ย้อนหลัง 3 ปี มีอะไร ในจดหมาย ถึง กอง บ.ก. ?
ประเทือง เผ่าดิษฐ์ วิวัฒน์ แซ่ลิ้ม

เกริ่นนำ

การทำงานประเภทสื่อ ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตามที่มีบทบาทในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและมีจำนวนสมาชิกในกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก ย่อมต้องการปฏิกิริยาตอบรับ โต้ตอบว่าสารที่เผยแพร่ออกไปมีคุณภาพหรือตรงความต้องการหรือไม่ ปฏิกิริยาดังกล่าว อาจจะเป็นไปทั้งทางบวกและทางลบ หากผู้ที่รับสื่อมีการยอมรับและพึงพอใจ แสดงว่าสื่อนั้นๆ ประสบความสำเร็จหรือบรรลุวัตถุประสงค์

"วารสารหมออนามัย" เป็นสื่อประเภทสิ่งพิมพ์ที่มีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ กล่าวคือ เป็นกลุ่มบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติหน้าที่ในระดับผู้ปฏิบัติงาน หมายถึงพนักงานอนามัย ผดุงครรภ์อนามัย พยาบาลเทคนิค และรวมถึงพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานอยู่ในสถานีอนามัย นอกจากนี้ก็มีบุคลากรที่เกี่ยวข้องในระดับอำเภอ เช่น สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลชุมชน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ตลอดจนบุคลากรในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งถือเป็นสายงานบังคับบัญชาระดับบนสุดและมีอิทธิพลมากที่สุด

ขอทบทวนว่าวารสารหมออนามัย มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1. เป็นแหล่งความรู้ใหม่และทบทวนความรู้เดิม ทั้งในด้านทฤษฎีและปฏิบัติสำหรับหมออนามัย
2. เป็นเวทีแสดงผลงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการปฏิบัติงานของหมออนามัย
3. เพื่อสร้างการยอมรับในสังคมและเป็นขวัญกำลังใจแก่หมออนามัย และ
4. เป็นสื่อกลางในการส่งข่าวสารระหว่างหมออนามัยด้วยกันเองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ความต้องการของผู้ผลิตสื่อ ซึ่งหมายถึงผู้ดำเนินงานผลิตวารสารหมออนามัยก็ไม่แตกต่างไปจากผู้ผลิตสื่ออื่นๆ เหมือนกัน ดังนั้น "จดหมาย" ที่ทางผู้จัดทำวารสารได้รับจากกลุ่มเป้าหมาย จึงถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถประเมินการจัดทำถึงคุณภาพของวารสารเล่มนี้ จึงได้ทำการวิเคราะห์จดหมายถึงกอง บ.ก. ไว้ดังต่อไปนี้

ข้อมูลทั่วไป / บทวิเคราะห์

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537-2539 กองบรรณาธิการวารสารหมออนามัยได้รับจดหมายจำนวนทั้งหมด 104 ฉบับ ผู้เขียนจดหมายประกอบด้วยบุคคลหลายๆ วิชาชีพ ทั้งที่วิชาชีพใกล้เคียงหรือเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในสายงานสาธารณสุขและวิชาชีพอื่นๆ ที่ต่างกันออกไป (บางฉบับผู้เขียนไม่เปิดเผยชื่อจริง สถานที่ทำงานจริง จึงพิจารณาจากเนื้อหาจดหมายเป็นหลัก) แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ตามสถานที่ปฏิบัติงาน คือ
1. กลุ่มที่ปฏิบัติงานในสถานีอนามัย
2. กลุ่มที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน
3. กลุ่มที่ปฏิบัติงานในสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ
4. กลุ่มอื่นๆ เช่น ประชาชน นักศึกษา

จากข้อมูลจะเห็นว่ากลุ่มที่ปฏิบัติงานในสถานีอนามัย คือกลุ่มที่เขียนจดหมายมายังกองบรรณาธิการมากที่สุด (ร้อยละ 76.9) รองลงมา คือกลุ่มที่ปฏิบัติงานจากโรงพยาบาลชุมชน (ร้อยละ 11.5) นอกนั้น คือกลุ่มที่ปฏิบัติงานอยู่ในสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และเป็นกลุ่มทั่วไป (ร้อยละ 5.8 เท่ากัน) ดังรายละเอียด ดังนี้
1.) กลุ่มที่ปฏิบัติงานอยู่ที่สถานีอนามัย พบว่า ผู้เขียนจดหมายจะอยู่ในตำแหน่งเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนมากที่สุด (ร้อยละ 66.2) รองลงมาคือเจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข (ร้อยละ 28.7) นอกจากนั้นจะเป็นพนักงานสาธารณสุขชุมชน ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และพยาบาลวิชาชีพ แต่มีจำนวนน้อยมาก คือรวมแล้วไม่ถึงร้อยละ 10 ผู้ที่เขียนจดหมายจากกลุ่มตำแหน่งเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน จะเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง
2.) กลุ่มที่ปฏิบัติงานอยู่โรงพยาบาลชุมชน พบว่า ผู้ที่เขียนจดหมายมามากที่สุด ยังคงเป็นกลุ่มเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน (ร้อยละ 41.7) รองลงมาเป็นกลุ่มทันตาภิบาลและเจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ร้อยละ 16.7) นอกนั้นยังมีนักวิชาการสุขาภิบาล เจ้าหน้าที่รังสีการแพทย์ และมีแพทย์ได้มีส่วนร่วมเขียนจดหมายเข้ามาด้วย (ร้อยละ 8.3)
3.) กลุ่มทั่วไป จากสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ พบว่ามีเพียงเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนเท่านั้นที่เขียนจดหมายเข้ามา สำหรับกลุ่มทั่วไป เช่น นักศึกษาวิทยาลัยการสาธารณสุข เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ไม่ได้รับราชการแล้ว และมีประชาชนทั่วไป (ร้อยละ 50 , 33.3 และ 16.7 ตามลำดับ)

ประเภทของจดหมาย

จากการพิจารณาจดหมายแต่ละฉบับ พบว่าผู้เขียนจดหมายเข้ามามีวัตถุประสงค์และเป้าหมายชัดเจนว่าเขียนมาเพื่ออะไร ต้องการอะไร ทำให้ง่ายและสะดวกต่อการวิเคราะห์ (แม้ว่าบางฉบับจะเขียนมาหลายประเด็นแต่จะพิจารณาเฉพาะประเด็นหลักๆ เท่านั้น ซึ่งมีจำนวนน้อย)

อภิปราย

เมื่อพิจารณาจากกลุ่มของผู้ที่เขียนจดหมาย โดยจำแนกตามกลุ่มที่ปฏิบัติงานในสถานที่ต่างๆ และพิจารณาจากประเภทของจดหมายพบว่า ส่วนใหญ่ที่เขียนจดหมายหรือมีปฏิกิริยาตอบรับกลับมาก็คือ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนที่ปฏิบัติงานอยู่ในสถานีอนามัย ที่เป็นเช่นนี้น่าเป็นเพราะเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนคิดว่าหนังสือที่ผลิตขึ้นมาเฉพาะกลุ่มของตนเอง ข้อเขียนหรือบทความต่างๆ มีการเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับตนเองโดยส่วนใหญ่ จึงมีความสนใจที่จะมีปฏิกิริยาโต้ตอบรับหรือต้องการมีส่วนร่วมมากกว่าตำแหน่งอื่นๆ หรือสายงานอื่น ส่วนข้อสังเกตว่าทำไมเพศชายจึงเป็นผู้เขียนจดหมายมามากกว่าเพศหญิง หากพิจารณาโดยพื้นฐานของสังคมทั่วๆ ไปโดยไม่ต้องใช้กรอบทฤษฎีต่างๆ ในการอธิบาย อาจจะเป็นเพราะในสังคมหรือวัฒนธรรมแบบไทยตั้งแต่โบราณ โอกาสที่ผู้ชายจะแสดงความเห็นในเรื่องต่างๆ มีมากกว่าผู้หญิง ซึ่งอาจจะเป็นเงื่อนไขของความเป็นผู้นำในครอบครัวที่สถาบันทางสังคมกำหนดขึ้น โดยเหตุนี้ทำให้วัฒนธรรมของการแสดงความคิดเห็นจึงมีในเพศชายมากกว่าเพศหญิง แม้ในปัจจุบันสังคมเปิดโอกาสให้เพศหญิงแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ เท่าเทียมกับเพศชายแล้วก็ตาม แต่การฝังรากทางความคิดแบบเดิมก็อาจจะมีอิทธิพลที่ทำให้เพศหญิงไม่สามารถหรือไม่ต้องการที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดๆ เพราะคิดว่านั่นคือหน้าที่ของผู้ชาย ก็อาจเป็นได้

สำหรับประเภทของจดหมายที่ได้จัดแบ่งไว้ เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า เป็นจดหมายที่ส่งมาแสดงปฏิกิริยาในเรื่องต่างๆ ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของการจัดทำวารสาร เพราะเป็นจดหมายที่มีทั้งข้อเสนอแนะในส่วนของวารสาร จดหมายที่ต้องการใช้วารสารเป็นเวทีของการระบายความทุกข์ การถาม-ตอบปัญหาทั้งด้านหน้าที่การงานและกฎระเบียบต่างๆที่ไม่เข้าใจหรือสงสัย บางครั้งจดหมายที่ได้รับก็สามารถชี้ให้เห็นถึงภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ บางครั้งบางคราวเมื่อเกิดความอัดอั้นตันใจ ข้อเขียนในจดหมายก็เป็นในลักษณะของการก้าวร้าวรุนแรง ดังจะเห็นได้จากเนื้อหาข้อความหรือข้อเขียนในจดหมายที่ยกมาเป็นตัวอย่างพอสังเขป ดังนี้

ข้อความที่ให้แนวคิดน่าสนใจ ถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นของระบบสาธารณสุขในปัจจุบัน

" การให้สถานีอนามัยเปิด 24 ชั่วโมง ในรายที่เป็นเจ้าหน้าที่ผู้หญิงก็น่าเป็นห่วงในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน "

" ค่าตอบแทน (อยู่เวรรักษาพยาบาล) จากเงินบำรุงถ้าไม่มีเงินบำรุงก็ไม่ได้ ขณะที่พยาบาล 2 ปี อยู่โรงพยาบาลนั่งห้องแอร์ 8 ชั่วโมงก็ได้ค่าตอบแทนมากกว่าผมถึง 2-3 เท่า "

" ผมอยากเห็นระบบสาธารณสุขที่ดี อยากเห็นความเป็นธรรมที่เกิดขึ้น อยากให้ระบบเหยียบลูกน้อง เลียเล็บขบเจ้านายหมดไปซะที"

" ผดุงครรภ์มีใบประกอบโรคศิลป์เป็นฐานรองรับ แต่พนักงานอนามัยกลับไม่มีอะไรรองรับความรู้ความสามารถเลย "

" พวกผมทำงานในชุมชน ตากแดดหัวแดง เหงื่อไหลไคลย้อย เหนื่อยแสนเหนื่อยเบิกเงินไม่ได้สักอย่าง แต่ผู้บริหารเดินทางนั่งรถติดแอร์ ชั้น VIP สถานที่พักโรงแรมชั้นหนึ่ง มีอาหารเลี้ยงทุกมื้อ เบิกเบี้ยเลี้ยงอีกต่างหาก"

" นักศึกษาประกาศนียบัตรพยาบาลศาสตร์(พยาบาลเทคนิค) ที่ได้คะแนนยอดเยี่ยมสามารถเรียนต่อพยาบาลวิชาชีพได้เลยโดยไม่ต้องใช้ทุนก่อน แต่นักศึกษาวิทยาลัยการสาธารณสุขถึงได้คะแนนยอดเยี่ยมก็ต้องออกมาทำงานใช้ทุนก่อน " ฯลฯ

ข้อความที่แสดงถึงความน้อยเนื้อต่ำใจ

" สิ่งสนับสนุนไม่มี แต่ให้งานมาอย่างกับห่าฝน อัตราเงินเดือนที่ให้พวกเราเหมือนขอทานคนหนึ่งเท่านั้น "

" พชส.ปฏิบัติงานที่ สสช.มา 10 กว่าปี แต่ก่อนชาวบ้านเรียกคุณหมอ แต่พอยกฐานะเป็นสถานีอนามัยไม่ถึงปีชาวบ้านเรียกนักการภารโรง นี่หรือขวัญและกำลังใจที่กระทรวงสาธารณสุขมอบให้ " ฯลฯ

ข้อความที่แสดงถึงความพึงพอใจต่อการสนับสนุนในด้านต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุข

" มีความปลื้มใจและดีใจอย่างยิ่งที่ผู้ใหญ่ในกระทรวงฯ ให้ความสำคัญโดยพยายามให้การช่วยเหลือสนับสนุนผลักดัน ยกระดับความมีหน้ามีตาในสังคมแก่หมออนามัยให้เท่าเทียมหน่วยงานอื่น "

" การสนับสนุนของส่วนกลางนั้นดีอยู่แล้ว มีการกระจายอำนาจให้จังหวัด - อำเภอ แต่ผู้บริหารในส่วนภูมิภาคยังไม่เข้าใจหลักการบริหารที่ดีพอ ใช้อำนาจที่ผิดๆ ต้องการเพียงให้ทำงานตามคำสั่ง หรืออยากจะถามว่า ผิดด้วยหรือที่ไม่ร่วมโกงกินกับพวกเขา ผิดด้วยหรือที่คัดค้านที่เห็นหมออนามัยบางคนเอาเปรียบชาวบ้านตาดำๆ ผิดด้วยหรือที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ประจบสอพลอ"

"ที่ผ่านมาขวัญกำลังใจทางกระทรวงฯ ไม่ได้ทอดทิ้งเลย ได้ให้ความสำคัญต่อเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานเป็นอย่างดี จนครั้งหนึ่งดิฉันได้ไปต่างประเทศ คือประเทศเกาหลี ฮ่องกง มาแล้ว "

" กระผมเป็นลูกจ้างประจำของกระทรวงสาธารณสุข มีความภาคภูมิใจอย่างมากที่ผู้บริหารได้ให้ความสนใจไม่ว่าการศึกษาต่อเนื่อง การปรับระดับตำแหน่งให้สูงขึ้น มีการเพิ่มกรอบอัตรากำลังอีกมาก"

" กระผมคิดว่าผู้ใหญ่ในกระทรวงฯได้พยายามเปิดโอกาสและส่งเสริมสนับสนุนหมออนามัยมากแล้ว เมื่อเทียบกับที่ผ่านๆมาในอดีต เพียงแต่ว่าพวกเราหมออนามัยได้ทุ่มเทกับการทำงานมากน้อยแค่ไหน " ฯลฯ

จากตัวอย่างข้อเขียนข้างต้น เป็นเสมือนตัวแทนของกลุ่มเป้าหมาย อาจจะแตกต่างกันที่ความต้องการของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน แต่หากพิจารณาโดยรวมแล้ว ทุกคนก็คงต้องการการยอมรับ ต้องการการดูแลเอาใจใส่ ต้องการความเป็นธรรมและต้องการสิทธิที่เหมาะสมตามตำแหน่งหน้าที่ของตน ไม่แตกต่างกัน

สรุป

ความคิดเห็นต่างๆเป็นเสมือนสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของหมออนามัยในประเทศไทยเป็นเช่นไร ข้อมูลเพียงด้านเดียวส่วนเดียวไม่อาจสรุปได้ว่า นั่นคือความเป็นจริงทั้งหมด
แต่อย่างไรก็ตามภาพสะท้อนออกมาให้เห็นก็คงชี้ได้ถ้าแนวทางของการดำรงอยู่และนำไปสู่วิธีของการแก้ไขในจุดที่ขาดได้ต่อไป ทางทีมงานคณะผู้จัดทำวารสารฯ คาดหวังเช่นนั้น

ณ วันนี้ วารสารหมออนามัยยังต้องทำหน้าที่ต่อไป ตราบใดที่พลังความต้องการที่จะเห็นภาพสังคมที่ดีขึ้นยังมีอยู่ นอกจากนี้คือปฏิกิริยาตอบรับจากผู้อ่านซึ่งเป็นเสมือนเงื่อนไขปัจจัยหนึ่งที่จะชี้วัดการดำเนินต่อไปของวารสารหมออนามัยเล่มเล็กๆ เล่มนี้ หากหมออนามัยเลิกให้ความสนใจและขาดการยอมรับ วารสารฯเล่มนี้ก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตามสัจธรรม

ขอฝากถึงหมออนามัยทุกท่าน

ทางคณะผู้จัดทำ / กองบรรณาธิการ ขอความร่วมมือ หากท่านเขียนจดหมาย ส่งเรื่องสั้น บทกวี ข่าวสาร ฯลฯ มายังวารสาร กรุณาเขียนชื่อ-สกุลจริงมาด้วย พร้อมสถานที่ทำงานจริง ถ้าไม่ต้องการให้ลงชื่อจริงก็วงเล็บบอกมา เพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับ โดยคณะผู้จัดทำ / กองบรรณาธิการ ขอรับรองว่าจะเก็บข้อมูลเป็นความลับ (ทีมที่ทำงานตรงนี้ส่วนใหญ่ก็เคยทำงานเป็นหมออนามัยมาก่อนได้โปรดไว้ใจเถอะครับ...ดูคอลัมน์เปิดใจกองบ.ก.) เนื่องจากบางฉบับเราต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแล้วไม่สามารถติดต่อผู้เขียนได้ ทำให้จดหมายของท่านไม่ได้นำลงเผยแผ่และดำเนินการต่อตามประสงค์ของท่านได้