อีกมุมหนึ่งของชีวิต " ปาล์มปราบยุง ผลงานเด่นแห่งเมืองชุมพร "
พนมพร
ฉบับที่แล้วพาไปเยี่ยมเกาะปันหยี ฉบับนี้ขอพาแวะมาที่ชุมพร ก่อนจะไปที่ปากพะยูน เมืองหนังตะลุงในฉบับหน้า
ชุมพรเป็นเมืองเล็กๆ มีประชากรแสนกว่าคน ตัวเมืองสะอาด เป็นระเบียบ เงียบสงบ รถราไม่พลุกพล่านขวักไขว่ คนชุมพรได้รับคำชมเสมอว่า "มีความอดทนและมีน้ำใจ" แม้จะอยู่ในสภาวะใดก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันเสมอ คำขวัญของเมืองชุมพร คือ " ประตูภาคใต้ ไหว้เสด็จในกรม ชมไร่กาแฟ แลหาดทรายรี ดีกล้วยเล็บมือ ขึ้นชื่อรังนก " เพื่อนๆหมออนามัยมีโอกาสไปชุมพรก็อย่าลืมแวะชมให้ได้นะครับ
แวะเยี่ยม ผปข.
ฉบับนี้มาชุมพร เพราะได้รับคำแนะนำจากคุณสิทธิชัย ชูจีน ผู้ประสานงานข่าวจังหวัดชุมพร ซึ่งทำงานอยู่ที่ สอ.บ้านพละ อ.ปะทิว จึงถือโอกาสแวะเยี่ยม สอ.ที่เป็นจุดนัดพบแห่งนี้ก่อน
สอ.บ้านพละอยู่ติดถนนใหญ่ เลยประตูเมืองชุมพร (จากประจวบฯ) อยู่บนเนินเขา ลักษณะเด่นคือ บริเวณเสาธงทำคล้ายอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย สวยงามมาก คุณสิทธิชัยมีผู้ร่วมงานใน สอ. อีก 2 ท่าน คือคุณมาลา คุณาวุฒิ เป็นหัวหน้า และคุณสำเริง นพชำนาญ นักวิชาการผู้ออกแบบจัดแต่งบริเวณ สอ. สอ.บ้านพละรับผิดชอบประชากร 6 พันกว่าคน เจ้าหน้าที่ได้ค่า OT วันละ 100 บาท ที่นี่มีสิ่งที่น่าชมเชยคือ มีการจัดมุมวิชาการ จัดหนังสือไว้เป็นระเบียบ และกำลังจัดทำทะเบียนและบัตรยืมไว้ให้ประชาชนใช้บริการด้วย แสดงถึงความสนใจใฝ่หาความรู้ของเจ้าหน้าที่แถมยังเผื่อแผ่ไปห้ชุมชนด้วย และจากการพูดคุยทำให้รู้ว่า โรงพยาบาลปะทิวเป็นโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งที่ให้การช่วยเหลือสนับสนุน สอ.เป็นอย่างดี ทั้งทรัพยากร หยูกยา เงิน และวิชาการต่างๆ
จากพละสู่ปากคลอง
หลังจากแวะเยี่ยม สอ.ของ ผปข.(ซึ่งเป็นไกด์ให้เราด้วย ) ทีมงานก็มุ่งหน้าสู่ สอ.เป้าหมายครั้งนี้ บ้านปากคลอง ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร ถนนบางช่วงลาดยาง บางช่วงเป็นคอนกรีต ประมาณ ครึ่งชั่วโมงรถก็นำเรามาถึง สถานีอนามัยบ้านปากคลอง ที่ถูกล้อมรอบด้วยสวนปาล์มทั้ง 4 ทิศ ลักษณะ สอ.เป็นแบบแปลนเก่าที่ต่อเติมชั้นล่าง อ้อ! นอกจาก สอ.ปากคลองแล้ว ตำบลปากคลองยังมี สอ.อีกหนึ่งแห่งคือ สอ.บางแหวน ซึ่งเป็นสอ.ที่คุณ วิสันต์ สมตน นักวิชาการ ที่ได้รับรางวัลข้าราชการดีเด่น ปี พ.ศ.2542 ทำงานอยู่ แต่เป้าหมายของการมาครั้งนี้ของเรา คือ หมออนามัย เจ้าตำรับ " ปาล์มปราบยุง " คือ คุณฤทธี เพ็ชรนิล นักวิชาการซึ่งรักษาการหัวหน้าสอ.ปากคลอง พร้อมด้วยผู้ร่วมงานอีกคนคือ น้องนพรักษ์ จัตตามาศ
รู้ลึกศึกษาปาล์ม
ปาล์มน้ำมันมีถิ่นกำเนิดในแอฟริกา นำเข้ามาในประเทศไทยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยหม่อมเจ้าอมรมานลักษณ์ กิติยากร ปลูกครั้งแรกที่ ตำบลบ้านปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ต่อมาได้รับการส่งเสริมเป็นการค้าอย่างจริงจังใน พ.ศ.2511 ที่จังหวัดกระบี่และสตูล
ส่วนที่น่าสนใจของต้นปาล์มคือ ช่อดอก ปาล์มน้ำมันจะเริ่มออกดอกเมื่ออายุ 2-3 ปี ช่อดอกจะเกิดจากตาดอกซึ่งอยู่ตรงซอกโคนก้านใบทุกใบ มีทั้งช่อดอกตัวผู้และตัวเมีย
ช่อดอกตัวเมีย ยาวประมาณ 24-25 ซม. ประกอบด้วยช่อดอกย่อย ซึ่งประดับปลายแหลมเรียงอยู่บนแกนช่อใหญ่ ทั้งช่อจะมีดอกตัวเมียหลายพันดอก พร้อมที่จะผสม จะเห็นดอกตัวเมียซึ่งมี 3 แฉก มีสีขาวหรือสีเหลืองอ่อนเคลือบด้วยเมือกเหนียว หลังจากดอกได้รับการผสมแล้วประมาณ 3 เดือนจะเกิดเมล็ดซึ่งเป็นส่วนที่ให้น้ำมัน
ช่อดอกตัวผู้ ประกอบด้วยช่อดอกย่อยที่มีลักษณะยาวเรียงคล้ายนิ้วมือ แต่ละอันยาวประมาณ 12-20 ซม.เรียงอยู่บนแกนกลางแต่ละช่อย่อยจะมีดอกตัวผู้เล็กๆเกิดขึ้นโดยรอบประมาณ 60-200 ดอก โดยดอกบานจะเห็นเป็นสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม จะบานจากโคนมาปลายช่อดอก ช่อดอกตัวผู้มีเกสรประมาณ 25-30 กรัม เกสรจะมีอายุ 3-9 วัน และกว่าช่อดอกตัวผู้นี้จะสามารถนำมาจุดไล่ยุงได้ใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน
ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ยังสืบทอด
ภูมิปัญญาชาวบ้านจำนวนมากที่สูญหายขาดการสืบทอด แต่ก็ยังมีอีกมากเช่นกันที่ยังคงอยู่ในชุมชนและได้สืบสานถักทอกันเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ตัวอย่างคือ การใช้ช่อดอกเกสรตัวผู้ของปาล์มน้ำมันจุดไฟเพื่อไล่ยุง และด้วยความช่างคิด ช่างสังเกตของหมออนามัยอย่างหมอฤทธี นี่เองที่นำภูมิปัญญาชาวบ้านมาศึกษาจนเป็น เจ้าตำรับ "ปาล์มปรา
บยุง
" เกิดรูปแบบการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาชาวบ้านกับงานที่เป็นนโยบายของกระทรวงฯที่รณรงค์ควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออก ส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาที่มาจากคำบอกเล่า คือ
" เห็นเพื่อนบ้านเขาใช้กันมานานแล้ว แต่ยังไม่เคยลองใช้ เพิ่งเริ่มใช้ได้สัก 2 ปีที่ผ่านมานี่เอง ก็ได้ผลดี ประหยัดด้วย" คำบอกเล่าของน้าสมบูรณ์ คำชั่ง ชาวบ้านที่ทำสวนยางและสวนปาล์ม
" ควันจากดอกปาล์มไม่มีกลิ่นเหม็น ปกติแล้วจะแพ้ยากันยุง ได้กลิ่นแล้วเวียนหัวมาก แล้วดอกปาล์มก็หาง่าย ไม่ต้องซื้อ ใครไม่ได้ทำสวนปาล์มก็ขอแบ่งปันกันได้ .." ข้อมูลเพิ่มเติมจากลุงเคลื่อน สุขชนะ ก่อนเชื่อต้องลองก่อน
จากข้อมูลคำบอกเล่าและประสบการณ์ที่ได้เคยพบมา นำไปสู่การศึกษาทดลอง โดยการลองศึกษาแบบเปรียบเทียบโดยใช้ช่อดอกตัวผู้จุดไล่ยุงในกลุ่มบ้านตัวอย่าง จำนวน 30 หลัง แล้วนำผลไปเปรียบเทียบกับบ้านที่ไม่ได้ใช้ ผลการทดลองเบื้องต้นพบว่า ควันจากช่อดอกปาล์มตัวผู้ไม่สามารถฆ่ายุงได้ แต่สามารถไล่ยุงได้ และกลุ่มบ้านที่ทดลองใช้สำรวจไม่พบยุงลายถึงร้อยละ 86.7 นอกจากนี้ หมอฤทธียังศึกษาถึงความเหมาะสมของช่อดอกปาล์มที่นำมาใช้ว่า ควรเก็บช่อดอกตัวผู้ของปาล์มที่เริ่มแห้งใหม่ๆ และไม่ควรเก็บมานานเกิน 7 วัน จะได้ผลดีกว่า
ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ ทำให้สามารถเปิดประตูการประชาสัมพันธ์การป้องกันยุงลายด้วยช่อดอกเกสรตัวผู้ของปาล์ม และทำให้ประชาชนหันมาสนใจการป้องกันโรคไข้เลือดออกไปด้วยอีกทาง เมื่อประเมินในเชิงเศรษฐศาสตร์ถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นผลผลิตจากการนำวิชาการจากฐานภูมิปัญญาชุมชนมาพัฒนา โดยอาศัยแนวคิดงานสาธารณสุขมูลฐานที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการคิดและการร่วมปฏิบัติ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งของการทำงานในชุมชน
ฝากถึงเพื่อนหมออนามัย
การทำงานทุกอย่างย่อมได้ประสบการณ์ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ได้เพื่อน ได้เครือข่ายการทำงานที่จะช่วยกันคิดช่วยกันทำ สร้างสรรค์งานให้เกิดเป็นรูปธรรมและเกิดผลต่อชุมชน เราหวังว่ายังมีหมออนามัยอีกมากมายในหลายพื้นที่ที่ได้พยายามพัฒนางานในรูปแบบต่างๆ แต่ยังขาดการนำออกมาเผยแพร่ อาจจะด้วยข้อจำกัดใดๆก็ตาม แต่ถ้ามีโอกาสขอให้พวกเราพยายามเผยแพร่เพื่อการพัฒนาต่อๆไป อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ เป็นการสร้างความภาคภูมิใจร่วมกันทั้งในกาลนี้และกาลข้างหน้า เราขอเป็นกำลังใจ