เหลียวหลัง มองปัจจุบัน และแลหน้า "กึ่งนักษัตร วารสารหมออนามัย" กอง บก.

ถ้าเทียบกับคนแล้ว อายุ 6 ขวบ เป็นจุดเปลี่ยนอันหนึ่ง
เด็กกำลังเปลี่ยนจากอนุบาลเป็นชั้นประถมศึกษา
ฟันแท้เริ่มงอกมาแทนฟันน้ำนม
ชีวิตกำลังเปลี่ยนจากจุดเริ่มต้น ไปสู่การสร้างรากฐานสำคัญของการเติบโต
แล้ววารสารเล่มหนึ่ง ที่ครบ 6 ขวบพอดี จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง

มองย้อนอดีตจนถึงปัจจุบัน

"เราพัฒนาโรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลอำเภอกันมาแยะ กว่า 40 ปีแล้วแต่ทัพหน้าจริงๆ ของสาธารณสุขที่อยู่ต่อหน้าชาวบ้าน อยู่กับคนไทย อยู่กับปัญหาสุขภาพของคนไทย ยังได้รับการพัฒนาไม่มากเท่าไร แม้เราจะมีสถานีอนามัยครบถ้วน แทบจะทุกตำบล แต่ก็ไม่สมประกอบ คิดว่า ถึงเวลาที่จะเอาจริงกันแล้ว ทำกองทัพหน้าให้เข้มแข็ง ไม่ใช่มีแต่ปริมาณ หรือรูปร่างภายนอก แต่ต้องมีหมออนามัย ที่มีคุณภาพดี ได้รับการสนับสนุนดี มีขวัญกำลังใจดี และทำงานดี ถึงจะสนองความต้องการของชาวบ้านในอนาคตได้"

น.พ.ไพโรจน์ นิงสานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2533

นั่นเป็นที่มาที่สำคัญที่สุดของโครงการ ""ทศวรรษแห่งการพัฒนาสถานีอนามัย พ.ศ. 2535-2544" ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 3 หมื่นล้านบาท ในเวลา 10 ปี
"จุดสำคัญที่สุดของการพัฒนาสถานีอนามัย คือ การพัฒนาปัญญา โดยเฉพาะการพัฒนาตัวหมออนามัยต้องสนับสนุนเขาให้มีความรู้ มีประสบการณ์ มีขวัญกำลังใจที่อยากจะทำความดี มีเวทีที่เขาจะได้แสดงออก เราต้องทำให้คนไทยมีความรู้สึกว่าถ้าใครก็ตามรักประชาชนแล้ว เขาจะต้องรักหมออนามัยด้วย ใครที่ทำหน้าที่ผลิตหมออนามัยออกมา และใครที่เป็นคนดูแลหมออนามัยนั่นแหละจะต้องมาช่วยกันทำ อาจมีวารสารสักฉบับหนึ่ง ให้เขาเป็นเจ้าของ เป็นคนทำวารสาร เขาอาจจะลงทุนร่วมด้วยแบบสหกรณ์แล้วระยะยาว วารสารนี้ก็เป็นของบรรดาหมออนามัย"

ศ.น.พ.ประเวศ วะสี พ.ศ. 2533


นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดเกี่ยวกับการจัดทำวารสารหมออนามัย
บรรณาธิการคนแรก น.พ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เล่าให้ฟังถึงบรรยากาศในช่วงแรกของการเริ่มต้นการจัดทำวารสารว่า
"วางแผนอยู่เกือบปีครับ ครั้งแรกที่ฟัง อ.ประเวศ วะสี พูดแล้ว ก็รู้สึกว่าท่านคงจะหมายถึงเราด้วย เพราะตอนนั้นผมเป็น ผอก.วิทยาลัยการสาธารณสุขภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น เป็นคนผลิตหมออนามัย และหมายถึงคุณหมออำพล จินดาวัฒนะด้วย เพราะตอนนั้นเป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก เป็นคนดูแลหมออนามัย ก็เลยตกลงกันสองคนว่าเราจะช่วยกันประสานและระดมพลังบรรดาหมออนามัย และผู้สนับสนุนเพื่อทำวารสารให้เป็นจริงให้ได้ โดยผมจะรับเป็น บก.ก่อนสัก 1 ปี แล้วคุณหมออำพลจะรับต่อ
การเริ่มทำวารสารสักฉบับไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่การทำให้วารสารฉบับนั้นเป็นที่ยอมรับ ติดตลาด และมีความยั่งยืนนั้น ยากกว่ากันหลายเท่า
เริ่มจากการพูดคุย ปรึกษาหารือกับคนหลายคน จำได้ว่าตอนนั้นมีคุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ ที่จังหวัดพิจิตร พี่ประมวล อ่อนฤทธิ์ คุณเมธี จันทร์จารุภรณ์ คุณหมอประทีป ธนกิจเจริญ อ.สงครามชัย ลีทองดี และคนอื่นๆ รวมทั้งคุณหมอสุริยะ วงศ์คงคาเทพ ซึ่งตอนนั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายแผนงานของกองสาธารณสุขภูมิภาค เจ้าของโครงการทศวรรษแห่งการพัฒนาสถานีอนามัย
คุยแล้วก็พอเห็นทาง ตอนนั้นวางแผนอยู่ 3 เรื่องใหญ่ๆ
  1. เรื่องสาระในการจัดทำวารสาร ตั้งแต่ชื่อวารสาร เนื้อหาสาระ ทำอย่างไรจะให้ เป็นที่ถูกใจของหมออนามัยจริงๆ จะมีคอลัมน์อะไรบ้าง แบ่งส่วนเป็นวิชาการ บริหาร เรื่องสั้น จดหมาย สักเท่าไร จะออกวารสารถี่แค่ไหน จะมีช่องทางให้หมอ อนามัย และผู้บริหารระดับสูงสุดของกระทรวงสื่อสารถึงกันไหม
  2. เรื่องการบริหารจัดการ ตั้งแต่ว่าจะหาเงินจากไหน จะรับสมัครสมาชิกอย่างไร ทำอย่างไรจะได้สมาชิกมากๆ จะพิมพ์ที่โรงพิมพ์ไหน จะต้องจดทะเบียนขออนุญาต สันติบาลไหม การทำ Artwork การจัดส่ง การดูแลบัญชีสมาชิก และบัญชีการเงิน การทอง จะทำอย่างไร ค่าสมาชิกเท่าไรจึงจะอยู่ได้ Logo จะเอาอย่างไร
  3. ใครจะเป็นเจ้าของ จะให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าของ หรือชมรมสาธารณสุข หรือเป็นสหกรณ์ของหมออนามัย ทำยังไงจะออกใบเสร็จให้ผู้ที่สมัครสมาชิกในนาม ของสถาบันหรือหน่วยราชการ เขาเอาไปตั้งเบิกได้

จะเห็นว่ามีรายละเอียดเยอะมากเลยครับ
แต่แล้วหลังจากพูดคุยกันราวๆ 5-6 เดือน ก็ได้ข้อสรุปออกมาชัดเจน พอจะเริ่มทำงานได้
ข้อแรกชื่อวารสาร วารสารนี้จะใช้ชื่อว่า "วารสารหมออนามัย" โดยคิดว่าชื่อหมออนามัยนี้ อยู่กลางๆ ระหว่าง "หมออนามัย" กับ "หมอแพทย์"
หมอชาวบ้าน ก็มีวารสารหมอชาวบ้าน
หมอแพทย์ ก็มีวารสารคลีนิค และวารสารวิชาการอื่นๆ อีกมากมาย
หมออนามัย ก็ควรใช้ชื่อว่า "วารสารหมออนามัย" ตรงตัวดี และวารสารนี้แม้จะมุ่งเน้นที่หมออนามัยระดับตำบล แต่ก็ครอบคลุมถึงหมออนามัยทุกระดับด้วย
โดยเราจะถือว่า หมออนามัย หมายถึง เจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่แพทย์ แต่ต้องทำหน้าที่ที่เหมือนแพทย์ในเวลาหรือสถานที่ที่ไม่มีแพทย์
ข้อที่สอง ความถี่ของวารสาร วารสารจะออกราย 2 เดือน เพราะรายเดือนเหนื่อยเกินไปในระยะแรก แต่ถ้าอนาคตทีมเข้มแข็งขึ้น และเป็นความต้องการของผู้อ่าน ก็จะเพิ่มเป็นรายเดือนได้ ทำมาสักพักหนึ่ง ก็มีเสียงเรียกร้องจะให้เป็นวารสารรายเดือนจริงๆ แต่กอง บก. ยังไม่พร้อม จนถึงเดี๋ยวนี้ก็เลยยังเป็นราย 2 เดือนอยู่
ข้อที่สาม เจ้าของวารสาร วารสารนี้ระยะยาว จะต้องเป็นของหมออนามัย ให้หมออนามัยมีส่วนร่วมลงทุน ร่วมทำ ร่วมเขียน ร่วมเป็นเจ้าของ แต่ในระยะแรกให้หาองค์กรที่ไม่ใช่รัฐ แต่มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมายมารองรับ ในที่สุดก็ลงที่ "โครงการตำรา วิทยาลัยการสาธารณสุขภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดขอนแก่น" ต่อมาก็ย้ายตามบรรณาธิการมาอยู่ที่ "โครงการตำรากองแผนงานสาธารณสุข" และปัจจุบันเจ้าของก็คือ "โครงการวารสารหมออนามัย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ"
และวารสารนี้ก็จดทะเบียนหัววารสาร ไว้กับทางสันติบาลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว
ข้อที่สี่ การบริหารจัดการ สรุปว่าให้มีองค์กร 2 ระดับ
ระดับนโยบาย มีคณะกรรมการบริหารโครงการจัดทำวารสารหมออนามัย มี ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน มี น.พ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เป็นเลขานุการ คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่คอยดูแลระดับนโยบายตัดสินประเด็นสำคัญๆ และเป็นคณะกรรมการระดับบารมี คือ อาศัยบารมีของท่านในการทำงาน ในการสร้างความเชื่อถือในสังคม คณะกรรมการชุดนี้ยังไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอด 6 ปี มีกรรมการเพียง 7 ท่าน มีใครบ้างหาอ่านได้จากวารสารหมออนามัยทุกฉบับ
ระดับทำงาน มีคณะกองบรรณาธิการวารสารหมออนามัย ซึ่งมี น.พ.สุวิทย์ เป็นบรรณาธิการและทีมงานที่ประกอบด้วยบรรดาหมออนามัยรุ่นเก่า (พี่ประทีป คุณเมธี คุณสุรเดช คุณชาว) รุ่นใหม่ (อ.สงครามชัย คุณสถิตย์) หมอฟัน (ทญ.สุณี ทญ.เพ็ญแข ทญ.เมธิณี) หมอยา(ภก.กิตติ ภก.สรจักร) หมอแพทย์ (นพ.อำพล นพ.ประทีป นพ.สุริยะ นพ.ศิริวัฒน์) และบุคคลอื่นๆ อีกกว่า 20 คน ที่สำคัญก็ เช่น อ.ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ซึ่งดูแลถุงเงินของวารสารมาอย่างเรียบร้อยตลอด 6 ปี
คณะนี้ปรับเปลี่ยนมาเรื่อยๆ 6 ปีมานี้เปลี่ยนมาแล้ว 3-4 ครั้ง
หน้าที่หรือครับ ก็งานเบ๊ไง ทำทุกอย่างให้วารสารออกมาได้ก็แล้วกัน
นอกจากนี้ยังมีองค์กรสนับสนุน ที่เรียกว่า "คณะที่ปรึกษา" มีตั้งแต่รัฐมนตรีสาธารสุขจนถึงนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน และสาธารณสุขอำเภอทุกแห่ง คณะนี้ก็เอาไว้สนับสนุนวารสารทุกทาง
เราทำงานกันแบบอาสาสมัคร Part time ทั้งหมดมีการลูกจ้าง Full time เพียง 1 คน แต่ก็เป็นหนึ่งคนที่สำคัญที่สุด ที่ประสานงานทุกอย่าง ทุกฝ่ายจนวารสารออกมาได้
คนปัจจุบันเขาบอกว่า เขาชื่อคุณติ๊กหรือชื่อจริง คือคุณปิยะอร แดงพยนต์ อยู่กับวารสารมา 4 ปีแล้ว ยังหางานอื่นทำไม่ได้เลย
ในช่วง 3 ปีแรก เพื่อให้วารสารอยู่รอด คณะทำงานทุกคน รวมทั้งคนเขียนบทความ จะไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ แม้แต่บาทเดียว จนกระทั่งปีที่ 4 ที่ฐานะการเงินของวารสารเริ่มมั่นคง จึงมีการจ่ายค่าตอบแทนและค่าเขียนบทความบ้าง แต่ในระดับค่อนข้างต่ำ
ข้อที่ห้า เนื้อหาสาระ สรุปกันว่าจะมีวิชาการร้อยละ 30-40 บริหารร้อยละ 30-40 ที่เหลือให้เป็นเรื่องจากหมออนามัย และที่สำคัญให้มีคอลัมน์ จดหมายถึงปลัด / รัฐมนตรี โดยทาง บก. จะขออนุญาตท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้หมออนามัยเขียนจดหมายมาสื่อความกับท่านได้โดยตรง
คอลัมน์นี้จึงเป็นโอกาสเดียวที่ผู้ปฏิบัติงานระดับล่างสุด และผู้บริหารระดับสูงสุดมีโอกาสสื่อสารถึงกันได้โดยตรง โดยไม่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของระบบราชการ และก็ปรากฎว่าได้รับความนิยมจากหมออนามัยอย่างมาก รวมทั้งปลัดกระทรวงฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ทุกท่านที่ผ่านมาก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสื่อสารโดยตรงกับหมออนามัย
คณะกอง บก. ยังตกลงกันด้วยว่า เนื้อหาสาระด้านวิชาการ/บริหารต้องเป็นลักษณะย่อยแล้ว ไม่ใช่วิชาการหรือบริหารล้วนๆ จนอ่านเข้าใจยาก
สุดท้าย คือ ให้หมออนามัยมีส่วนร่วม จึงได้เกิดคอลัมน์ทายปัญหา กวีนิพนธ์ เรื่องสั้นจากหมออนามัย ไขปัญหาวิชาการ ปริศนาอักษรไขว้ การสัมภาษณ์หมออนามัยต่างๆ มากมาย
กอง บก. เคยทำการศึกษาความพึงพอใจของหมออนามัย พบว่าคอลัมน์ที่หมออนามัยชอบมากๆ ติดอันดับสุด ก็คือ จดหมายถึงปลัด / รมว. เรียนรู้จากผู้ป่วย ไขปัญหาวิชาการ เวชปฏิบัติน่ารู้ บุญค้ำ และกวีนิพนธ์หมออนามัย ซึ่งกอง บก.ได้พัฒนาปรับปรุงให้เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ข้อที่หก เรื่องการสนับสนุนทางการเงิน ในช่วงปีแรก ทีม บก. ได้ทำโครงการเสนอขอรับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก ได้เงินมา 2 แสนบาท วางแผนกันว่าจะต้องรณรงค์หาสมาชิก ให้มากที่สุด แต่ตั้งราคาค่าสมาชิกไว้กลางๆ ให้พออยู่ได้ ให้ค่าสมาชิกของนักศึกษา และของหมออนามัยที่สมัครเป็นส่วนตัว ต่ำกว่ากรณีที่สมัครในฐานะราชการ/สถาบัน นอกจากนี้ก็มีการขอโฆษณาสนับสนุนบ้าง โดยกอง บก.ตั้งหลักการไว้ว่า จะไม่ลงโฆษณามาก จะไม่ลงโฆษณาสินค้าฟุ่มเฟือย สุรา หรือสินค้าเกี่ยวกับธุรกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุข
องค์กรที่อุปถัมภ์วารสารมาตลอด ซึ่งต้องขอบคุณใน Spirit อันนี้เป็นอย่างสูง ก็คือบริษัทน้ำมันบางจาก ซึ่งจองโฆษณาปกหลังของวารสารมาตลด 6 ปี เต็มๆ แล้ว
หวังว่าคงจะจองไปตลอดกาล
องค์การเภสัชกรรม ก็ให้การสนับสนุนเป็นระยะๆ รวมทั้งสนับสนุนการพิมพ์พ๊อกเก็ตบุ๊คด้วย
ในด้านสมาชิกนั้น
ระยะแรกๆ มีสมาชิกสมัครมากันมากมาย รวมแล้ว 4-5 พันราย เป็นการสมัครส่วนตัวกว่า 1 พันราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยการสนับสนุนของประธานชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทยในยุคนั้น (พี่ประมวล อ่อนฤทธิ์ พี่ประทีป ชาญสมัย) รวมทั้งความพยายามผลักดันของคุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ แห่ง จ.พิจิตรด้วย คนเหล่านี้แหละที่วางรากฐานให้วารสารอยู่มาได้จนทุกวันนี้
ต่อมา เมื่อวารสารติดตลาดเป็นที่ยอมรับ ในบรรดาหมออนามัยก็มีเสียงเรียกร้องจากบรรดาหมออนามัยว่า น่าจะได้รับกันทุกสถานีอนามัย บางแห่งก็ยังไม่ทราบ บางแห่งก็ไม่รู้ว่าจะสมัครที่ไหนบางแห่งหมออนามัยอยากอ่าน แต่หัวหน้าไม่ยอมควักเงินบำรุงสมัครสมาชิก
ในที่สุด กระทรวงสาธารณสุขในยุคท่านปลัดไพจิตร ปวะบุตร และ ผอก.กองสาธารณสุขภูมิภาค นพ.มานิตย์ ธีระตันติกานนท์ โดยการผลักดันของ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ (ผู้ช่วยบรรณาธิการวารสาร) ก็ตัดสินใจยอมเฉือนงบประมาณแจกจ่ายให้แก่จังหวัดต่างๆ สมัครเป็นสมาชิกวารสารให้แก่บรรดาหมออนามัยทุกสถานีอนามัย สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นต้นมา และยังให้การสนับสนุนการดำเนินการ (เพื่อจะได้ไม่ต้องคิดค่าสมาชิกแพงนัก) ด้วยงบประมาณสนับสนุนองค์กรเอกชนสาธารณสุขอีกต่างหากด้วย
ครับ แล้ววารสารก็ออกมาจนได้
ฉบับแรกคลอดออกมา เดือนมิถุนายน พ.ศ.2534 ไม่ได้ถือฤกษ์ยามอะไรหรอกครับ เอาความสะดวก และความเป็นไปได้เข้าว่า ออกหลังจากโครงการทศวรรษแห่งการพัฒนาสถานีอนามัยได้รับอนุมัติจากกระทรวงสาธารณสุขแล้ว แต่วารสารหมออนามัยออกฉบับแรกก่อนที่โครงการทศวรรษแห่งการพัฒนาสถานีอนามัยจะได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2534 ถึง 3 เดือนทีเดียว
จากวารสารหมออนามัย สู่ผลงานอื่นๆ
6 ปีของวารสารหมออนามัย ไม่เพียงแต่วารสารที่ออกมาอย่างสม่ำเสมอ และไม่ล่าช้า รวม 36 ฉบับแล้ว ยังมีของแถมออกมาอีกหลายอย่าง
ผู้สื่อข่าวหมออนามัย มีการจัดตั้งผู้สื่อข่าวของวารสารหมออนามัย โดยการรับสมัครแบบอาสาสมัคร มีการประชุมอบรมผู้สื่อข่าว แจกกระเป๋าเอกสารและมีกิจกรรมต่อเนื่องจนเป็นคอลัมน์ "ในแวดวงหมออนามัย"
พ๊อกเกตบุค โดยรวบรวมบทความและคอลัมน์ประจำที่ลงพิมพ์ในวารสารหมออนามัย แล้วพิมพ์เป็นหนังสือฉบับกระเป๋าออกมาถึง 10 เล่ม ได้แก่ เรียนรู้จากผู้ป่วย 1-2 เวชปฏิบัติน่ารู้ ก้าวทันโรค 1-2 หิ่งห้อย หมออนามัยสัญจร ไขปัญหาวิชาการ บุญค้ำ และล่าสุดคือ ตู้ยา สอ.
เสื้อที่ระลึกหมออนามัย ทำเป็นเสื้อ T-shirt โดยเน้นคุณภาพเป็นหลัก และจำหน่ายแบบไม่หวังเท่าไร แต่หวังเผยแพร่ภาพลักษณ์ของหมออนามัย ปรากฎว่านิยมมาก ทำเพิ่มหลายรอบ ขณะนี้ขายไปหลายพันตัวแล้ว
โครงการสร้างความเข้มแข็งของประชาคมหมออนามัย โดยการให้ทุนสนับสนุนแก่หมออนามัยในการจัดทำโครงการที่จะมีการร่วมมือกันทำงานระหว่างหมออนามัยในต่างอำเภอ/จังหวัด ขณะนี้สนับสนุนไป 1 โครงการ
"วารสารหมออนามัยนี่ เขาอ่านกันจริงๆ วันก่อนผมไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในต่างจังหวัด เขาก็เอาเรื่องที่ผมสัมภาษณ์เกี่ยวกับตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขนั่นแหละ มาถามผม เขาบอกว่าเขารู้จากวารสาร ไปตามสถานีอนามัยก็เห็นมีวารสารวางอยู่ทุกแห่ง"

นพ.ยุทธ โพธารามิก รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข

เริ่มปีที่ 6 ทีมงานใหม่
พอเริ่มปีที่ 6 วารสารก็มีโอกาสต้อนรับทีมงานวิชาการใหม่ นำโดยคุณหมออำพล จินดาวัฒนะ ซึ่งมารับหน้าที่บรรณาธิการวิชาการตามที่สัญญาไว้ แม้จะมาล่าหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มา รวมทั้งมีคุณสุทธิสิทธิ์ ไมตรีจิตร์ หมออนามัยรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ เป็นผู้ช่วยที่แข็งขัน
ทีมงานใหม่ ได้ลุยงานในหลายเรื่อง เช่น เรื่องการสัมภาษณ์หมออนามัย เรื่องรายละเอียดที่ใกล้ตัวหมออนามัยทั้งหลาย ทำให้วารสารมีความเข้มข้นมากขึ้นอีก

มองไปข้างหน้า

เมื่อมองย้อนอดีต จนถึงปัจจุบันแล้ว ก็ต้องถามว่าอนาคตของวารสารเป็นอย่างไร
ประการแรก หมออนามัยเป็นเจ้าของ ต้องไปให้ถึงจุดที่วารสารเป็นของหมออนามัยให้ได้ 6 ปีที่ผ่านมา ประเมินได้ว่าวารสารทำโดยหมออนามัย หมออนามัยมีส่วนร่วม และมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ แต่ยังไม่ได้เป็นเจ้าของจริงๆ
อนาคต จะต้องหารูปแบบที่หมออนามัยสามารถเข้ามาถือหุ้น และส่งตัวแทนเข้ามาบริหารวารสารหมออนามัยได้เต็มที่
หมออนามัยคิดยังไง ช่วยกันแนะนำมาด้วย จะได้รูปแบบที่เหมาะสมที่สุดและเป็นไปได้
ประการที่สอง ทันสมัย เนื้อหาสาระจะต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของหมออนามัย มีเรื่องใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับงานของหมออนามัยยุคใหม่ เช่น คอมพิวเตอร์ หมออนามัยเขตเมือง
ประการที่สาม สร้างประชาคมหมออนามัย สร้างความเข้มข้นของกิจกรรมที่จะเสริมความเข้มแข็งของประชาคมหมออนามัย เพื่อให้หมออนามัยมีความสุข มีศักดิ์ศรี มีขวัญกำลังใจดี
ถ้าทำได้สามประการนี้ วารสารหมออนามัยก็จะก้าวเข้าสู่ยุคของการวางรากฐานที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับการพัฒนาสุขภาพอย่างยั่งยืนของประชาชนคนไทย
เป็นวารสารที่ดำเนินการเพื่อหมออนามัย
โดยหมออนามัย และมีหมออนามัยเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง