เรียนรู้จากผู้ป่วย " ช้ำรั่ว อาจถึง ช้ำรัก "

หมอบ้านนอก

โรคช้ำรั่ว
อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ที่ชาวบ้านเรียกว่า "ช้ำรั่ว" นั้นภาษาหมอเรียกว่า "incontinence" มี 4 แบบตามความรุนแรง ดังนี้

แบบแรก ปัสสาวะเล็ด ( stress incontinence) คือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เวลามีแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น เช่น การไอ การจาม การเบ่ง การวิ่ง โดยมากจะเป็นผู้หญิงซึ่งเกิดจากกล้ามเนื่อหูรูดตรงรอยต่อระหว่างท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะเกิดอ่อนแรงและขาดประสิทธิภาพ มักเกิดหลังคลอดบุตรหลายๆคน หรือคลอดบุตรยาก ทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดภาวะ "กะบังลมเคลื่อน"

แบบแรกนี้ ถ้าเป็นไม่มาก การฝึกหัดขมิบกล้ามเนื้อหูรูดโดยการขมิบก้นบ่อยๆก็จะช่วยได้ แต่ถ้าเป็นมากต้องผ่าตัดตกแต่งช่องคลอด

แบบที่สอง ปัสสาวะราด (urge) คือเวลาปวดฉี่แล้วอั้นไม่อยู่ หรือบางครั้งฉี่เสร็จแล้วปัสสาวะเล็ดออกมาอีก แบบนี้พบได้ทั้งหญิงและชาย อาจเกิดจากความเครียด กังวล ความรีบ ทำให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัวขึ้นมาเองหลังจากหยุดถ่ายปัสสาวะแล้ว หรือบางกรณีเกิดจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งมักมีอาการปวดแสบเวลาฉี่สุดแล้ว ร่วมด้วย

ปัญหานี้ ถ้ารักษาต้นเหตุได้มักจะหายได้ไม่ยาก เช่น ตรวจปัสสาวะพบเม็ดเลือดแดงและขาวร่วมกับอาการฉี่แสบเวลาถ่ายสุด ก็น่าจะเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ การรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะ (เช่น cotrimoxazole 2x2 หรือ nor-floxacine 400 มก.1x2) ประมาณ 3-5 วัน ก็จะหายปกติ และแนะนำให้งดการกลั้นปัสสาวะ ถ่ายปัสสาวะอย่างใจเย็น รวมทั้งการฝึกขมิบก้นเพื่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหูรูดด้วย

แบบที่สาม ปัสสาวะล้น (overflow) คือกระเพาะปัสสาวะมีปัสสาวะมากเกินไปจนล้นออกมา โดยที่กระเพาะปัสสาวะไม่มีแรงบีบเพียงพอ และกล้ามเนื้อหูรูดไม่มีแรง ทำให้ปัสสาวะเล็ดออกมา ซึ่งอาจจะปวดหรือไม่ปวดก็ได้ มักพบในผู้ชายที่ต่อมลูกหมากโต หรือผู้หญิงที่เคยผ่าตัดมดลูกมาแล้ว

ปัญหานี้ อาจต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด การฝึกนิสัยการดื่มน้ำ และตั้งเวลาปัสสาวะให้พอเหมาะรวมทั้งการฝึกขมิบกล้ามเนื้อหูรูด

แบบที่สี่ ปัสสาวะไหลตลอดเวลา (continuous) คือมีน้ำปัสสาวะออกมาตลอดเวลา เกิดจากมีท่อต่อผิดปกติจากท่อไตหรือกระเพาะปัสสาวะออกมาต่อกับภายนอก เช่นผ่านทางช่องคลอดโดยไม่ผ่านกล้ามเนื้อหูรูดและท่อปัสสาวะ มักเกิดจากบาดแผลการผ่าตัดระบบปัสสาวะ หรืออาจจะเกิดจากการผ่าตัดมดลูก การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง หรือการทำหัตถการในการคลอด ( เช่นใช้คีมคีบทารก)

ปัญหานี้จะต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัดเท่านั้น หมออนามัยช่วยอะไรได้บ้าง

พบว่าคนไทยที่เป็นผู้ใหญ่ ร้อยละ 20-25 จะมีอาการช้ำรั่ว ผู้หญิงจะเป็นมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 40 ปี จะมีปัญหาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ดังนั้นหมออนามัยจึงมีโอกาสพบผู้ป่วยที่มีปัญหาช้ำรั่วได้ไม่น้อยเลย สิ่งที่หมออนามัยน่าจะช่วยได้ คือ