เรียนรู้จากผู้ป่วย " ไม่อ้วนเอาเท่าไร "

หมอบ้านนอก

ความอ้วน ถือเป็นโรคอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการมีไขมันในร่างกายมากกว่าที่ควรจะเป็น โรคอ้วนเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดโรคอื่นๆ คือ โรคเบาหวาน ความดันเลือดสูง หลอดเลือดอุดตันทั้งทีหัวใจและสมอง รวมทั้งปัญหาข้อและกระดูกเสื่อม โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อเท้าที่ต้องรับน้ำหนักมาก

จากการสำรวจของกรมอนามัย พบว่า คนไทยเป็นโรคอ้วนมากขึ้นในช่วง 1-2 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 40-49 ปี และ 20-29 ปี

เครื่องชี้วัดความอ้วน
1. ดัชนีมวลกาย = น้ำหนัก(กก.) หารด้วย [ส่วนสูง (ม)]
    ค่าปกติ ระหว่าง 20-24.9 กก./ม.
    ผอม = น้อยกว่า 20
    อ้วน = 25 ขึ้นไป
    อ้วนมาก = 30 ขึ้นไป
2. ดัชนีพุง = ความยาวรอบเอว หารด้วย ความยาวรอบสะโพก
    ค่าปกติ ผู้ชายไม่เกิน 1.0 ผู้หญิงไม่เกิน 0.85 ถ้าเกิน เรียกว่า อ้วนลงพุง

ทราบดัชนีดังกล่าวแล้ว หมออนามัยอาจจะลองสำรวจโรคอ้วนในหมู่บ้าน หรือในโรงเรียนที่รับผิดชอบดูก็ได้ แล้วนำมาเทียบเป็นรายปีเพื่อหาแนวโน้มการเป็นโรคอ้วนของคนในเขตรับผิดชอบ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นแนวโน้มปัญหาสาธารณสุขที่หมออนามัยต้องพบ

ทำไมถึงอ้วน

สาเหตุที่สำคัญที่สุดคือ พฤติกรรมที่ชอบกินอาหารและขนมมาก ประกอบกับชีวิตประจำวันที่นั่งๆนอนๆมาก แต่ออกกำลังกายน้อย พูดง่ายๆคือ กินพลังงานเข้าไปมาก แต่ใช้น้อย สาเหตุอื่นๆอาจมีส่วนบ้างเล็กน้อย เช่น กรรมพันธุ์ อายุที่มากขึ้น และ เพศ ( เพศชายมักอ้วนน้อยกว่าเพศหญิงเพราะมีการใช้พลังงานมากกว่า)

วิธีลดและป้องกันความอ้วน

ตอบแบบกำปั้นทุบดิน คือ " กิน (พลังงาน)ให้น้อยกว่าใช้ " พูดง่ายแต่ทำยาก แต่วิธีที่มักนิยมกัน มีดังนี้

1. ใช้ยาลดความอ้วน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ ชนิดแรกเป็นยาลดความอยากอาหาร ยานี้กินแล้วกระตุ้นให้ไม่หลับ ขาดการพักผ่อน ไม่อยากอาหาร ชนิดที่สอง เป็นยากระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน ได้แก่ ฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์
สิ่งที่ควรระวังคือ มีพ่อค้าหัวใสบางคน นำยาทั้ง 2 ชนิดมารวมกัน ผสมยากล่อมประสาท ยาวิตามินรวมแล้วขายเป็นชุด 6 เม็ด ยาทั้ง 2 ชนิดนี้ได้ผลจริงแต่ระยะสั้นเท่านั้น เมื่อหยุดยาก็อ้วนอีก และถ้ากินนานๆ ร่างกายจะทรุดโทรม เครียด เกิดอาการประสาทหลอนได้

2. ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ที่พบบ่อยที่สุด คือ สารสกัดจากส้มแขก (Garcenia) สารสกัดจากบุก สารสกัดจากบุก (Glucomenan) สารสกัดจากพวกเปลือกกุ้ง/ปู (Kytosan) และสาจำพวกใยอาหาร (fiber) ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ช้าบ้าง หรือผลระยะยาวบ้าง ที่สำคัญคือราคาแพง และไม่ได้ผล แต่ก็สามารถหลอกคนไทยทั้งประเทศได้ หมอแพทย์บางคนยังถูกหลอกก็มี

3. ยาแผนโบราณ โดยมากเป็นชาชงดื่ม ช่วยระบาย ถ่ายคล่อง เสียน้ำมาก ก็ช่วยลดน้ำหนักได้ แต่ก็จะมีอาการอ่อนเพลียตามมา เพลียแล้วก็หิว หิวก็กินมากขึ้น ไม่ได้ผลอีก

4. อื่นๆ เช่น การฝังเข็ม การกดจุด ทั้งหมดนี้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลในการลดความอ้วนอย่างยั่งยืน เพราะโรคอ้วน เป็นโรคเรื้อรังต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ และต้องป้องกันตลอดชีวิต ไม่มียาหรือวิธีรักษาทีเดียวแล้วได้ผลตลอดไป

เคล็ดลับในการลดการกินอาหาร

1. เลิกนิสัยชอบซื้อ ถ้าเลิกนิสัยนี้ได้ อาหารในบ้านจะลดลง คนในบ้านก็จะอ้วนน้อยลง

2. เลิกนิสัยกินจุบจิบ โดยเฉพาะระหว่างมื้ออาหาร และก่อนนอน

3. กินผักผลไม้ โดยเฉพาะที่ไม่หวาน เช่น แตงกวา ฝรั่ง กินก่อนกินอาหารจะทำให้กินอาหารได้น้อยลง

4. ยึดทางสายกลาง ไม่หักโหมลดอาหารมากเกินไป กินอาหารมัน อาหารหวานบ้างแต่ไม่มากเกินไป

เคล็ดลับการออกกำลังกาย

1. บริหารเวลา โดยหาเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเอง อาจเป็นเช้า หรือเย็น บางคนพักเที่ยงก็ได้ ควรมีเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ใช้เป็นการออกกำลังกายจริงๆ ประมาณ 30นาที จุดนี้สำคัญที่สุดถ้าบริหารเวลาไม่ได้ก็ไม่มีทางสำเร็จ

2. ใจเย็นๆ การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักไม่ใช่การวิ่งเร็วๆ แต่ต้องเป็นการเดินวิ่ง ถีบจักรยาน ว่านน้ำ ที่ทำช้าๆแต่สม่ำเสมอและนานเพียงพอ อย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน

3. เลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเอง คือ ตามความชอบ ความสะดวก และสังขาร

4. ติดตามความก้าวหน้า โดยติดตามวัดดัชนีมวลกาย และดัชนีพุงอย่างสม่ำเสมอ

5. ทำกันเป็นทีม โดยสร้างทีม ชมรม ที่ออกกำลังกายร่วมกันจะเกิดความสนุก มีสังคม มีพวก ช่วยเหลือ และแข่งขันกัน ทำให้เกิดความยั่งยืนได้ดีกว่าทำคนเดียว

หมออนามัยไม่อ้วน

การรณรงค์ลดความอ้วน ดังกล่าว หมออนามัยต้องทำก่อนเป็นตัวอย่าง แล้วชักชวนคนในหมู่บ้าน ครู ผู้นำชาวบ้าน และ อสม.รวมตัวกันเป็นชมรมออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ทำทุกวัน เช้าก็ได้ เย็นก็ได้ แล้วมีตารางกำกับดัชนีมวลกายของสมาชิกแต่ละคน
ทำแบบนี้ได้สังคมอนามัยก็เข้มแข็ง สังคมชนบทก็เข้มแข็ง สุขภาพกาย สุขภาพใจ ก็ดี
ไม่ต้องรอให้กระทรวงสั่งหรอกครับ