บทความวิชาการ " หลายสิ่งที่ต้องสังวรก่อนจะตรวจปัสสาวะ "
นพ.สุชาติ เลาบริพัตร
ตรวจปัสสาวะหายาบ้าบอกอะไรบ้าง
พอเอ่ยถึง"ยาบ้า" คนส่วนใหญ่จะนึกถึงการตรวจปัสสาวะทันที ความเชื่อมโยงนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรก็ไม่ทราบ ทั้งๆที่การตรวจปัสสาวะสามารถใช้ตรวจหาสารเสพย์ติดได้ทุกชนิด แต่สารที่ใช้ตรวจจะแตกต่างกัน การตรวจหาสารกลุ่ม Amphetamines หรือยาบ้า เราก็ใช้สารชนิดหนึ่งซึ่งจะถูกขับออกมากับปัสสาวะเกือบทั้งหมดภายใน 24 ชั่วโมง ดังนั้นเมื่อตรวจพบสารในกลุ่ม Amphetamines ในปัสสาวะเราจะบอกได้เพียงว่าผู้นั้นเสพยาบ้ามาภายใน 24 ชั่วโมง หากเสพมานานกว่านี้จะตรวจไม่พบ ติดยาบ้าหรือไม่การตรวจปัสสาวะไม่สามารถบอกได้ คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้ปกครองมักเข้าใจผิดพอตรวจปัสสาวะยืนยันพบสาร Amphetamines ก็จะตกใจและทึกทักทันทีว่าเด็กติดยาบ้า ต้องนำส่งโรงพยาบาลหรือสถานบำบัดยาเสพย์ติดทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจและปฏิบัติไม่ถูกต้องนัก
"ยาบ้า" แตกต่างจากเฮโรอีนหลายอย่าง ยาบ้าเป็นสารกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางในขณะที่เฮโรอีนกดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง และยังมีฤทธิ์ทำให้ติดยาน้อยกว่าเฮโรอีน ผู้เสพยาบ้าจึงไม่ได้ติดยาง่ายหรือเร็วเท่าเฮโรอีน ขึ้นอยู่กับขนาดและวิธีเสพ โดยวิธีสูบควันจะติดได้เร็วกว่าวิธีกิน
แม้ว่าการเสพยาบ้าจะติดยาช้ากว่าเฮโรอีน แต่การติดยาบ้าก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบประสาทอย่างมาก โดยจะเริ่มติดทางจิตใจก่อน และต่อมาจะเริ่มติดทางกาย มีความอยากมากขึ้น เมื่อขาดยาจะมีอาการขาดยา ( withdrawal symptoms ) คือมีอาการหงุดหงิด กระวนกระวาย นอนไม่หลับ ซึมเศร้า บางรายถึงฆ่าตัวตาย
จะเห็นได้ว่าการวินิจฉัยว่าเด็กติดยาบ้าหรือไม่ ไม่ใช่ดูจากผลการตรวจปัสสาวะเท่านั้น แต่ต้องมีการซักประวัติ สังเกตอาการและอาการแสดงที่ปรากฏออกมาด้วย พอตรวจฉี่พบสีม่วงก็รีบทึกทักว่าเสพยาแล้ว ผลกระทบด้านลบของการตรวจปัสสาวะหายาบ้าที่พบอยู่เป็นประจำอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ตรวจ (ที่ไม่มีความรู้เพียงพอ ) จะทึกทักทันทีว่าตรวจพบยาบ้าในปัสสาวะในขณะที่เพิ่งทราบผลการตรวจเบื้องต้นเท่านั้น
การตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารออกฤทธิ์ยาบ้า มี 2 ขั้นตอน คือ การตรวจเบื้องต้น ( screening test ) และการตรวจเพื่อยืนยัน ( confirmation test ) การตรวจเบื้องต้น เป็นการตรวจเพื่อคัดกรองเท่านั้น เนื่องจากการตรวจเพื่อยืนยันมีวิธีการซับซ้อน และเสียค่าใช้จ่ายสูงจึงไม่สามารถกระทำได้กับกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากๆ ในขณะที่การตรวจเบื้องต้นด้วยน้ำยาที่ให้สี ( color test ) เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก เสียค่าใช้จ่ายไม่มาก แต่ผลเสียของ color test คือให้ผลบวกลวงสูง ซึ่งหากทึกทักทันทีก็จะเป็นผลเสียต่อผู้ถูกตรวจ และครอบครัวได้ จับเด็กตรวจปัสสาวะไม่ง่ายอย่างที่คิด
เนื่องจากการตรวจปัสสาวะหายาบ้าจะตรวจพบเฉพาะรายที่เสพภายใน 24 ชั่วโมงเท่านั้น และยิ่งปัสสาวะที่มีความเป็นกรดสูง ( เช่นกินวิตามินซี น้ำมะนาว ) ยาบ้าก็จะถูกขับออกจากร่างกายเร็วกว่าปกติ โอกาสจะตรวจพบยาบ้าในปัสสาวะก็จะยิ่งน้อยลง นอกจากนี้ต้องเสียค่าใช้จ่าย เสียเวลาและกำลังคนในการตรวจ อีกทั้งผู้ปกครองบางคนไม่พอใจหากต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการตรวจเอง หรือไม่เชื่อผลการตรวจโดยเฉพาะบางโรงเรียนที่ใช้ชุดตรวจไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีการ อบรมเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจให้ดีพอ ผลการตรวจและการวิเคราะห์ผลจึงไม่สมบูรณ์
ดังนั้น หากผู้บริหารของโรงเรียนใดคิดจะแก้ไขปัญหายาบ้าด้วยการตรวจปัสสาวะก็ควรศึกษาหาความรู้และตั้งวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนก่อน
การตรวจปัสสาวะหายาบ้ามีประโยชน์มากหากรู้จักใช้
การตรวจปัสสาวะจะมีประโยชน์มากในด้านการป้องปราม โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือสงสัย การตรวจปัสสาวะเพื่อการป้องปรามควรทำเป็นระยะๆอย่างต่อเนื่อง และไม่ควรบอกให้นักเรียนทราบล่วงหน้า อีกทั้งต้องมีความชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหาผู้ที่ตรวจพบอย่างไร
การป้องปรามควรดำเนินการเป็นขั้นตอน เริ่มจากครูประจำชั้นสังเกตพฤติกรรมนักเรียนในชั้นว่ามีใครน่าสงสัยว่าเสพยาบ้า หรือมีพฤติกรรมเสี่ยง จากนั้นจึงให้ความรู้ คำแนะนำ พูดคุยถึงปัญหายาเสพย์ติดรวมถึงปัญหาของนักเรียน แล้วพยายามแบ่งกลุ่มเป้าหมายนักเรียนให้ได้
การแบ่งกลุ่มเป้าหมายนักเรียนไม่ใช่เรื่องง่ายต้องใจเย็น ใช้ความพยายามและเวลาสักระยะหนึ่ง อย่าหลงผิดคิดว่าการตรวจปัสสาวะจะช่วยแบ่งกลุ่มเป้าหมายได้ บางครั้งอาจใช้แบบสอบถามที่ไม่ระบุชื่อร่วมด้วย และควรใช้การสังเกต การซักประวัติร่วมด้วย รู้กลุ่มเป้าหมายแล้วจะทำอย่างไร
การที่จะแก้ปัญหายาเสพย์ติดในโรงเรียน ก่อนอื่นเราต้องทราบว่าปัญหาของเราคืออะไร นักเรียนติดยาแล้วหรือยัง หรือเพียงแค่ลองยังไม่ติด พฤติกรรมเสี่ยงคืออะไร ปัญหาที่ซ่อนอยู่ของนักเรียนคืออะไร ต้องตอบปัญหาดังกล่าวให้ได้ก่อน จึงจะวางแนวทางแก้ไขได้ผล นอกจากนี้ เราไม่ควรสนใจเฉพาะนักเรียนที่เสพ หรือผู้ติดยา ทางที่ดีควรจะป้องกันในกลุ่มนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงและกลุ่มนักเรียนทั่วไปด้วย
แนวทางการดำเนินงานในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย มีดังนี้
กลุ่มนักเรียนปกติ คือ กลุ่มนักเรียนทั่วไป ควรเน้นที่การสร้างภูมิคุ้มกันโดยการให้ความรู้และสอนทักษะการปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง
กลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ควรมอบหมายให้ครูที่สามารถใกล้ชิดนักเรียนเป็นผู้ให้คำปรึกษา (counselling) และช่วยให้ข้อเสนอแนะนักเรียนในการเลิกพฤติกรรมเสี่ยง จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ หรือใช้วิธีให้เพื่อนเตือนเพื่อน รวมทั้งการประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองร่วมกันหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
สำหรับกลุ่มที่ลองใช้ยาเสพย์ติดแล้ว หรือใช้เป็นครั้งคราว แต่ยังไม่มีอาการบ่งบอกว่าติดยา กรณีนี้ครูกับผู้ปกครองควรเป็นตัวหลักในการแก้ไขปัญหา โดยใช้มาตรการป้องปรามร่วมกับมาตรการในกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง
กลุ่มที่ติดยาเสพย์ติดแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำเด็กไปปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลหรือสถานบำบัดยาเสพย์ติดสำหรับนักเรียนที่ติดยาบ้า สำหรับแพทย์ในโรงพยาบาลทุกแห่งต้องมีความรู้และขีดความสามารถที่จะให้การบำบัดรักษา แต่การบำบัดรักษาที่จะได้ผลดีต้องเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างผู้ปกครองครูและแพทย์ผู้รักษา