หมออนามัยเรียนไม่จบ : ทุกขลาภของนักวิชาการรุ่นใหม่
เรื่อง : สุทธิสิทธ์ ไมตรีจิตร์
ตามประกาศของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขลงวันที่ 23 เมษายน 2540 ที่ได้เปิดสอบคัดเลือกข้าราชการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขผู้ได้รับวุฒิเพิ่มขึ้นไปแต่งตั้งเพื่อดำรงตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขระดับ 3-5 ประจำสถานีอนามัยต่างๆ ทั่วประเทศ ในการสอบคัดเลือกครั้งนี้ ได้มีการกระจายอำนาจให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเป็นหน่วยงานที่คัดกรองผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งเอง ในขณะที่ส่วนกลางมีหน้าที่เป็นเพียงผู้เตรียมการจัดสอบ ประกาศผลรวมถึงการติวเข้มก่อนสอบเท่านั้น ส่วนการจัดสรรบุคคลเป็นหน้าที่ของสำนักงานสาธารณสุขของแต่ละจังหวัด
ในที่สุด เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ก็ได้มีการประกาศผลการสอบคัดเลือกอย่างเป็นทางการ ผลปรากฏว่า มีผู้ผ่านการสอบคัดเลือกจำนวน 3,191 คน และมีผู้พลาดหวังในการสอบครั้งนี้ถึง 1,781 คนจากจำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมด 4,927 คน โดยจังหวัดศีรษะเกษเป็นจังหวัดที่มีผู้สอบได้มากที่สุดคือจำนวน 90 คน (ไม่ได้เทียบสัดส่วนจากผู้เข้าสอบทั้งหมดในแต่ละจังหวัด)
แน่นอนที่สุดว่า ผลการสอบครั้งนี้ย่อมมีทั้งผู้ที่ผิดหวังและสมหวัง ท้ายบทความนี้ได้มีตัวอย่างของผู้ที่ผ่านและพลาดจากผลการสอบทั้งในแง่ของความรู้สึกและข้อเสนอแนะ
สำหรับนักวิชาการรุ่นใหม่ที่จะต้องปฏิบัติงานในสถานีอนามัยดังเดิมเหมือนเมื่อครั้งเป็นเจ้าพนักงานสาธารณสุขอาจจะรู้สึกสับสนว่าจะทำงานอย่างไร จะแตกต่างจากตำแหน่งเดิมมากน้อยแค่ไหนเพียงใด บทความนี้ได้เสนอแนวคิดพื้นฐานของการทำงานวิชาการในสถานีอนามัยเอาไว้ ดังนี้
- ต้องทำความเข้าใจในเชิงกว้างของการทำงานวิชาการ โดยมีการสืบค้นข้อมูลอย่างเป็นระบบหรือมีการค้นข้อมูลใหม่ความรู้ใหม่ เพื่อนำมาใช้ตัดสินใจสำหรับการทำงานในแต่ละสถานการณ์ซึ่งมีความแตกต่างกัน
- การทำงานวิชาการควรเริ่มจากงานประจำที่มีปัญหา เช่น ปัญหาผู้มารับบริการน้อย ปัญหาการบันทึกระเบียนรายงานต่างๆ ซับซ้อน เป็นต้น
- ต้องหัดเป็นคนรู้จักตั้งคำถามและตั้งสมมติฐาน เช่น เมื่อมีปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัติงานต้องตั้งคำถามให้ได้ว่า ปัญหาคืออะไร เกิดจากอะไรและจะแก้ไขได้อย่างไร
- ต้องมีความคิดที่จะพัฒนาสภาพการทำงานให้ดีกว่าเดิม
- ต้องทำงานเป็นทีมหรือมีการรวมกลุ่มกันทำงาน ควรแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดซึ่งกันและกัน ทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวทั้งทางด้านความคิด สังคมและจิตใจ
- ต้องหาที่ปรึกษาทางด้านความคิดและวิชาการ โดยอาศัยแหล่งข้อมูลทั้งจาก สสอ. สสจ. รพช. รพศ./รพท. และจากศูนย์วิชาการรวมถึงค้นคว้าจากเอกสารตำราต่างๆ
- ต้องแบ่งเวลาให้กับงานวิชาการและงานพัฒนาพร้อมๆ กันไป
- ต้องมีการนำเสนอผลงาน เพื่อให้หน่วยงานอื่นๆ ได้รับรู้ ได้เสนอแนะหรือนำไปประยุกต์ใช้ได้ต่อไป
ท้ายบทความ ผู้เขียนได้ให้ข้อคิดคำนึงเพิ่มเติมในการทำงานวิชาการในสถานีอนามัยว่า
- งานวิชาการไม่ใช่เรื่องที่คิดอยู่ในใจหรืออยู่ในความฝันเท่านั้น แต่ต้องรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์แล้วสรุปเป็นรูปธรรมให้ได้
- งานวิชาการจะต้องมีอิสระทางความคิด ต้องไม่ถูกผูกขาดหรือถูกบงการจากใคร
- งานวิชาการต้องเกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ไม่ลำเอียงเข้าข้างตนเอง ได้ผลอย่างไรต้องนำเสนอไปอย่างนั้น
- เนื่องจากการทำงานวิชาการเกิดจากข้อมูลที่ตรงไปตรงมา ดังนั้นผู้บริหารต้องไม่นำไปใช้ในการควบคุมกำกับงานเพื่อให้คุณให้โทษเด็ดขาด