บทฟื้นฟูวิชาการ " การตรวจปัสสาวะ เพื่อค้นหาผู้เสพยาบ้า "

ภญ.วรางค์ บุญช่วย,ภญ.ดวงพร อภิกันตพันธ์
เราสามารถตรวจหาผู้เสพได้จากการตรวจปัสสาวะ เนื่องจากภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากเสพ"ยาบ้า" สารออกฤทธิ์แอมเฟตามีนจะถูกขับออกทางปัสสาวะในรูปเมทแอมเฟตามีน ประมาณ 44 % และบางส่วนถูกขับออกในรูปที่ถูกเปปลี่ยนแปลงเป็นแอมเฟตามีนและ 4-ไฮดรอกซีเมทแอมเฟตามีน สำหรับอีเฟดรีนจะถูกขับออกมาประมาณ 55-75 % ส่วนตัวยาที่เหลือจะถูกขับออกในรูปของนอร์อีเฟดรีน กรดเบนโซอิก และกรดฮิปปูริค

การตรวจพิสูจน์
การดำเนินการแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้

1. การเก็บปัสสาวะ

1.1 บุคลากร ควรเป็นเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมวิธีการใช้ชุดตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว
1.2 สถานที่ ได้แก่ ห้องสุขา ควรจัดเตรียมให้มีความสะอาด ไม่มีสบู่ ผงซักฟอกหรือสารอื่นใดวางอยู่ ปิดวาล์วก๊อกน้ำทุกแห่ง และใส่สีฟ้าลงในถังน้ำ โถชักโครก หรือน้ำที่กักเก็บไว้
1.3 เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น ได้แก่
- ขวดพลาสติกแห้งและสะอาดพร้อมฝาปิด ขนาดบรรจุ 60 มิลลิลิตรสำหรับบรรจุตัวอย่างปัสสาวะ
- อุปกรณ์สำหรับผนึกขวด (ควรมีตราสัญลักษณ์ หน่วยงานที่ตรวจ)
- ฉลากปิดขวด
- ปากกากันน้ำสำหรับเขียนฉลาก
- แบบฟอร์มบันทึกประวัติผู้เข้ารับการตรวจ ลักษณะปัสสาวะและผลการตรวจ
1.4 วิธีการเก็บปัสสาวะ
- เก็บปัสสาวะภายในเวลา 24 ชั่วโมง หลังจากเสพยา
- ควบคุมไม่ให้มีการสับเปลี่ยนหรือปนปลอมสารอื่นลงในปัสสาวะ
- ตรวจสอบลักษณะ คุณสมบัติทั่วไป เช่น สี , กลิ่น , อุณหภูมิ
- เขียนฉลาก ปิดบนขวด เจ้าหน้าที่และเจ้าของปัสสาวะลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน

2. การตรวจพิสูจน์เบื้องต้น ( Screening Test )

เป็นการตรวจเพื่อคัดแยกตัวอย่างปัสสาวะที่ให้ผลบวก คือมีความเป็นไปได้ว่าจะมีสารออกฤทธิ์ยาบ้า คือเมทแอมเฟตามีน /อี-เฟดรีนผสมอยู่ ออกจากปัสสาวะที่ไม่มียาบ้า โดยใช้ชุดทดสอบสำเร็จรูป ผลการตรวจในขั้นนี้ไม่สามารถยืนยันความถูกต้องว่ามีการเสพยาบ้าหรือไม่ จนกว่าจะผ่านการตรวจในขั้นยืนยันผล

ชุดทดสอบเบื้องต้น
1) ชุดทดสอบของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

หลักการ สารออกฤทธิ์ยาบ้าจะทำปฏิกิริยากับน้ำยาตรวจสอบ ทำให้น้ำยาตรวจสอบเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีม่วงแดง โดยมีความสามารถในการตรวจหายาบ้าในปัสสาวะได้ในความเข้มข้นตั้งแต่ 3 ไมโครกรัม/มิลลิลิตรขึ้นไป
วิธีใช้ ดูดปัสสาวะใส่หลอดตรวจแล้วเติมน้ำยาตรวจสอบลงไป
การอ่านผล ผลบวก : น้ำยาชั้นล่างเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีม่วงหรือม่วงแดง
ผลลบ : น้ำยาชั้นล่างไม่เปลี่ยนสีเป็นสีม่วง ส่วนมากจะเป็นสีเขียว
การแปลผล ต้องระวังการเกิด ผลบวกลวง หรือ ผลลบลวงอันเนื่องจากตัวยาหรือสารอื่นที่ไม่ใช่ยาบ้า ยาที่ให้ผลบวกลวง เช่น ยาในกลุ่มแก้แพ้ แก้หวัด ยาลดความอ้วน ยาเสพย์ติดประเภทมอร์ฟีน โคเคอีน เฮโรอีน และยาบำบัดรักษาผู้ติดยา สำหรับยาที่ให้ผลลบลวง เช่น ยารักษาโรคไต

2) ชุดทดสอบสำเร็จรูปที่ใช้หลักการภูมิคุ้มกันวิทยา ( Immunoassay )

หลักการ ใช้หลักการ Immunochromatographic Technique ความสามารถในการตรวจมีทั้งแบบให้ผลบวกเมื่อปัสสาวะมีปริมาณเมทแอมเฟตามีนตั้งแต่ 500 นาโนกรัม/มิลลิลิตร ขึ้นไป และแบบที่มีปริมาณเมทแอมเฟตามีนตั้งแต่ 1000 นาโนกรัม/มิลลิลิตรขึ้นไป
วิธีใช้และการอ่านผล สามารถดูได้ตามคู่มือที่แนบในกล่อง
3. การตรวจยืนยันผล ( Confirmation Test ) เป็นการตรวจเพื่อยืนยันผลบวกในขั้นตอนการตรวจพิสูจน์เบื้องต้น ว่าในปัสสาวะมีสารแอมเฟตามีน และอีฟีดรีนจริงหรือไม่ โดยการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งในห้องปฏิบัติการ
วิธีการที่นิยมคือ โครมาโตกราฟฟี ( Chromatography) ซึ่งมี 4 ชนิด คือ
1) Thin Layer Chromatography ( TLC) เป็นวิธีการที่สะดวก เสียค่าใช้จ่ายน้อย ห้องปฏิบัติการทั่วไปสามารถทำได้
2) Gas Liquid Chromatography ( GLC , GC )
3) High Perfermance Liquid Chromatography (HPLC)
4) Gas Chromatography/Mass Spectromety ( GC / MS) เป็นวิธีการที่ดีที่สุด แต่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูง ผู้ที่ทำการตรวจต้องมีความรู้ความชำนาญเป็นอย่างดี
ในการตรวจยืนยันผล บางครั้งจำเป็นต้องใช้วิธีการตรวจพิสูจน์ร่วมกันหลายๆวิธี เพื่อให้ได้ผลที่ถูกต้องแม่นยำสามารถนำไปประกอบการพิจารณาตัดสินคดีความได้
4. การนำผลการตรวจไปใช้ประโยชน์
ข้อมูลจากการตรวจพิสูจน์เบื้องต้น
1) ใช้สำหรับการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของยาบ้าในบางกลุ่มเป้าหมาย เช่น นักเรียน
2) ไม่ควรนำไปใช้ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดหรืเพื่อการตัดสิทธิประโยชน์ของผู้อื่น ข้อมูลจากการตรวจยืนยันผล
1) การบำบัดรักษาและการเฝ้าระวัง
2) ประกอบการดำเนินคดีและเป็นข้อมูลสำหรับการป้องกันและปราบปรามยาบ้า
จากเอกสารเผยแพร่ จดหมายข่าวยาเสพย์ติด "ฟ้าใส" ฉบับพิเศษ กระทรวงสาธารณสุข, 2542