รายงานพิเศษ กอง บก.
ฟังหมออนามัยดีเด่นพูด

ดิฉันจบการศึกษาจาก โรงเรียนผดุงครรภ์ขอนแก่นเมื่อปี พ.ศ. 2518 เป็นนักเรียนทุนของจังหวัดสกลนคร ดิฉันสมัครใจมาปฏิบัติงานที่ อำเภอสว่างดินแดน ตอนนั้นไม่มีใครสมัครเลย เพราะเป็นพื้นที่สีแดงทั้งอำเภอ ระหว่างปีพ.ศ. 2514-2519 จะเป็นพื้นที่คอมมิวนิสต์เต็มพื้นที่ วันที่ดินฉันมารายงานตัวที่อำเภอ คุณพ่อมาด้วยและขอร้องท่านสาธารณสุขอำเภอว่าไม่ให้ออกไปอยู่ตำบล แต่ความคิดของคุณพ่อตอนนั้นสวนทางกับดิฉัน เพราะดิฉันมีความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือชาวบ้านในชนบท ในที่สุดดิฉันได้ออกไปอยู่ ตำบลโคกศิลา ซึ่งห่างจากตัวอำเภอ 40 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัด 120 กิโลเมตร การเดินทางในช่วงนั้นลำบากมาก ถนนเป็นลูกรัง ถ้าหน้าฝนต้องเดิน สองสามวันจึงจะมีรถเข้าอำเภอครั้งหนึ่ง วันแรกที่ดิฉันเดินทางเข้าไปในหมู่บ้าน มีชาวบ้านมายืนดูอยู่หลายคน เขาเหล่านั้นมีความรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะมีหมอมาอยู่จริง เพราะในตำบลมีข้าราชการอยู่คือ ครูเท่านั้นดิฉันได้รับการแนะนำและฝากตัวกับผู้ที่เป็นผู้นำในหมู่บ้าน วันแรกที่ดิฉันเดินทางไปสำนักงานแห่งใหม่ ความรู้สึกที่เห็นครั้งแรก ดิฉันคิดในใจว่า นี่เป็นสำนักงานหรือกระท่อมร้างกันแน่ ห้องคับแคบ อาคารก็เก่า เสาธงไม่มี ไม้ประดับสักต้นก็ไม่เห็น ครั้งแรกที่ดิฉันเปิดประตูเข้าไปในห้องเจอหนูวิ่งกันขวักไขว่ เพราะขาดเจ้าหน้าที่มานาน มองเห็นตู้เย็นนำมันก๊าดเล็กๆ ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ตู้เวชภัณฑ์ไม่ค่อยมีอะไร ดิฉันลองดึงลิ้นชักออกมาดู เจอยาเม็ดคุมกำเนิด และยาเม็ดแอสไพริน ยาแก้ไข้เด็กในสมัยนั้น เก่าๆมีหนูกันกิน ดิฉันเดินกลับออกมาถอนหายใจคิดว่าจะสู้หรือจะถอย ระหว่างที่ดิฉันยังตัดสินใจปัญหาของตัวเองไม่ได้ ได้เดินทางกลับบ้านพัก มีชาวบ้านหลายคนร้องถามว่า "หมออยู่ได้ไหม" "หมออยู่กับเรานะ"
นางร่างทอง พันธ์ชัย เจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข 6 หัวหน้าสถานีอนามัยดอน สร้างไพร ต.ทุ่งแก กิ่งอ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยดีเด่นระดับประเทศ รางวัลมูลนิธิไพจิตร ปวะบุตร ปี 2539
ในใจดิฉันตัดสินใจแล้วว่าจะต้องอยู่และต้องทำให้ได้ ในเมื่อเราก็มีหนึ่งสมองและสองมือเหมือนกัน
วันต่อมาขณะที่ดิฉันทำงานอยู่เป็นจนถึงเวลากลางคืน มีเสียงผู้ชายมาร้องเรียกที่บ้านพักบอก
"หมอๆช่วยด้วยมีคนเจ็บท้องจะออกลูก ช่วยไปดูหน่อย" แต่ชาวบ้านที่มานอนด้วย บอกว่า
"หมออย่าไปนะ บ้านเขาอยู่ไกล ทางก็เปลี่ยว อันตราย"
ดิฉันมองออกไปทางหน้าต่างเห็นเขานั่งตบยุง อีกมือหนึ่งถือตะเกียง สักพักหนึ่งเขาก็เรียกอีก ดิฉันถามว่ามากี่คน เขาบอกว่ามาคนเดียว ดิฉันบอกเขาว่า หาคนที่หมอรู้จักมาด้วยหน่อย หมอไม่กล้าไป สักพักเขาก็กลับมาอีกพร้อมกับผู้ชาย 2 คน ยังเกิดความสับสน ใจหนึ่งก็อยากช่วย แต่ อีกใจหนึ่งก็กลัว ตอนนั้นเป็นสาวรุ่นด้วย หน้าตาก็สวยพอดู สักพักถามน้องที่มานอนด้วยว่าเขาเป็นใคร น้องบอกว่าเขาเป็นผู้ใหญ่บ้าน เขาถามว่าหมอกลัวอะไร หมอไม่ต้องกลัวนะในใจดิฉันว่า ก็กลัวคอมมิวนิสต์นะสิ เขาบอกเหมือนรู้ความในใจดิฉัน
"ถ้าหมอกลัวคอมมิวนิสต์ หมอไม่ต้องกล้ว เพราะว่าผมนี่แหละเป็นคอมมิวนิสต์เป็นแกนนำด้วย"
ในที่สุดดิฉันก็ไป ระหว่างดิฉันเดินทางไปคิดไปต่างๆนานา ว่าถ้าเกิดเราถูกจับไปฆ่าทิ้ง (เพราะตอนนั้นเป็นพื้นที่สีแดงทั้งหมด) จะทำอย่างไร กลัวที่สุดคือถูกจับไปข่มขืน เพราะตอนนั้นมีการจับไปข่มขืนกันระหว่างการเดินทาง คนข้างหน้าถือตะเกียง ดิฉันกับคนที่ไปนอนด้วยเดินตรงกลาง คนที่อยู่ข้างหลังถือคบไต้ (คนที่ภาคอีสานเรียก "กระบอง") เพื่อส่องทาง คนที่นำทางไป (ผู้ใหญ่บ้าน) บอกว่า "หมอไม่ต้องกลัวนะ" เหมือนรู้ว่าดิฉันคิดอะไรอยู่ เขาบอกว่าเพราะเขามีอุดมการณ์ มีสัจจะ เขาจะไม่ทำร้ายคนที่มีบุญคุณกับเขา เขาบอกว่า "หมอๆถึงบ้านผู้ป่วยแล้วนะ" ดิฉันได้ยินเสียงร้องครางของผู้ป่วยและมีหลายคนพูดว่า "ต้มน้ำเร็วๆแม่หมอมาแล้ว" ผู้ป่วยบอกดิฉันว่า "แม่ช่วยฉันด้วย ฉันเจ็บท้อง" ฉันบอกว่าให้เขาอดทนหน่อย ระหว่างที่เตรียมเครื่องมือ ดิฉันรู้สึกหดหู่ใจ เมื่อเห็นเครื่องมือทำคลอดของตัวเอง มีถุงมืออยู่ 2 คู่ คีมจับเส้นเลือกและกรรไกอยู่อันหนึ่ง และมี แอลกอฮอล์อีกขวดหนึ่ง ตามที่เรียนมาต้องเตรียมเกือบ 20 อย่าง ผู้ป่วยก็เป็นท้องแรกเสียด้วย ดิฉันก็ตรวจครรภ์ปรากฎว่าถุงน้ำแตกแล้ว เขาเริ่มเบ่ง เบ่งนาน หัวเด็กโผล่ แต่ไม่ยอมคลอดเสียที ดิฉันตัดสินใจตัดผีเย็น พอเด็กคลอดออกมาเสียงร้องจ้า ญาติๆเขาดีใจกันใหญ่ว่าได้หลานชาย แต่สำหรับดิฉันไม่ดีใจเลย เพราะขณะที่ทำคลอดรกเสร็จเลือดก็ไหลออกมา เข็บเย็บแผลก็ไม่มี ฉันถามญาติผู้ป่วยว่ามีเข็มกับด้ายเย็บผ้าไหม เขาถามว่า "หมอจะเอาไปทำไม" ดิฉันบอกว่า "จะเย็บช่องคลอด" ญาติผู้ป่วยบางคนบอกว่า ไม่ต้องเย็บมันหรอก มันขาดเองมันก็หายเองได้ ซึ่งเป็นความ เชื่อของชาวบ้านสมัยก่อน ดิฉันบอกเขาว่าไม่ได้ เพราะว่าดิฉันตัดช่องคลอดแล้วต้องเย็บ มีหลายคนบอกว่า แล้วไปตัดมันทำไม "อย่างนี้แหละ หมอเด็ก หมอใหม่" แต่ญาติเขาก็เอาเข็มและด้ายมาให้ ฉันแช่เข็มในแอลกอฮอล์และต้มด้าย แล้วเย็บแผลเหมือนเย็บผ้า สอดไปสอดมา เสร็จแล้วให้ผู้ป่วยนอนพักผ่อน ตอนนั้นเข้าไฟ ดิฉันถามเขาว่าดีใจไหมได้ลูกชาย เขาตอบว่า "ดีใจค่ะ แม่" "ดีใจที่สุด ที่แม่ช่วยหนูไว้ นี่ถ้าไม่มีแม่ หนูคงตายท้องกลมเหมือนกับเพื่อนบ้านอีกคนหนึ่ง" ดิฉันมองหาบุคคลที่เขาเรียกว่าแม่ ก็ไม่เห็นมีใครเลย เขาเรียกดิฉันว่า "แม่" ตั้งแต่ เป็นสาวรุ่นแรกๆก็รู้สึกเขินอาย แต่ต่อมากลาป็นความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ว่าคนภาคอีสานนี่ ถ้ามีใครทำบุญคุณให้แก่เขา เขาจะนับถือและยกย่องให้เป็นพ่อ เป็นแม่ พ่อหมอ แม่ หมอ พ่อครู แม่ครู
ดิฉันมีแนวความคิดในการทำงานในชนบทว่า การที่จะพัฒนาสุขภาพอนามัยของพี่น้องประชาชนในชนบท เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องการความรัก ความเข้าใจ ในการที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติและความรู้เดิมบางอย่างของชาวบ้าน จะต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอ ดูแลเขาเหมือนกับเป็นญาติของเราเอง
ปี พ.ศ. 2519 เหตุการณ์บ้างเมืองเริ่มเปลี่ยนแปลงไป มีทหารเข้ามาอบรม ทสปช.
อบรมหมออาสาหมู่บ้าน ชาวบ้านไม่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวง เพราะทหารกองทัพภาคที่ 2 เข้ามาพัฒนาหมู่บ้าน ซึ่งขณะนั้นท่าน พล.อ.เปรม ติณสูรานนท์ ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 คุณแม่ปานทิพย์ได้เข้าไปอบรม มอบ. (หมออาสาหมู่บ้าน) อยู่ในหมู่บ้านของดิฉันด้วย
ช่วงนั้นดิฉันเริ่มมีความรักแล้วค่ะ หนุ่มที่มาจีบมีหลายอาชีพ เพราะว่าดิฉันหน้าตาพอดูได้ ตอนนั้นมีอาชีพหนึ่งที่ชาวบ้านเชียร์มาก คือ "หมออนามัย" ค่ะ เขาบอก "ดีนะ ถ้าหมอได้แต่งงานกับหมอ บ้านเราจะมีหมอเพิ่มขึ้นเป็น 2 คน"
ในที่สุดดิฉันแต่งงานกับหมออนามัยที่ดิฉันรัก และเป็นที่ต้องการของชาวบ้าน แต่ก็ต้องย้ายจากพื้นที่แห่งนั้นไป ทั้งๆที่ยังรักและห่วงพื้นที่เดิมอยู่ พื้นที่เดิมเป็นสำนักงานผดุงครรภ์ ดิฉันอยู่ได้ทั้ง 3 ที่ หลายคนบอกว่าอยู่ได้ยังไง ดิฉันยัายไปอยู่ที่ทำงานใหม่ คือบ้านเจริญศิลป์ ตำบลเจริญศิลป์ สถานีอนามัยแห่งนั้นห่างจากที่เดิมเพียง 10 กม. ดิฉันเริ่มเข้าปฏิบัติงานที่สถานีอนามัยแห่งใหม่ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นพื้นที่สีแดงอยู่ แต่กำนันเข้มแข็งมาก เป็นกำนันแหนบทองคำด้วย ดิฉันเริ่มรู้จักการทำงานเป็นทีมซึ่งดิฉันเป็นลูกน้อง โชคดีที่ได้หัวหน้าที่ช่วยแนะนำในการทำงาต่างๆ เขาคือคู่ ชีวิตของดิฉันเอง
การทำงานของสถานีอนามัย ต้องทำทุกอย่าง ตื่นเช้าขึ้นมาก็เปิด ปัดกวาดสถานีอนามัย ทำหน้าที่เป็นแพทย์ เป็นพยาบาลในการให้บริการ และต้องออกเยี่ยมชุมชนเป็นประจำ เพราะคนอิสานนี้ถ้าเราขึ้นไปเยี่ยม ถามทุกข์สุขตลอดเขาจะถือเหมือนญาติพี่น้อง เขาจะให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานเป็นอย่างดี พอตกบ่ายต้องปิดสถานีอนามัย ทำหน้าที่เป็นคนสวน ต้องดูแลบริเวณสถานที่ ปรับปรุงบริเวณ ปลูกต้นไม้ต่างๆ คือเราจะทำแผนไว้ ทุกบ่ายวันศุกร์เจ้าหน้าที่ที่อยู่ต้องพัฒนาสถานีอนามัย ทำความสะอาดเครื่องมือ และรอบบริเวณด้วย ดิฉันยึดถือมาตลอด ดิฉันทำหน้าที่เป็นนักการภารโรงด้วย
ในส่วนของงานบริการก็ไม่มีวันหยุดค่ะเพราะดิฉันอยู่ในหมู่บ้าน เหมือนเป็นชาวบ้านคนหนึ่ง เขาจะมารับบริการตอนไหนก็ต้องให้บริการ แม้แต่บางครั้งในตอนกลางคืน ชาวบ้านมาขอยาเม็ดคุมกำเนิด เนื่องจากกลางวันเขาไปทำนา เราก็ต้องให้บริการ ดิฉันทำอย่างนี้มาตลอด 15 ปี
ปีพ.ศ. 2533 ดิฉันปฏิบัติงานในตำแนห่งหัวหน้าสถานีอนามัย นับเป็นโชคดีของดิฉันที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน 3 อย่าง คือ มีการแยกอำเภอจากอำเภอสว่างดินแดน เป็นกิ่งอำเภอเจริญศิลป์ และจัดสร้างโรงพยาบาลชุมชนขึ้น หัวหน้าที่สถานีอนามัยเดิมย้ายมาอยู่โรงพยาบาล แล้วสถานีอนามัยเจริญศิลป์ได้ใช้อาการเป็นสำนักงานสาธารณสุขกิ่งอำเภอเจริญศิลป์ ดิฉันได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถานีอนามัยดอนสร้างไพร ดิฉันเดินเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารงานสาธารณสุขระดับตำบลอย่างเต็มตัว
วันแรกที่เข้ามาปฏิบัติงาน ดิฉันเริ่มวางแผนว่าจะทำอะไรก่อนหลัง อาคารก็เก่าๆแทบจะดูสีไม่ออกเลยว่าเป็นสีอะไร ภายในอาคารแออัด พัดลมไม่มี สนามน้ำท่วมเวลาหน้าฝน ไม้ประดับสักต้นไม่ต้องพูดถึง ส่วนผลงานต่างๆอยู่ในลำดับสุดท้ายของอำเภอ ที่สำคัญเงินบำรุงไม่มีค่ะ ดิฉันได้รับความร่วมมือดี และเข้าทำงานกับคณะสภาตำบลแห่งนี้ โชคดีเพราะว่าเป็นทีมงานทึ่เคยร่วมงานกันมาก่อน ดิฉันเริ่มงานทันที ในการประชุมทุกครั้งดิฉันจะนำโครงการด้านสาธารณสุขเข้าเสนอและได้ปรับความร่วมมือด้วยดีตลอดมา ผลงานชิ้นแรก คือได้ประกาศเป็นตำบลส้วม 100% เป็นตำบลแรกของอำเภอเจริญศิลป์
ต่อมาในปีพ.ศ. 2537 ได้ประกาศเป็นตำบลสุขภาพดีถ้วนหน้าตำบลแรกของอำเภอเช่นเดียวกัน และส่งผลให้หมู่บ้านได้รับคัดเลือกเป็นหมู่บ้านสาธารณสุขมูลฐานดีเด่น อสม.ดีเด่น ในปี 2538
อย่างไรก็ตาม รางวัลเกียรติยศ คำชมเชยต่างๆที่ดิฉันได้รับมา ดิฉันถือว่าเป็นทั้งการส่วนตัวและในนามสถานีอนามัย เป็นตัวแทนของจังหวัดสกลนคร เป็นตัวแทนของ เขต 6 และเป็นตัวแทนของหมออนามัยทั้งประเทศ ดิฉันมีความภาคภูมิใจมากค่ะ แต่นั่นไม่ใช่ความภาคภูมิใจของดิฉันอย่างแทัจริง เพราะว่าปัญหาด้านสาธารณสุขในชนบทนั้น ยังต้องแก้ไขอีกมากมาย ตลอดเวลาที่ผ่านมาดิฉันมีความตั้งใจที่จะทำหน้าที่ของหมออนามัยที่ดี ถึงแม้ว่าการทำงานที่ผ่านมาจะประสบปัญหามากมาย แต่ก็สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปด้วยดี เพราะดิฉันมีผู้บังคับบัญชาที่คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจอยู่ตลอด ดิฉันคิดเสมอว่าสถานีอนามัยที่อยู่คือบ้านของดิฉันเอง ดิฉันให้ความรักและทำทุกอย่างให้สถานีอนามัยของเราดี ควบคู่ไปกับการพัฒนาสุขภาพอนามัยของประชาชนในชนบทใด้ดียิ่งขึ้นตลอดไป และสิ่งเหล่านี้อยู่ในใจของดิฉันตลอดมา และตลอดไปค่ะ