กฎหมายสาธารณสุข " พ.ร.บ.ยาเสพย์ติด "

เสมอ กาฬภักดี
เดิม " ยาบ้า " ถือเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 2 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ต่อมาทางราชการได้ประกาศกำหนดให้ "ยาบ้า" เป็นยาเสพย์ติดให้โทษ พ.ศ.2518 ประเภทที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพย์ติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2539 เป็นต้นมา ดังนั้นในปัจจุบันนี้อัตราโทษตามกฎหมายเกี่ยวกับ"ยาบ้า" จึงเท่ากับอัตราโทษของ "เฮโรอีน" นั่นเอง ความหมายของยาเสพย์ติดให้โทษ
"ยาเสพย์ติดให้โทษ" ตามพระราชบัญญัติยาเสพย์ติดให้โทษ พ.ศ.2522 หมายถึง "สารเคมีหรือวัตถุชนิดใดๆ ซึ่งเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะรับประทาน ดม ฉีด หรือด้วยประการใดๆ แล้วทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจในลักษณะสำคัญ เช่น ต้องเพิ่มขนาดการเสพเรื่อยๆ มีอาการถอนยาเมื่อขาดยา มีความต้องการเสพทั้งร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงตลอดเวลา และสุขภาพโดยทั่วไปจะทรุดโทรม ให้รวมตลอดถึงพืชหรือส่วนของพืชที่เป็นหรือให้ผลผลิตเป็นยาเสพย์ติดให้โทษ หรืออาจใช้ผลิตเป็นยาเสพย์ติดให้โทษและสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพย์ติดให้โทษดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ไม่หมายความถึงยาสามัญประจำบ้านบางตำรับตามกฎหมายว่าด้วยยาที่มียาเสพย์ติดให้โทษผสมอยู่"
ประเภทของยาเสพย์ติดให้โทษ
"ยาเสพย์ติดให้โทษ" ตามพระราชบัญญัติยาเสพย์ติดให้โทษ พ.ศ.2522 แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ
ประเภทที่ 1 เป็นยาเสพย์ติดให้โทษชนิดร้ายแรง เช่น เฮโรอีน แอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้านั่นเอง ฯลฯ
ประเภทที่ 2 เป็นยาเสพย์ติดให้โทษทั่วไป เช่นมอร์ฟีน โคคาอีน โคเคอีน ฝิ่นยา ฯลฯ
ประเภทที่ 3 เป็นยาเสพย์ติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นต้นตำรับยา และมียาเสพย์ติดให้โทษประเภทที่ 2 ผสมอยู่ด้วยตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ประเภทที่ 4 เป็นสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพย์ติดให้โทษประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 2 เช่น อาเซติคแอนไฮไดรด์ อาเซติลคลอร์ไรด์ ฯลฯ
ประเภทที่ 5 เป็นยาเสพย์ติดให้โทษที่ไม่อยู่ในประเภท 1-4 เช่น กัญชา พืชกระท่อม พืชฝิ่น พืชเห็ดขี้ควาย

ความผิดเกี่ยวกับ "ยาบ้า" และ "เฮโรอีน"

1. ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต
การผลิต หมายถึง การเพาะ การปลูก การทำ การผสม การปรุง การแปรสภาพ การเปลี่ยนรูป การสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุด้วย เช่นการอัดเฮโรอีนเป็นแท่ง ยกเว้นการแบ่งบรรจุเพื่อความสะดวกในการเสพของตนเองไม่ถือเป็นการผลิต
การนำเข้า หมายถึงการนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร หากไม่ได้นำเข้ามาในประเทศไทยเพียงแต่นำมาที่บริเวณชายแดนประเทศที่อยู่ติดกัน ไม่ถือว่าเป็นการนำเข้า
การส่งออก หมายถึงการนำหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แม้จะยังไม่ได้นำขึ้นเครื่องหรือยานพาหนะก็ถือว่าเป็นการพยายามทำความผิด

2. ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก เพื่อจำหน่าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต และให้ได้รับโทษหนักขึ้นกว่าปกติ ใน 2 กรณี คือ

ก. มีพฤติการณ์จำหน่าย แม้เฮโรอีนหรือยาบ้าที่เป็นของกลางจะมีน้ำหนักไม่ถึง 20 กรัม ก็ให้ถือเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายและจะต้องได้รับโทษหนักขึ้น
ข. มีน้ำหนักคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป การผลิต นำเข้า ส่งออก เฮโรอีนหรือยาบ้า ซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ มีน้ำหนักตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป กฎหมายให้ถือเป็นเด็ดขาดว่าเป็นการกระทำเพื่อการจำหน่าย

3. ผู้จำหน่าย การจำหน่ายเฮโรอีน หรือยาบ้า มีเกณฑ์การพิจารณาโทษ ดังนี้

ก. ถ้าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ มีน้ำหนักไม่เกิน 100 กรัม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 50,000 - 500,000 บาท
ข. ถ้าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ มีน้ำหนักเกินกว่า100 กรัม ต้องระวางโทษประหารชีวิต การจำหน่าย หมายถึงการขาย การจ่าย การแจก การแลกเปลี่ยน การให้

4. ผู้มีไว้ครอบครอง กฎหมายห้ามครอบครอง เว้นแต่ครอบครองในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการตามที่รัฐมนตรีจะอนุญาตเป็นหนังสือเฉพาะรายหรือเฉพาะที่เห็นสมควรเท่านั้น โทษการครอบครอง มี 2 กรณี ดังนี้

ก. การครอบครองโดยมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์น้ำหนักไม่ถึง 20 กรัม โดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 - 100,000 บาท
ข. การครอบครองเพื่อจำหน่าย และการครอบครองโดยมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์น้ำหนักตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป กฎหมายให้ถือว่าเป็นการ "มีไว้ครอบครองเพื่อจำหน่าย" ให้มีโทษเช่นเดียวกับการจำหน่าย

5. ผู้เสพ ผู้ที่เสพเฮโรอีนหรือยาบ้า ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน-10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 -100,000 บาท

การเสพ หมายถึงการรับยาเสพย์ติดให้โทษเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าด้วยวิธีรับประทาน สูดดม ฉีด ถือเป็นการเสพทั้งสิ้น
นอกจากพระราชบัญญัติยาเสพย์ติดให้โทษ พ.ศ.2522 แล้ว ขณะนี้ยังมีพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพย์ติด พ.ศ. 2534 กำหนดให้มีมาตรการต่างๆเพิ่มเติม เช่นถ้าข้าราชการ พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพย์ติด คือ ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย มีไว้ครอบครองเพื่อจำหน่าย รวมทั้งการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว ให้ต้องระวางโทษเป็น 3 เท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นๆ
นอกจากจะปราบปรามโดยใช้กฎหมายแล้ว การแก้ปัญหายาเสพย์ติดให้โทษให้ได้ผล จะต้องสร้างจิตสำนึกและสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนให้ตระหนักถึงพิษภัยและโทษของยาเสพย์ติด โดยเฉพาะในกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดยา เช่น กลุ่มผู้ใช้แรงงาน นักเรียนนักศึกษา ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชนจึงจะประสบผลสำเร็จ