บทความวิชาการ " การพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพในสองทศวรรษหน้า "

ขงจื๊อกล่าวว่า " ถ้าหวังผล 1 ปี ให้หว่านเมล็ดธัญพืช ถ้าหวังผล 10 ปี ให้ปลูกต้นไม้ แต่หวังผล 10 ปี จงให้การศึกษาเพื่อพัฒนาคน " เช่นเดียวกับปรัชญาในคัมภีร์ไช่เกินถาน ที่กล่าวถึงการบริหารทรัพยากรมนุษย์ไว้ว่า " คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเนื่องจากคนเป็นพื้นฐานและเป็นสิ่งชี้ขาดผลสำเร็จขององค์กร…" เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าว ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 ( พ.ศ. 2540-2544) ได้ปรับเปลี่ยนแนวคิด และทิศทางการพัฒนาจากที่เคยมุ่งการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก มาเป็นการเน้น "คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา" โดยได้กำหนดแนวทางสำคัญ 2 ประการ คือประการแรก การพัฒนาศักยภาพของคนทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา และประการที่สอง การพัฒนาคนควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมทั้งครอบครัว ชุมชน สภาพแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคม โดยที่กำหนดภาพลักษณ์สุขภาพของคนไทยไว้ ดังนี้

"คนไทยทุกคน ไม่จำกัดในเรื่องเพศ อายุ อาชีพ ศาสนา ถิ่นที่อยู่ เชื้อชาติ การศึกษา และฐานะเศรษฐกิจ เป็นคนปกติสุขทั้งมิติทางกาย จิตใจ และสังคม โดยจะต้อง 1) เกิดและเติบโตในครอบครัวที่มีความพร้อมและอบอุ่น 2) ได้รับการพัฒนาทั้งทางร่างกาย จิตใจและสติปัญญาดีพอจะปรับตัวอยู่ในสังคมได้ 3) มีหลักประกันและสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพ 4) อยู่ในชุมชนที่เข้มแข็ง 5) อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย และ 6) มีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ "

สถานการณ์และแนวโน้มการพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ

ในช่วงเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้มีบทบาทในการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพของไทยมาโดยตลอด หากวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาในอดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่า ในช่วงยุคก่อนแผนพัฒนาฯ แผนพัฒนากำลังคนยังไม่ชัดเจน ส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาเฉพาะกลุ่มวิชาชีพระดับสูง เช่น แพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์และพยาบาล ในช่วงแผนพัฒนาฯที่1-3 ถือเป็นยุคเริ่มต้นพัฒนา จะเป็นการพัฒนาแบบแนวดิ่ง คือมีเป้าหมายให้ความรู้และทักษะการปฏิบัติงานตามแผนงาน/โครงการเฉพาะเรื่อง จนถึงช่วงหลังของแผนพัฒนาฯที่ 4-6 เป็นยุคของการพัฒนาแบบผสมผสาน โดยเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาในแนวกว้าง ทั้งด้านการบริหาร การพัฒนาความก้าวหน้าในสายงานอาชีพ (career development ) และการพัฒนาองค์กร ( organization development ) มีแผนงาน/โครงการที่ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น มีการกำหนดแผนอีตรากำลัง 3 ปี และในช่วงนี้การศึกษาต่อเนื่องเริ่มขยายตัวอย่างมาก สำหรับการพัฒนาในช่วงแผนพัฒนาฯที่ 7-8 คือยุคปัจจุบัน นอกจากจะให้ความสำคัญในการพัฒนากำลังคนด้านการบริหารแล้ว ยังให้ความสำคัญในการพัฒนาความรู้ด้านวิชาการต่างๆ มีการกำหนดแผนงาน/โครงการพัฒนากำลังคนที่ชัดเจนทั้งรูปแบบ วิธีการและกลุ่มเป้าหมาย สำหรับการศึกษาต่อจะขึ้นอยู่กับความต้องการของบุคลากรเป็นหลัก ในช่วงนี้การพัฒนาคนในรูปแบบต่างๆเป็นไปอย่างกว้างขวาง จนถึงช่วงกลางปี พ.ศ.2540 วิกฤติเศรษฐกิจทำให้กิจกรรมด้านนี้ชะลอตัวไปอย่างมาก

แนวโน้มการพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพใน 2 ทศวรรษหน้า

การพัฒนากำลังคนจะเป็นการพัฒนาแบบองค์รวมทั้งร่างกาย จิตใจและสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงความรู้ความสามารถตามบทบาทหน้าที่ รวมทั้งกระต้นให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เน้นในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม โดยที่กระบวนการพัฒนาควรจะเกิดจากการวิเคราะห์ความต้องการของคน( personal need ) งาน ( job need ) และองค์กร ( organization need ) อย่างเป็นระบบ มิใช่ความต้องการจากนโยบายเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมปัจจุบันมีการเปิดกว้างด้านการรับรู้ข่าวสารมากขึ้น มีการพัฒนาเทคโนโลยี และการปฏิรูปองค์กรมากขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนากำลังคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการพัฒนากำลังคนจำเป็นต้องปรับแนวคิดใหม่เพื่อเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต จากผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพระหว่างประจำการของกระทรวงสาธารณสุข สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

ปัจจัยเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันและเป็นส่วนหนึ่งของ "ระบบธรรมาภิบาล" (good governance ) ทั้งในระดับชาติและองค์กร อันจะนำไปสู่การสร้าง " ภาวะผู้นำที่ดีและต่อเนื่อง" และเกิด ระบบการบริหารจัดการ/พัฒนางาน/เงิน/คน ที่มีประสิทธิภาพ

ข้อเสนอแผนยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพระหว่างประจำการ

ยุทธศาสตร์ที่ 1 ปรับแนวคิดใหม่ โดยให้แนวคิดสังคมเพื่อการพัฒนาระบบงาน/องค์กร ควบคู่ไปกับแนวคิดเอาคนเป็นเป้าหมายการพัฒนา เพื่อสังคมที่ดีในอนาคต

ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาคนอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยง ครบวงจร และมีจุดเน้นที่ชัดเจน

ยุทธศาสตร์ที่ 3 เตรียมการเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ยุทธศาสตร์ที่ 4 เคลื่อพร้อมกันทั้งระบบเร่งสร้างระบบธรรมาภิบาลขึ้นในประชาคมสาธารณสุข

ทั้งนี้ การนำยุทธศาสตร์ ทั้ง 4 ไปดำเนินการในพื้นที่ควรคำนึงถึงความพร้อมในการดำเนินการอย่างเป็นระบบ เป็นองค์รวม และมีส่วนร่วม มีความหลากหลายของรูปแบบการมีส่วนร่วมและการมีโครงสร้างขององค์กรที่เข้มแข็งรองรับ ดังนั้นหมออนามัยซึ่งเป็นบุคลากรที่สำคัญมากสาขาหนึ่ง จึงควรเร่งพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตให้ได้