บทความพิเศษ " บทบาทของหมออนามัยกับงานแก้ไขปัญหา ยาเสพย์ติดในชุมชน "

นพ.สุชาติ ตรีทิพย์คุณ
สถานการณ์ของปัญหา
ในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ (พ.ศ.2539-2542) ปัญหายาเสพย์ติดในประเทศไทยได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการแพร่ระบาดเข้าไปในกลุ่มเยาวชนอย่างกว้างขวาง ทั้งที่อยู่ในและนอกระบบการศึกษา จากข้อมูลการสำรวจสภาพปัญหายาเสพย์ติดในภาพรวมของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2536 โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย สรุปได้ประเด็นสำคัญคือ จำนวนผู้เสพยาเสพย์ติดทั้งประเทศ (ยกเว้นบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ) มีประมาณ 1.2 ล้านคน สารเสพย์ติดที่มีการแพร่ระบาดมากที่สุดในขณะนั้น คือ สารระเหย (กาว ทินเนอร์ แลกเกอร์ ฯลฯ ) นับจากนั้นยังไม่มีการสำรวจระดับชาติ (national survey ) อีก อย่างไรก็ตาม ตัวเลขของผู้เสพยาเสพย์ติดขณะนี้ ( พ.ศ. 2542 ) มีการคาดคะเนว่าอยู่ระหว่าง 3-4 ล้านคน อายุส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 15-17 ปี และส่วนมากเป็นนักเรียน

นอกจากนี้ จากข้อมูล กรณีศึกษา : ศูนย์บำบัดรักษายาเสพย์ติดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น ระหว่าง พ.ศ. 2540-2542 :ซึ่งเก็บจากผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดรักษาในศูนย์ฯ พบสถิติที่สำคัญ คือ ประเภทของสารเสพย์ติด พบว่าปี พ.ศ.2542ผู้ป่วยที่เสพยาบ้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก ปี พ.ศ. 2541 ถึงร้อยละ 25 ส่วนจำนวนผู้เสพสารระเหยมีความเปลี่ยนแปลงขึ้นลงไม่แน่นอน อายุ พบว่า ระหว่างปี พ.ศ.2540-2541 ผู้ป่วยที่เสพยาบ้ามีอัตราเพิ่มขึ้นในกลุ่มอายุต่ำกว่า 15 ปี และระหว่าง 16-25 ปี ในขณะที่ ปี พ.ศ. 2542 มีแนวโน้มลดลงในทุกกลุ่มอายุ อาชีพ พบว่าในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา กลุ่มที่เสพยาบ้ามากที่สุด คือ นักเรียน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มว่างงานและกลุ่มเกษตรกรรม

คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 141/2541 กับภาระกิจของกระทรวงสาธารณสุข

จากสภาพปัญหายาเสพย์ติดที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 141/2541 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2541 โดยเน้นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และประชาชน ภายใต้ยุทธศาสตร์ " ราษฎร์-รัฐร่วมใจ ต้านภัยยาเสพย์ติด " คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2541 เป็นต้นมา สาระสำคัญของคำสั่ง สรุปได้ดังนี้
เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลตามคำสั่งดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขจึงได้กำหนดนโยบาย และแนวทางปฏิบัติเพื่อการป้องกันและบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพย์ติด มีสาระสำคัญ 3 หัวข้อ ดังนี้ 1.นโยบายการป้องกันและบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพย์ติด
1.1 บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกคน ต้องตระหนักว่า ผู้ติดยาเสพย์ติดเป็นผู้ป่วยที่ต้องการการบำบัดรักษาที่ถูกต้องทั้งทางร่างกายและจิตใจ
1.2 กำหนดและพัฒนามาตรฐานการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพย์ติด
1.3 เร่งเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทั่วประเทศ ให้มีความรู้ความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับปัญหาการแพร่ระบาดของยาบ้า และสามารถประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างดี

2. แนวทางการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพย์ติด

2.1 มาตรการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ กำหนดบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่สำคัญ ดังนี้
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด มีบทบาทหน้าที่
(1) ผลักดันงานงานด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพให้สามารถรองรับจำนวนผู้ติดยาเสพย์ติดที่สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาในแต่ละจังหวัด หากไม่จำเป็นไม่ควรส่งผู้ติดยาไปบำบัดรักษาที่จังหวัดอื่น
(2) ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆในคณะอนุกรรมการป้องกันปราบปรามยาเสพย์ติดจังหวัด(ปปส.จ.)ในการวางแผนและดำเนินงานแก้ไขปัญหายาเสพย์ติดในภาพรวมของจังหวัด
(3) วางแผนและผลักดันให้สถานพยาบาลต่างๆดำเนินงานบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพย์ติดครอบคลุมทั้งจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป มีบทบาทหน้าที่
(1) ให้ถือเป็น " สถานบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพย์ติด" ตามพระราชบัญญัติยาเสพย์ติดให้โทษ พ.ศ.2522 ทุกแห่ง
(2) เป็นพี่เลี้ยงโรงพยาบาลชุมชนและรับการส่งต่อผู้ป่วยติดยาเสพย์ติดที่มีอาการแทรกซ้อนจากโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลชุมชน มีบทบาทหน้าที่
(1) ในกรณีที่มีการระบาดของยาเสพย์ติดในพื้นที่ ควรดำเนินการขออนุญาตเปิดเป็นสถานบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพย์ติดตามพระราชบัญญัติยาเสพย์ติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยขออนุญาตผ่านทาง กองประสานการปฏิบัติการรักษาผู้ติดยาและสารเสพย์ติด กรมการแพทย์
(2)สำหรับโรงพยาบาลอื่นๆต้องเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรให้สามารถให้การบำบัดรักษาเบื้องต้น และให้คำปรึกษาแก่ผู้ติดยาและญาติพี่น้องอย่างมีประสิทธิภาพ สถานีอนามัย ให้มีบทบาทหน้าที่สำคัญในการดูแลติดตามผู้ติดยาเสพย์ติดที่ได้เข้าการบำบัดรักษามาจากโรงพยาบาลแล้ว โดยการให้คำปรึกษาและเฝ้าระวังไม่ให้หวนกลับไปเสพยาเสพย์ติดซ้ำอีก
2.2 มาตรการส่งเสริมสุขภาพ โดย ให้การศึกษาแก่กลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสม โดยเน้นกลุ่มนักเรียนในสถานศึกษา และผลักดันการดำเนินกิจกิจกรรม " ฝึกทักษะชีวิต" เพื่อให้นักเรียนฝึกตนเองให้สามารถดำรงชีวิตโดยห่างไกลจากอบายมุขรวมทั้งยาเสพย์ติด
2.3 มาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพย์ติด ได้แก่
(1) สุ่มตรวจปัสสาวะผู้ที่สงสัยว่าเสพยาบ้าเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
(2) สำรวจพฤติกรรมเสี่ยง ข้อมูลการเสพและติดยาเสพย์ติดของนักเรียน เพื่อนำมาวางแผนแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับปัญหาของแต่ละสถานศึกษา
(3) ในระดับชุมชน หน่วยงานสาธารณสุขควรประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน โดยปรับกิจกรรมให้สอดคล้องกับ " โครงการประชาคมหมู่บ้านต้านยาเสพย์ติด "

3. แนวทางตามยุทธศาสตร์ ราษฎร์-รัฐร่วมใจต้านภัยยาเสพย์ติด

สำหรับบุคลากรสาธารณสุข เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลตามคำสั่งฯ ที่ 141/2541
3.1 การแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วย 3 มาตรการหลัก ดังนี้
(1) มาตรการลดอุปสงค์ ( demand reduction ) คือการลดความต้องการใช้ยาเสพย์ติดได้แก่ งานป้องกันและบำบัดรักษา
(2) มาตรการลดอุปทาน ( supply reduction ) คือ ลดการผลิต ลำเลียงและจำหน่าย เช่ได้แก่ งานปราบปราม
(3) มาตรการลดผลกระทบ ( harm reduction/minimization ) คือการลดผลกระทบทางลบต่อครอบครัวและสังคม เช่น การจัดหาเข็มฉีดยาที่สะอาดให้แก่ผู้ป่วยยาเสพย์ติด เพื่อลดอัตราการแพร่กระจายของการติดเชื้อเอดส์

3.2 กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน

ปัจจุบัน( 2542) ยาเสพย์ติดที่มีการแพร่ระบาดมากที่สุด คือ "ยาบ้า" และกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญที่สุด คือ นักเรียนและเยาวชน ดังนั้นหน่วยงานสาธารณสุขควรมีการประสานกิจกรรมการแก้ปัญหาร่วมกับสถานศึกษาในพื้นที่ของตนอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ปัญหายาเสพย์ติดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งกลุ่มผู้เสพยาเสพย์ติดแต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกัน การติดตามสถานการณ์ของปัญหายาเสพย์ติดในพื้นที่จึงเป็นเรื่องจำเป็น

3.3 การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน

(1) ครอบครัว ถือเป็นผู้ที่ควรรับผิดชอบสูงสุด เพราะเป็นผู้ที่อยู่กับปัญหา ดังนั้นการแก้ไขปัญหาในระดับครอบครัวจึงอยู่ที่การแก้ไขทัศนคติของผู้ปกครองและญาติที่เกี่ยวข้องให้มีความเข้าใจสาเหตุของปัญหา ยอมรับว่าตนเองมีส่วนให้เกิดปัญหา และรู้วิธีการเป็นผู้ให้การบำบัดรักษาที่ถูกต้อง
(2) สถานศึกษา ควรผลักดันและสนับสนุนให้อาจารย์ทุกคนมีความพร้อมที่จะดูแลให้คำปรึกษา และช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหาอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และครบวงจร
(3) ชุมชน ผลักดันให้มีการจัดตั้งองค์กรชุมชน เพื่อทำหน้าที่แก้ไขปัญหาของตัวเองโดยรัฐมีหน้าที่สนับสนุนด้าน ความรู้ งบประมาณ การติดตามประเมินผล สาเหตุของปัญหายาเสพย์ติด

ในที่นี้ขอสรุปสาเหตุของปัญหาตามหลักวิชาการระบาดวิทยาออกเป็น 3 หัวข้อ ดังนี้

1. ตัวต้นเหตุ (agent) ในที่นี้หมายถึง สารเสพย์ติด
2. คน (host) หมายถึงผู้เสพยาเสพย์ติด ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่าบุคคลกลุ่มนี้มักมีความผิดปกติในเรื่องบุคลิกภาพ ซึ่งหมายถึงนิสัยใจคอ วิธีคิด ทัศนคติในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหา การควบคุมอารมณ์ ก่อนที่จะนำไปสู่พฤติกรรมเสพยา บุคลิกภาพที่พบในผู้เสพยาเสพย์ติดมีอยู่ 2 ประเภท คือ
(1) ต่อต้านสังคม และ
(2) พึ่งพาผู้อื่น ประเภทแรกเกิดจากการขาดความรักความอบอุ่นและการอบรมสั่งสอนในเรื่องศีลธรรม ประเภทที่สองเกิดจากการที่ผู้ปกครองรักและตามใจมากเกินไป 3. สิ่งแวดล้อม ( environment) เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ "เสพยาเสพย์ติด"ได้ง่ายขึ้น เช่น อยู่ใกล้แหล่งจำหน่าย คบเพื่อนไม่ดี บรรยากาศในบ้านไม่น่าอยู่ เป็นต้น
วิธีการบำบัดรักษา มีอยู่ 4 ขั้นตอน คือ
ในช่วงแรกๆของการเลิกเสพยา ผู้ป่วยต้องการกำลังใจอย่างมาก ความเข้าใจของผู้ปกครอง การทำครอบครัวบำบัด หรือการให้คำปรึกษาแก่สมาชิกในครอบครัว เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ เพราะเป็นส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา ความรู้และประสบการณ์ของผู้ให้การบำบัดรักษาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
บทบาทของสถานีอนามัยกับการแก้ไขปัญหายาเสพย์ติด
ปัจจัยแห่งความสำเร็จของงาน