หมอโต๋วคิด หมอโต๋วเขียน : "สุขภาพแบบมีส่วนร่วม"
เรื่อง : น.พ.รวินันท์ ศิริกนกวิไล
"หมอโต๋ว" กลับมาแล้ว กลับมาพร้อมกับการนำความรู้เรื่อง "สุขภาพแบบมีส่วนร่วม" มาถ่ายทอดให้พวกพ้องน้องพี่ได้เสพรับกัน จะได้เข้าใจถึงความเป็นมา กระบวนการและความเป็นไปของสุขภาพแบบมีส่วนร่วมว่าเป็นอย่างไรบ้าง ? ซึ่งพอประมวลได้ดังสาระต่อไปนี้
เนื่องจากสุขภาพเป็นบรมธรรม เป็นสิ่งแสวงหาของมนุษย์ ซึ่งไม่ใช่มนุษย์คนใดคนหนึ่งหรือชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็นมนุษย์ของโลกหรือเรียกว่า "พลโลก" ด้วยเหตุผลนี้ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) อันเป็นหน่วยงานทางสุขภาพของโลกขึ้นกับองค์การสหประชาชาติ จึงได้กำหนดเป้าหมายเชิงจริยธรรม โดยเรียกร้องให้ชาติสมาชิกปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ประชาชนมีสุขภาพดีดังเป้าหมายที่ว่า "Health for All by the Year 2000" หรือสุขภาพดีถ้วนหน้าในปี 2543 ซึ่งอาศัยวิธีการที่เรียกว่า "การสาธารณสุขมูลฐาน (primary health care)" ที่ได้จากการประชุมนานาชาติที่เมืองอัลมาอตา ประเทศรัสเซีย เมื่อปี ค.ศ.1977 สำหรับประเทศที่รับหลักการพัฒนานี้ต้องเซ็นสัญญารับกฎบัตรกับองค์การอนามัยโลกโดยผู้นำของประเทศนั้น ซึ่งวิธีการสาธารณสุขมูลฐานมีสาระสำคัญสามารถสรุปได้ ดังนี้
- เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Participation)
- แก้ปัญหาที่ความจำเป็นพื้นฐาน (Basic Minimum Needs Approach)
- ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Use Appropriate Technology)
- มีการประสานงานระหว่างหน่วยงาน (Intersectoral Collaboration)
- รู้จักใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นให้เป็นประโยชน์ (Use Local Resources)
- มีการปรับเปลี่ยนระบบบริการสุขภาพ (Reorient the Health Services)
- เน้นการใช้หลัก 3 ก.
นี่คงไม่ใช่เป็นการนำหนังเก่ามาฉายซ้ำหรอกนะพี่น้อง เพราะเจตนาที่ "หมอโต๋ว" ของเราเอาเรื่องนี้มาถ่ายทอดกันอีกครั้งนั้น ก็เพื่อย้ำเตือนให้พวกเราได้ตระหนักว่า สุขภาพของมวลชนจะดีได้นั้น ขึ้นอยู่กับโครงสร้างชุมชนที่มีการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง การรณรงค์ให้มีการรวมตัวกันเป็น "ประชาสังคม" โดยนักคิดของแผ่นดินหลายๆ ท่านในห้วงเวลาที่ผ่านมา ช่างสอดคล้องต้องกันเหลือเกินกับแนวคิด "สาธารณสุขมูลฐาน" ที่พวกเราคุ้นชิน หากมีการประสานแนวคิดกัน ประยุกต์ให้เหมาะสมในแต่ละชุมชน ความสุขกันเกิดจากการมีสุขภาพดีของบุคคลและชุมชน ก็ย่อมเป็นจริงได้แน่นอน ดังปณิธานที่หวังใจไว้ตั้งแต่ 21 ปีที่แล้ว
เราคิดอะไร : บุคลากรสาธารณสุขแนวใหม่ ; ทางรอดของการพัฒนาด้านสุขภาพ
เรื่อง : ประสาทพร สีกงพลี
"บุคลากรสาธารณสุขที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบันมันแย่นักหรือไง ? แย่ขนาดที่จะทำให้การพัฒนาด้านสุขภาพของประชาชนไปไม่รอดเลยหรืออย่างไร ? ผู้เขียนถือดีอย่างไร จึงบังอาจมาพิพากษาพวกเรา ? ฯลฯ" นั่นน่าจะเป็นข้อสงสัยแกมขึ้งโกรธให้กับใครหลายคนที่ได้พลิกวารสาร "หมออนามัย" มาจนถึงหน้าที่ 58 ซึ่งเป็นที่พำนักของ "ประสาทพร สีกงพลี" คอลัมน์นิสต์ประจำคอลัมน์ "เราคิดอะไร" ในฉบับนี้
ช้าก่อน ! ขอให้พวกพ้องน้องพี่ใจเย็นๆ ไว้ แล้วทำความเข้าใจในเจตนาของผู้เขียนให้ชัดๆ เพราะความหวังดีของผู้เขียนมีเต็มเปี่ยมเลยทีเดียว หากพวกเราคิดตามก็น่าจะเห็นด้วยกับเขานะ เพราะการที่ผู้เขียนยกเอาประเด็นนี้ขึ้นมาเสนอ มันย่อมมีที่มา ซึ่งผู้เขียนวิเคราะห์ให้เห็นกันชัดๆ ว่า การพัฒนาด้านสาธารณสุขท่าจะไปไม่รอดก็เป็นเพราะปัญหาที่สำคัญคือ "จุดเปลี่ยนของปัญหาทางด้านสุขภาพ" กล่าวคือ "การที่โรคภัยไข้เจ็บได้เปลี่ยนไป โดยเปลี่ยนจากโรคที่สามารถป้องกันได้ไปเป็นโรคที่ซับซ้อนขึ้น อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี ฯลฯ ส่งผลต่อการเปลี่ยนระบบความคิดของคน โดยเฉพาะการบริการทางด้านสุขภาพ ที่กลายเป็นความสัมพันธ์เชิงธุรกิจมากขึ้น มองคนเป็นวัตถุมากขึ้น ตอบสนองความต้องการทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับบริการที่ไม่สอดคล้องกับปัญหาโรคภัยไข้เจ็บอย่างแท้จริง" ปัญหาเหล่านี้เองที่เป็นสาเหตุสำคัญอันส่งผลทำให้การพัฒนาด้านสุขภาพหมดทางรอดลงเรื่อยๆ
เหตุเพราะปัญหาดังกล่าว ผู้เขียนจึงได้พยายามเสนอทางออกว่า หากให้การพัฒนาด้านสาธารณสุขมีทางรอด ก็ต้องมีการสร้างบุคลากรสาธารณสุขแนวใหม่ โดยการกำหนดเป็นภาพลักษณ์ใหม่ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนระบบคิดเสียใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอันดับแรก กล่าวคือ จากการที่มีการตามกระแสทุนนิยมมุ่งแสวงหาแต่การเป็นผู้รับ เปลี่ยนมาเป็นผู้ให้ให้มากขึ้น (ซึ่งการให้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะทรัพย์สินเงินทอง วัตถุสิ่งของ แต่เน้นรวมถึงการให้ความรัก ความอบอุ่น ความเอื้ออาทร) เมื่อปรับระบบคิดดังกล่าวได้ การกระทำในเรื่องอื่นๆ ก็ไม่มีอุปสรรค ซึ่งผู้เขียนได้สรุปไว้ท้ายบทความ ด้วยไม่ต้องการให้คิดนานว่า "ภาพลักษณ์ของบุคลากรสาธารณสุขแนวใหม่ จะต้องเป็นผู้ที่มีลักษณะของคนฉลาด เป็นคนดีและมีความสุข" หากนักสาธารณสุขมีคุณสมบัติดังว่าครบแล้วละก็ ท่านก็จะสามารถแก้ปัญหาทางสุขภาพได้อย่างแท้จริงและรู้เท่าทันปัญหานั้นๆ
เราท่านคิดอย่างไรกันบ้าง เลิกทำหน้าหน้าเง้าหน้างอ กลับมาลองสำรวจตัวเองซะว่า เป็นคนฉลาด เป็นคนดีและมีความสุขแล้วหรือยัง ถ้ายัง ก็ลองผลันเปลี่ยนตัวเองดู แล้วจะรู้ความจริง !