บทความพิเศษ " การพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพตามโครงการ ทสอ."
โครงการทศวรรษแห่งการพัฒนาสถานีอนามัย ( ทสอ.) เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2532 โดย นพ.รวินันท์ ศิริกนกวิไล โดยมีที่มาจากแนวคิดในการพัฒนาสถานีอนามัยซึ่งเป็นจุดเชื่อมที่สำคัญของการบรรลุเป้าหมายสุขภาพดีถ้วนหน้าก่อนปี 2543 ทั้งนี้โครงการ ทสอ.ได้ถูกกำหนดให้เป็นนโยบายที่มีลำดับความสำคัญสูงในการระดมทรัพยากรและกำลังคนจากทุกหน่วยงานสาธารณสุขในจังหวัด เพื่อให้การสนับสนุนสถานีอนามัยและสำนักงานสาธารณสุขอำเภออย่างเต็มที่ ผลการดำเนินงานโดยรวมของโครงการ ทสอ.ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา คือการสนับสนุนทรัพยากรทั้งด้านการลงทุนและงบดำเนินการ มีการก่อสร้างสถานีอนามัยครบทุกตำบล การขยายกรอบอัตรากำลังในระดับสถานีอนามัย ให้มีได้ถึง 5 คน รวมถึงการสนับสนุนด้านครุภัณฑ์ ยาและเวชภัณฑ์
ทสอ. กับการพัฒนากำลังคน
โครงการทสอ.เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยส่งเสริมผลักดันการพัฒนาบุคลากระดับตำบล เห็นได้จากผลการพัฒนากำลังคนตามโครงการ ทสอ.ที่สำคัญคือ
1) การเพิ่มการผลิตบุคลากรระดับสถานีอนามัย และการสนับสนุนการศึกษาต่อเนื่องในระดับปริญญาตรีของบุคลากรในสถานีอนามัย โดยกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดกรอบอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ระดับปริญญาตรีในตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ
2) การพัฒนาศักยภาพในการทำงานโดยการจัดหลักสูตรอบรมระยะสั้นสำหรับบุคลากรในสถานีอนามัย เช่นหลักสูตรผู้บริหารการสาธารณสุขระดับต้น(ผบต.)หลักสูตรอบรมหัวหน้าสถานีอนามัย หลักสูตร
อบรมเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงาน หลักสูตรอบรมครูฝึกในงานสาธารณสุขมูลฐาน เป็นต้น
3) โครงการที่ถือเป็นนวตกรรมทางวิชาการระดับสถานีอนามัยคือ โครงการอบรมฟื้นฟูวิชาการเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับตำบล ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำนับตั้งแต่ ปี 2535 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาวิชาการ การฝึกฝนการนำเสนอผลงาน มีความตื่นตัวต่อการปฏิบัติงานและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรผลงานวิชาการ งานวิจัยใหม่ๆ ถือเป็นการพัฒนาความรู้ในระหว่างปฏิบัติงาน ( on the job training )
4) กิจกรรมอื่นๆที่สนับสนุนงานพัฒนากำลังคนระดับตำบล เช่น โครงการประกวดสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ/สถานีอนามัยดีเด่นประจำปี ของชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย การคัดเลือกเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับตำบลดีเด่นของมูลนิธิอุทัยสุดสุข และมูลนิธิ ไพจิตร ปวบุตร การคัดเลือกข้าราชการดีเด่นของสำนักนายกรัฐมนตรี
กิจกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ พัฒนางานบริการและเสริมสร้างขวัญกำลังใจสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ทุ่มเท เสียสละในการทำงาน ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือ หมออนามัยเองจะต้องสนใจฝึกฝนพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ไม่มัวรอให้คนอื่นมาพัฒนาตัวเรา