ด้วยรักและห่วงใยจากใจจริง

ศ.น.พ.ประพันธ์ ภานุภาค

ติดเอดส์จากแม่ใครจะช่วยแก้ให้เขา

จากคนที่มีเชื้อเอดส์อยู่ในตัวและยังมีชีวิตอยู่ 22.6 ล้านคนทั่วโลกเมื่อปลายปี 2539 จำนวนนี้จะเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี อยู่ถึง 1 ล้านคน โดยที่กว่าร้อยละ 90 ของเด็กเหล่านี้ติดเอดส์จากแม่ ดังนั้นจำนวนเด็กที่ติดเอดส์จะมีมากหรือน้อยขึ้นกับว่ามีการติดเอดส์ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ หรือผู้หญิงที่จะเป็นแม่คนได้มากน้อยเพียงใด สถานการณ์ติดเอดส์ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศและแต่ละชุมชน เช่น หญิงผิวดำจนๆในเมืองใหญ่ๆ ของสหรัฐอเมริกา บางเมืองอาจติดเชื้อเอดส์สูงถึงร้อยละ 2 ในประเทศแถบแอฟริกาตอนใต้ อัตราการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์สูงร้อยละ 30-40% ในประเทศไทยเอง ตัวเลขเฉลี่ยทั้งประเทศประมาณ 2% ในขณะที่จังหวัดภาคเหนือตอนบนอาจสูงร้อยละ 5-6

เพียงร้อยละ 15-40 ของเด็กที่คลอดออกมาจะมีโอกาสติดเอดส์จากแม่ ทั้นี้ขึ้นกับระดับภูมิต้านทานของแม่ระหว่างตั้งครรภ์ วิธีการคลอด โอกาสที่ทารกจะสัมผัสกับเลือด หรือสิ่งคัดหลั่งจากแม่ระหว่างคลอดและวิธีการให้นมบุตร เป็นต้น โอกาสที่ทารกจะได้รับเชื้อเอดส์จากแม่เกิดขึ้นได้ 3 ช่วง

ช่วงแรกคือช่วงที่ทารกยังอยู่ในครรภ์แม่ โดยเชื้อจากแม่สามารถผ่านรกเข้าสู่ลูกได้ ช่วงนี้โชคดีที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะป้องกันยาก จะป้องกันได้ก็ต้องโดยการให้ยาต้นไวัสเอดส์แก่แม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ยาแรงๆ แต่เนิ่นๆเช่น ตั้งครรภ์ใหม่ๆ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นอันตรายต่อทารกที่กำลังสร้างแขนขาขึ้นหรือไม่

ช่วงที่ 2 เป็นช่วงระหว่างการคลอด หรือ 1-2 สัปดาห์ก่อนคลอด เชื้อเอดส์อาจเข้าสู่ตัวลูกระหว่างการบีบรัดตัวของมดลูกตอนเจ็บท้องคลอด หรือจากการที่มีเลือดแม่ปนเปื้อนตัวเด็กขณะคลอด ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของการติดเชื้อเอดส์ในเด็ก คือเป็นสาเหตุถึงร้อยละ 50-60 การป้องกันในช่วงนี้อาจทำได้หลายวิธี เช่น การล้างช่องคลอดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเอดส์ก่อนเด็กคลอด วิธีการทำคลอดที่ทำให้มีปนเปื้อนเลือดแม่น้อยที่สุด เช่น การผ่าตัดทำคลอดทางหน้าท้อง การล้างตัวเด็กให้เร็วที่สุดหลังคลอด การให้วัคซีนและเซรุ่มป้องกันเอดส์ (ถ้ามีวัคซีนและเซรุ่ม) แก่ทารกทันทีหลังคลอดคล้ายการป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ตลอดจนถึงการให้ยาต้นไวรัสเอดส์ทั้งแม่แม่ในช่วงท้ายๆ ของการตั้งครรภ์ เพื่อลดปริมาณเชื้อเอดส์ในเลือดก่อนคลอด และเพื่อให้มียาผ่านไปสู่ตัวลูกด้วย และแก่ลูกในช่วงสั้นๆหลังคลอด คล้ายการให้ยาป้องกันในคนที่ถูกเข็มที่เปื้อนเลือดเอดส์ต่ำ

ช่วงที่ 3 ที่เด็กอาจติดเอดส์จากแม่ได้ คือการผ่านจากน้ำนมแม่เข้าสู่ปากและทางเดินอาหารของลูก ช่วงนี้พบเป็นสาเหตุของการติดเอดส์ในประมาณร้อยละ 20 ในทารกที่เลี้ยงด้วยนมแม่ พบว่ายิ่งดูดนมแม่นานจะยิ่งติดเอดส์มากขึ้น การป้องกันการติดเอดส์ในช่วงนี้ก็คือการใช้นมผงเลี้ยงลูกแทนนมแม่ตั้งแต่เกิด ซึ่งเป็นวิธีที่ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้กัน รวมทั้งประเทศไทยด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลดอัตราการติดเอดส์จากแม่ลงจากเดิมที่เคยติดร้อยละ 25-30 ลามาเหลือเพียงร้อยละ 18-20 หลังจากแนะนำให้เลิกเลี้ยงลูกด้วยนม แต่การเลี้ยงลูกด้วยนมผงไม่ใช่เป็นิส่งที่จะทำได้เสมอไปในประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น ประเทศที่ยากจนในแถออัฟริกา เพราะถ้าแนะนำไม่ให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาจมีทารกที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อเอดส์ (ซึ่งตัวเองอาจไม่ติดเอดส์ก็ได้) จำนวนมาก ตายจากโรคขาดอาหาร หรือโรคท้องร่วงจากอุปกรณ์การชงนมที่ไม่สะอาดก็ได้ ในปัจจุบันจึงมีความพยายามที่จะศึกษาดูว่าถ้าให้นมแม่เพียงช่วงสั้นๆ (3-6 เดือน) หรือการงดนมแม่ในช่วง 3 วันแรกหลังคลอด ซึ่งหัวน้ำนมในช่วงนั้นมีเม็ดโลหิตขาวซึ่งมีเชื้อเอดส์ปนเปื้อนอยู่มาก หรือให้วิตามินเอ และแร่ธาตุ แก่แม่และลูกขณะให้ลูกกินนม ซึ่งจะไปช่วยลดการเจริญเติบโตของเชื้อเอดส์ จะช่วยลดการถ่ายทอดเอดส์จากแม่สู่ลูกในประเทศที่ยากจนได้หรือไม่

ดังนี้น จะเห็นได้ว่าการให้ยาต้านไวรัสเอดส์แก่แม่และลูก เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆวิธีที่จะลดการติดเชื้อเอดส์ในเด็กได้จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายวิธที่ไม่ได้กล่าวถึง เช่น การลดการติดเอดส์ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งเป็นต้นสตอหลักของการติดเอดส์ในเด็ก นอกจากจะแนะนำไม่ให้ติดยาเสพติดและการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย เช่น การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธุ์กับชายที่ไม่ใช่สามี หรือแม้กระทั่งสามี หากสงสัยว่าสามีไปมีพฤติกรรมที่อาจไปติดเอดส์มา หรือการที่มีถุงยางอนามัยสตรีที่ผู้หญิงสามารถสวมใส่ได้เองโดยไม่ต้องไปวอนง้อให้ผู้ชายเป็นฝ่ายใส่ ซึ่งผู้ชายบางคนอาจไม่ยอมใส่ก็ได้ ในปัจจุบันที่มีการศึกษากันมาก คือการใช้ยาเหน็บช่องคลอด ที่ประกอบด้วยตัวยาซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อเอดส์ได้โดยที่ในขณะเดียวกันก็ไม่ระคายเคือง หรือเป็นอัตนรายต่อช่องคลอดหรือปากมดลูก ถ้าศึกษาแล้วได้ผลก็คงจะทไให้สตรีมีอำนาจในการป้องกันตนเองจากการร่วมเพศที่อาจไม่ปลอดภัยได้ การให้ยาต้านไวรัสเอดส์แก่ผู้ชายที่ติดเชื้อก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะป้องกันการติดเอดส์ไปสู่ผู้หญิงได้ เพราะยาต้านเอดส์ที่แรงๆ จะช่วยลดปริมาณเอดส์ในน้ำกามลงได้มาก

การตรวจเอดส์ก่อนการมีเพศสัมพันธ์กับคู่รักก่อนแต่งงาน ก่อนการตัดสินใจที่จะมีลูก ก็เป็นมาตรการที่สำคัญในการป้งอกันการติดเอดส์ในเด็ก ถ้าตรวจพบก็คงต้องแนะนำว่าไม่ให้มีบัตร แต่ก็มีสามี ภรรยาอีกจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าตัวเอง่ติดเชื้อเอดส์อยู่ก่อนจนภรรยาตั้งครรภ์ขึ้นมา แล้วไปตรวจพบขณะคลอดหรือตอนไปฝากครรภ์ ดังนี้น ข้อแนะนำสำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์คือให้รีบไปฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ รับการตรวจเอดส์ ถ้าพบว่าติดเชื้อเอดส์ ให้ปรึกษาแพทย์และสามีว่าจะวางแผนกับการตั้งครรภ์ต่อไปอย่างไรดี สามีภรรยาหลายคู่อาจเลือกที่จะยุติการตั้งครรภ์โดยขอแพทย์ทำแท้ง โดยอาจมีเหตุผลต่างๆกัน เช่น บางคู่อาจมีลูกอยู่แล้ว บางคู่ไม่อยากเสี่ยงที่ลูกอาจติดเอดส์แม้จะน้อยเพียงใดก็ตาม บางคู่อาจไม่มั่นใจว่าตัวเองหรือครอบครัวจะสามารถเลี้ยงดูลูกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพได้ในเมื่อตัวเองก็ติดเอดส์อยู่ ถ้าจะตัดสินใจทำแท้งก็จะได้ปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ เพราะแพทย์จะไม่ทำแท้งถ้าท้องแก่แล้วอย่างไรก็ตาม การตัดสินใจจะทำแท้ง ขอให้เป็นการตัดสินใจของคู่สามีภรรยาเอง หลังจากปรึกษาหารือกับแพทย์ และญาติพี่น้อง หรือมิตรสนิทที่ตนเองไว้ใจแล้วเท่านั้น โดยต้องรับทราบและทำความเข้าใจกับข้อมูลทางเลือกทุกๆทางให้ดี ดูข้อดี/ข้อเสีย ของทางเลือกต่างๆ แล้วตัดสินใจเลือกทางเลือกที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตนและครอบครัว อย่าให้ใครหลอกหรือชักจูงใจให้ทำในสิ่งที่ตนเองหรือสามีไม่ได้ต้องการจริงๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดรอยด่างหรือความเสียใจไปตลอดชีวิตเลยก็ได้

ถ้าตัดสินใจว่าจะตั้งครรภ์ต่อไป คู่สามี - ภรรยา จะต้องรับทราบว่าวิธีการอย่างไรบ้าง ที่จะลดโอกาสที่ลูกที่จะเกิดออกมาติดเอดส์น้อยที่สุด เช่น การให้ยาต้นไวรัสเอดส์กับแม่และลูก การผ่าตัดทำคลอดทางหน้าท้อง และการไม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นต้น ถ้าตัดสินใจจะใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ต้องรู้ถึงข้อดีข้อเสียของการใช้ยา วิธีการใช้ยาหรือถ้าไม่มีสตางค์จะซื้อยาได้เอง จะไปรับยาฟรี จากหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรอะไรได้บ้าง หรือจะไปเข้าร่วมโครงการศึกษาวิจัยที่ใดได้บ้าง หรือถ้าไม่มีสตางค์จะซื้อนมผงมาเลี้ยงลูก จะไปขอรับการสงเคราะห์จากที่ใดได้บ้าง เป็นต้น

ปลายปี 2536 นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้รับทราบช่วงที่อาจเรียกได้ว่าเป็นข่าวที่น่ายินดีที่สุดในช่วงทศวรรษของโรคเอดส์ก็ว่าได้ เป็นข่าวของผลการศึกษาวิจัยที่ทดสอบการใช้ เอ-แชค-ที ยาต้านไวรัสเอดส์ ขนานแรกของโลก ว่าสามารถลดการถ่ายทอดเอดส์ จากแม่ไปสู่ลูกได้ 2 ใน 3 เป็นผลการศึกษาวิจัยร่วมของโรงพยาบาลสิบกว่าแห่งในสหรัฐอเมริกา ใช้คนไข้กว่า 300 ราย และใช้เวลาในการศึกษาเกือบ 3 ปี ผลการศึกษาพบว่าถ้าแม่ที่ติดเชื้อเอดส์ไม่ได้ยาอะไรเลย ลูกที่มาจะติดเอดส์ประมาณร้อยละ 25 แต่ถ้าแม่ได้รับยา เอ-แซค-ที ตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ 14 สัปดาห์เป็นต้นไป จนคลอดและใช้ เอ-แซด-ที กับลูกอีก 6 สัปดาห์หลังคลอด ลูกที่เกิดมาจะติดเอดส์เพียงร้อยละ 8 ลดลงได้ 2 ใน 3 นับเป็นการค้นพบที่ใหญ่หลวงมาก เพราะเป็นการค้นพบว่ายาสามารถช่วยชีวิตเด็กไม่ให้ติดเอดส์ได้! ต้นปีต่อมาผลการศึกษาดังกล่าวได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วโลก และในปลายปีนั้น หน่วยงานสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกาก็ได้ประกาศให้การใช้ยาดังกล่าว เป็นการรักษามาตรฐานที่จะให้กับแม่ที่ติดเอดส์ทุกรายในสหรัฐอเมริกาถ้าต้องการ เกือบทุกประเทศทั่วโลก ก็ประกาศใช้มาตรการเดียวกัน เช่น ประเทศจีน, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, และบราซิล ถ้าหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อเอดส์ และอยากได้ยา เอ-แซด-ที แต่ไม่มีสตางค์จะซื้อ รัฐบาลจะจ่ายยาให้ฟรีทันที

เมื่อวันที่ 3-6 กันยายน 2540 ที่ผ่านมา 4 ปี หลังจากผลการศึกษาการใช้ยา เอ-แซด-ที ในหญิงตั้งครรภ์ได้รับการเผยแพร่ ได้มีการประชุมระดับนานาชาติที่กรุงวอชิงตัน ดี ซี เพื่อติดตามประมวลผลของการใช้ยา และหากกลยุทธที่จะลดการติดเอดส์ในเด็กทั่วโลก ไม่ว่าประเทศจะรวยหรือจนก็ตาม มีหมอไทยไปร่วมประชุมและเสนอผลงานกว่า 10 ราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานที่ทำในภาคเหนือตอนบนของประเทศ

จากการติดตามเด็กที่แม่ได้รับยา เอ-แซด-ที ขณะตั้งครรภ์ และตัวเด็กเองได้รับยาช่วง 6 สัปดาห์แรกของชีวิต ไม่พบว่าเด็กมีความผิดปกติแต่อย่างไร เด็กบางรายได้รับการติดตามจนอายุได้ 8 ขวบแล้ว เด็กที่แม้จะได้รับ เอ-แซด-ที แล้วก็ยังติดเอดส์ ก็ไม่พบว่าโรคเอดส์จะกำเริบเร็วกว่าเด็กที่ไม่เคยได้รับยาแต่อย่างไร เชื้อในตุวเด็ก หรือในตัวแม่ก็ไม่พบว่ามีการดื้อยา เอ-แซด-ที จาการที่ได้รับยานี้ช่วงสั้นๆ ในระหว่างการตั้งครรภ์ แล้วหยุดไป

จากรายงานพบว่ามีการใช้ยา เอ-แซด-ที ในหญิงมีครรภ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา ทั้งในสหรัฐอเมริกา และยุโรป ตัวเลขล่าสุดในปี 2540 พบว่าประมาณร้อยละ 80-90 ของหญิงตั้งครรภ์ในประเทศเหล่านี้ ได้รับยา เอ-แซด-ที กัน ทำให้ตัวเลขเด็กที่ติดเอดส์ลดลงทันตาเห็น และเมื่อเทียบดูความคุ้มค่าของการใช้ยา เอ-แซด-ที ในการป้องกันไม่ให้เด็กติดเอดส์ กับการใชัวัคซีนป้องกันโปลิโอ และไวรัสตับอักเสบบี ในเด็กแล้ว พบว่าการให้ เอ-แซด-ที ก็แพงกว่าไม่มากนัก ขณะนี้ในหลายๆประเทศทั่วโลก ได้เขยิบไปให้ยา 2 ตัวหรือ 3 ตัวร่วมกันในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภูมิต้านทานต่ำๆหรือมีปริมาณไวรัสเอดส์ในเลือดมากๆ โดยหวังว่าการให้ยาหลายๆตัวร่วมกันจะทำให้โอกาสลดการติดเอดส์ จากแม่สู่ลูกมีมากขึ้น แม้ว่าผลข้างเคียงทั้งระยะสั้น และระยะยาวของยาต่างๆในเด็กจะยังไม่ทราบชัดก็ตาม

ดังนี้น ประเด็นปัญหาของการใช้ยา เอ-แซด-ที ในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอดส์ จึงไม่ใช่อยู่ที่ประสิทธิภาพ หรือความปลอดภัยของยา แต่อยู่ที่ค่ายาและค่าใช้จ่ายในการบริหารยา ซึ่งรวมถึงขบวนการในการทดสอบการติดเชื้อเอดส์ และการให้คำปรึกษาแนะนำแก่หญิงตั้งครรภ์ และการติดตามลูก ตลอดจนถึงค่านมผลสำหรับเด็ก เฉพาะค่ายาของสูตร เอ-แซด-ที ที่ใช้กันจะตกประมาณ 1,000 เหรียญ ในสหรัฐอเมริกา ในขณะที่เมืองไทยซื้อ เอ-แซด-ที ได้ถูกว่า คิดแล้วจะตกประมาณ 400 เหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 10,000 บาทไทยตอนที่ค่าเงินบาทยังไม่ตก ค่าใช้จ่ายขนาดนี้แม้ดูจะไม่มาก แต่ก็มากอยู่ สำหรับประเทศจนๆในอัฟริกา แม้บางคนจะบอกว่าถ้ารัฐบาลซื้ออาวุธยุทธโทปกรณ์ที่จะไปเข่นฆ่ากันน้อยลงหน่อยก็จะสามารถซื้อยา เอ-แซด-ที มาใช้กับแม่และเด็กในประเทศแถบอัฟริกาได้ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในการตรวจเอดส์และการให้คำปรึกษาแนะนำนั้น หลายประเทศถือว่าเป็นประเด็นรอง เพราะเป็นบริการที่ทุกประเทศจะต้องจัดให้มีขึ้นอยู่แล้วในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในประเทศนั้นๆไม่ว่าจะมีเอ-แซด-ที ให้ใช้หรือไม่

จากปัญหาของค่ายา เอ-แซด-ที ในสูตรที่ใช้ยังแพงอยู่ จึงได้มีการทดสอบสูตรยา เอ-แซด-ที ที่สั้นลงว่าจะยังได้ผลอยู่หรือไม่หลายรายทั่วโลก เช่น แทนที่จะให้ตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ 14 สัปดาห์ ถ้าให้ตอนตั้งครรภ์ได้ 36-38 สัปดาห์ ซึ่งเท่ากับให้เพียง 2-4 สัปดาห์ก่อนคลอด จะได้ผลหรือไม่ หรือถ้าไม่ให้ยากับเด็ก หรือให้สั้นลงเพียง 2 สัปดาห์ แทนที่จะเป็น 6 สัปดาห์หลังคลอด จะยังได้ผลหรือไม่ เป็นต้น ถ้าได้ผลก็จะประหยัดค่ายาลง ในประเทศไทยเองก็มีการศึกษาวิจัยในลักษณะนี้อยู่ 3 การศึกษาวิจัยด้วยกัน บางการศึกษาวิจัยก็เทียบกับการให้ยาหลอกด้วย เพื่อจะได้รู้ผลเร็วขึ้น การศึกษาเหล่านี้กว่าจะรู้ผลก็ต้องใเวลาอย่างนี้อย 2-3 ปี ตั้งแต่เริ่มต้น บางการศึกษาในเมืองไทยก็ปรากฎออกมาแล้ว่าไม่ได้ผลเพราะให้ช่วงส้นเกินไป บางการศึกษาก็ยังกำลังดำเนินการอยู่ หวังว่าคงจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์บ้างในการลดค่ายา

สำหรับประเทศไทยค่ายา เอ-แซด-ที ต่อแม่-ลูก คู่ละ 400 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ10,000 บาท ตอนก่อนลดค่าเงินบาทอาจจะดูไม่มากนักถ้าเทียบกับประเทศจนๆอื่นๆ แต่ถ้าต้องซื้อยาให้แม่ 20,000 คน ที่ต้องการยาทั่วประเทศในแต่ละปี หรือปีละ 200 ล้านบาท ก็อาจต้องคิดหนักหน่อย ไหนจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการเจาะเลือด การให้คกปรึกษาแนะนำ และค่านมผงสำหรับเลี้ยงเด็ก ก็ทำให้รัฐบาลต้องยิ่งคิดหนักขึ้น ประกอบกับการถดถอยทางเศรษฐกิจในบ้านเราอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ก็เลยยิ่งไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะเอาจริงเอาจังกับปัญหานี้มากน้อยเพียงใด

กว่าจะรอให้รัฐบาลตัดสินใจ หรือกว่าผลการศึกษาวิจัยที่ประหยัดค่ายาจะออกมา คงจะมีเด็กไทยติดเอดส์เพิ่มขึ้นทุกวันๆ วันละ 20 คน (ทั่วโลกมีเด็กติดเอดส์เพิ่มวันละ 1,000 คน) เมื่อปลายปี 2538 สภากาชาดไทยจึงคิดว่าน่าจะมีใครเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างที่จะช่วยผ่อนคลายสถานการณ์นี้ลงได้บ้าง และได้นำความขึ้นกรราบทูล พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ให้ทรงทราบเป็นครั้งแรก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในวโรกาสที่สภากาชาดไทยนำคณะกรรมการจัดงานเทียนส่องใจและผู้ติดเชื้อเข้าเฝ้าเนื่องในวันเอดส์โลก วันที่ 1 ธันวาคม 2538 ต่อมาสภากาชาดไทยก็ได้ทำโครงการรณรงค์เพื่อรับบริจาคเพื่อซื้อยา เอ-แซด-ที สำหรับแจกจ่ายให้กับโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศ ที่มีหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอดส์ ซึ่งยากจนและมีความต้องการจะรับยา เอ-แซด-ที เพื่อช่วยลดการติดเอดส์ไปสู่ลูก โดยคำนวณว่าเงินหนึ่งหมื่นบาทสามารถซื้อยาให้กับแม่และลูกได้ 1 คู่ เลยอาจเรียกโครงการนี้ว่า "หมื่นบาทช่วยชีวิตเด็กไทยให้ปลอดเอดส์" โดยสภากาชาดไทยมีดำริจะทำโครงการดังกล่าวเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในปีกาญจนาภิเศก โดยตั้งเป้าหมายว่าจะหาเงินบริจาค 50 ล้านบาท เพื่อซื้อยา เอ-แซด-ที แก่แม่ทั่วประเทศ 5,000 ราย จนถึงสิ้นปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่สิ้นสุดการเฉลิมฉลองปีกาญจนาภิเศก

สภากาชาดไทยได้นำโครการดังกล่าวขึ้นกราบทูล พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์โสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เพื่อรับประทานแนวพระดำริ และเสนอโครงการไว้ภายใต้พระอุถัมภ์ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2539 ซึ่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมวลี พระวรราชาทินัดดามาตุได้ทรงรับโครงการฯ ดังกล่าวไว้ในพระอุปถัมภ์ พร้อมประทานเงินหมื่นบาทไว้เป็นปฐมฤกษ์ ข่าวคราวของโครงการดังกล่าว ได้ถูกเผยแพร่ทางสื่อมวลชนทุกแขนง ได้มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเข้ามาอย่างต่อเนื่องและเมื่อเดือน มกราคม 2540 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุยังได้ทรงบริจาคเงินส่วนพระองค์สมทบทุนโครงการฯ อีก จำนวน 1 ล้านบาท ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2539 จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2540 มีผู้มีจิตศรัทธาจำนวน 582 ราย บริจาคเงินมาทั้งสิ้น เป็นจำนวนเงิน 4,838,008 บาท นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา องค์อุปนายิกาสภากาชาดไทย ก็ได้ทรงบริจาคยา เอ-แซด-ที มูลค่าเกือบ 1 ล้านบาท ให้กับโครงการด้วย กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ให้การสนับสนุนยา เอ-แซด-ที มูลค่าเกือบ 2 ล้านบาท ให้กับโครงการด้วยเช่นกัน

สภากาชาดไทย ได้เริ่มแจกจ่ายยาให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ที่ขอยาเข้ามาตั้งแต่เดือนมิถุนายน2539 จำนวนโรงพยาบาลและจำนวนผู้ป่วยที่ขอยาเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงสิ้นสุดเดือนสิงหาคม 2540 มีผู้ป่วยที่ขอยาเข้ามาทั้งสิ้น 1,040 ราย จาก 57 โรงพยาบาลใน 35 จังหวัดทั่วประเทศ ในจำนวนนี้ มีเด็กที่คลอดออกมาแล้ว 552 ราย จากการติดตามผลเลือดในเบื้องต้นของทารกที่คลอดออกมา 202 ราย โดยเป็นทารกที่มีอายุตั้งแต่ 1 สัปดาห์ขึ้นไป 134 ราย พบว่ามีการติดเชื้อเอดส์เพียง 11 ราย หรือคิดเป็นอัตราการติดเชื้อเพียงร้อยดละ 8.2 ซึ่งน้อยลงกว่าเดิมประมาณ 3 เท่าตัว หรือพูดอีกนัยหนึ่ง จนถึงขณะนี้จากแม่ที่ได้รับยา 1,040 ราย โครงการนี้สามารถช่วยชีวิตเด็กไทยไว้ได้แล้วประมาณ 160-200 ราย จึงเป็นความภาคภูมิใจที่โครงการดังกล่าวของสภากาชาดไทย ได้รับการกล่าวขวัญถึง 3 ครั้ง โดยผู้อภิปราย 3 คน ในพิธีปิดการประชุมนานาชาติที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 3-6 กันยายน 2540 ว่าเป็นตัวอย่างของความคิดริเริ่มที่ประเทศต่างๆ สามารถนำไปเป็นตัวอย่างได้ ที่เอกชนหรืองอค์กรสาธารณกุศลจะร่วมมือกับราชวงศ์ และรัฐบาลในความพยายามที่จะลดการติดเชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก ก่อนที่ความช่วยเหลือของรัฐจะไปถึง

จากการที่ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในการออกไปประเมินผล โครงการบริจาคยา เอ-แซด-ที ของสภากาชาดไทยที่โรงพยาบาล 4 แห่ง ที่ขอรนับยาเข้ามามากที่สุด ซึ่งได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา, โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา, โรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี พบว่าประเด็นสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของโครงการคือการที่ผู้บริหารของโรงพยาบาล มีนโยบายที่เด่นชัดที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ ประกอบกับมีสูติแพทย์ และกุมารแพทย์ที่มีความสนใจ และตั้งใจที่จะดำเนินการเพื่อลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก และที่สำคัญที่สุดคือ การมีเจ้าหน้าที่ระดับพยาบาล เจ้าหน้าที่ระดับพยาบาลซี่งรับผิดชอบด้านการให้คำปรึกษาแนะนำ การแจกจ่ายยา และการติดตาม พร้อมอำนาวยความสะดวกแก่คนไาข้โดยตรง ซึ่งแน่นอน ย่อมต้องอาศัยระบบการบริการจัดการที่ดีของโรงพยาบาล หลายโรงพยาบาลมีโครงการที่อยากจะทำไกลไปกว่านั้น เช่น การดูแลแม่ที่ติดเชื้อหลังการตั้งครรภ์ และการดูแลลูกที่ติดเชื้อ เป็นต้น กระทรวงสาธารณสุขหวังว่าข้อมูลที่ได้จากโรงพยาบาลตัวอย่างทั้ง 4 แห่ง จะได้นำไปสู่การปรับปรุงระบบการบริการในโรงพยาบาลแห่งอื่นๆ ของรัฐ่ต่อไป เพื่อให้มีโรงพยาบาลที่มีความพร้อม ที่จะให้บริการแก่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อมากขึ้นในอนาคตอันใกล้
จากผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา ของโครงการบริจาคและจ่ายยาเพื่อช่วยลดการติดเชื้อเอดส์จาแม่สู่ลูก ของสภากาชาดไทย ซึ่งร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกระทรวงสาธารณสุข ทำให้ได้ข้อมูลว่ามีประชาชนที่สนใจจะบริจาคเพื่อซื้อยาให้กับแม่ที่ยากจน มีโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศที่ต้องการจะใช้ยา และมีความพร้อมในการบริหารจัดการ ซึ่งรวมถึงการตรวจเอดส์และการให้คำปรึกษาแนะนำแก่แม่ที่ติดเชื้อ และการติดตามทารกหลังคลอดเพื่อดูผลของการให้ยา และวิธีการให้ยา ซึ่งดัดแปลงจากสูตรเดิมเล็กน้อยก็ได้ผลดีในคนไทย ข้อมูลต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้รัฐวางแผนการดำเนินงานที่จะครอบคลุมถึงหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อทั่วประเทศต่อไปในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิผล และแม้รัฐจะสามารถให้บริการแก่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อทุกคนได้ในอนาคต กระทรวงสาธารณสุขก็ยังอยากเห็นการรณรงค์ของสภากาชาดไทยในเรื่องนี้ดำเนินต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยากให้เน้นการรณรงค์ในระดับท้องถิ่น เช่นระดับจังหวัด เพื่อให้ประชาชนมีความตระหนักในการป้องกันตนเองและครอบครัว และมีความรู้สึกร่วมในการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้อยาก แทนที่จะรอรับบริการทั่ฐยื่นให้แต่ฝ่ายเดียว