงแผนพัฒนาฯที่1-3 ถือเป็นยุคเริ่มต้นพัฒนา จะเป็นการพัฒนาแบบแนวดิ่ง คือมีเป้าหมายให้ความรู้และทักษะการปฏิบัติงานตามแผนงาน/โครงการเฉพาะเรื่อง จนถึงช่วงหลังของแผนพัฒนาฯที่ 4-6 เป็นยุคของการพัฒนาแบบผสมผสาน โดยเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาในแนวกว้าง ทั้งด้านการบริหาร การพัฒนาความก้าวหน้าในสายงานอาชีพ (career development ) และการพัฒนาองค์กร ( organization development ) มีแผนงาน/โครงการที่ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น มีการกำหนดแผนอีตรากำลัง 3 ปี และในช่วงนี้การศึกษาต่อเนื่องเริ่มขยายตัวอย่างมาก สำหรับการพัฒนาในช่วงแผนพัฒนาฯที่ 7-8 คือยุคปัจจุบัน นอกจากจะให้ความสำคัญในการพัฒนากำลังคนด้านการบริหารแล้ว ยังให้ความสำคัญในการพัฒนาความรู้ด้านวิชาการต่างๆ มีการกำหนดแผนงาน/โครงการพัฒนากำลังคนที่ชัดเจนทั้งรูปแบบ วิธีการและกลุ่มเป้าหมาย สำหรับการศึกษาต่อจะขึ้นอยู่กับความต้องการของบุคลากรเป็นหลัก ในช่วงนี้การพัฒนาคนในรูปแบบต่างๆเป็นไปอย่างกว้างขวาง จนถึงช่วงกลางปี พ.ศ.2540 วิกฤติเศรษฐกิจทำให้กิจกรรมด้านนี้ชะลอตัวไปอย่างมาก
แนวโน้มการพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพใน 2 ทศวรรษหน้า
การพัฒนากำลังคนจะเป็นการพัฒนาแบบองค์รวมทั้งร่างกาย จิตใจและสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงความรู้ความสามารถตามบทบาทหน้าที่ รวมทั้งกระต้นให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เน้นในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม โดยที่กระบวนการพัฒนาควรจะเกิดจากการวิเคราะห์ความต้องการของคน( personal need ) งาน ( job need ) และองค์กร ( organization need ) อย่างเป็นระบบ มิใช่ความต้องการจากนโยบายเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมปัจจุบันมีการเปิดกว้างด้านการรับรู้ข่าวสารมากขึ้น มีการพัฒนาเทคโนโลยี และการปฏิรูปองค์กรมากขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนากำลังคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการพัฒนากำลังคนจำเป็นต้องปรับแนวคิดใหม่เพื่อเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต จากผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพระหว่างประจำการของกระทรวงสาธารณสุข สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
- ลักษณะกำลังคนด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับระบบบริการสุขภาพและสภาพสังคมไทยในอนาคต เนื่องจากแนวโน้มของสังคมไทยจะมีลักษณะเป็นสังคมประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมมากขึ้น บทบาทในการจัดบริการของภาครัฐจะลดลง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขจะปรับเปลี่ยนจากการบริการเป็นหลักไปสู่บทบาทการกำหนดนโยบาย มาตรฐาน การกำกับดูแลและการสนับสนุนวิชาการ กำลังคนสุขภาพในอนาคตจึงต้องเป็นทั้ง คนกว้าง คนดี และคนเก่ง ทั้งนี้ คนกว้างหมายถึง มีความคิดและความสนใจกว้างไปกว่าเรื่องสุขภาพ เป็น generalist มากกว่าspecialist ส่วนคนเก่ง หมายถึงมีความรู้และทักษะที่จำเป็น ในยุคโลกาภิวัฒน์ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เรียนรู้ด้วยตนเองตลอดเวลา และคนดี หมายถึง มีคุณธรรม จริยธรรม มุ่งผลงานเพื่อองค์กร/สังคมมากกว่าส่วนตน ซึ่งในปัจจุบันนี้กำลังคนด้านสุขภาพแม้จะมีศักยภาพทางปัญญาค่อนข้างสูง แต่มีลักษณะแคบมากกว่ากว้าง รู้มากแต่มีปัญญาไม่เพียงพอ มีปัญหาด้านจริยธรรมและมีวิกฤติภาวะผู้นำ
- แนวคิดและปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพระหว่างประจำการ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ กระแสโลกาภิวัตน์ การแข่งขันในตลาดเสรี ความเข้มแข็งของสังคม/ชุมชน การปฏิรูปการเมือง การศึกษาและระบบราชการ เป็นต้น ปัจจัยภายในที่สำคัญ คือความต่อเนื่องของภาวะผู้นำที่ดีในองค์กร ระบบการบริหารจัดการ คน การเงิน การคลัง ระบบการตรวจสอบ และการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งปวง
ปัจจัยเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันและเป็นส่วนหนึ่งของ "ระบบธรรมาภิบาล" (good governance ) ทั้งในระดับชาติและองค์กร อันจะนำไปสู่การสร้าง " ภาวะผู้นำที่ดีและต่อเนื่อง" และเกิด ระบบการบริหารจัดการ/พัฒนางาน/เงิน/คน ที่มีประสิทธิภาพ
ข้อเสนอแผนยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพระหว่างประจำการ
ยุทธศาสตร์ที่ 1 ปรับแนวคิดใหม่ โดยให้แนวคิดสังคมเพื่อการพัฒนาระบบงาน/องค์กร ควบคู่ไปกับแนวคิดเอาคนเป็นเป้าหมายการพัฒนา เพื่อสังคมที่ดีในอนาคต
ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาคนอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยง ครบวงจร และมีจุดเน้นที่ชัดเจน
ยุทธศาสตร์ที่ 3 เตรียมการเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ยุทธศาสตร์ที่ 4 เคลื่อพร้อมกันทั้งระบบเร่งสร้างระบบธรรมาภิบาลขึ้นในประชาคมสาธารณสุข
ทั้งนี้ การนำยุทธศาสตร์ ทั้ง 4 ไปดำเนินการในพื้นที่ควรคำนึงถึงความพร้อมในการดำเนินการอย่างเป็นระบบ เป็นองค์รวม และมีส่วนร่วม มีความหลากหลายของรูปแบบการมีส่วนร่วมและการมีโครงสร้างขององค์กรที่เข้มแข็งรองรับ ดังนั้นหมออนามัยซึ่งเป็นบุคลากรที่สำคัญมากสาขาหนึ่ง จึงควรเร่งพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตให้ได้