จากสหพันธ์แพทย์ชนบท ถึง ชมรมแพทย์ชนบท และมูลนิธิแพทย์ชนบท

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ

วันที่ 14 ตุลาคม พุทธศักราช 2516 วันนี้เป็นวันที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ เพราะได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองสังคมและเศรษฐกิจ ทำให้เกิดมีการเรียกร้องสิทธิความเสมอภาค และความยุติธรรมทางสังคมมากขึ้น เหตุการณ์ "วันมหาวิปโยค" นี้ได้ก่อให้เกิดความตื่นตัวทางการเมืองในหมู่ประชาชน คือ เป็นจุดเริ่มของขบวนการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในทุกสาขา รวมทั้งสาธารณสุขด้วย

ย้อนหลังไป หนึ่งปี ใน พ.ศ. 2515 แพทย์รับทุนรุ่นแรกเริ่มออกปฏิบัติงานในสถานีอนามัยชั้นหนึ่ง โดยเป็นนายแพทย์หัวหน้สถานีอนามัย

ก่อนหน้านั้น แพทย์ที่ปฏิบัติงานตามสถานีอนามัยชั้นหนึ่ง ซึ่งอยู่ในระดับอำเภอโดยมากจะเป็นแพทย์ที่รับทนุนของกรมอนามัย (เดิมสถานีอนามัยชั้นหนึ่ง ซึ่งคือ โรงพยาบาลชุมชนในปัจจุบันขึ้นกับกรมอนามัย) "ทุน" ในสมัยนั้นแตกต่างจาก "ทุน" ในปัจจุบัน เพราะผู้รับสมัครใจรับและได้รับเงินทุนใช้จ่ายระหว่างเป็นนักศึกษาแพทย์ การปฏิบัติงานจึงอยู่ในฐานะผู้ชดใช้ทุนโดยสมัครใจ

แต่ "แพทย์รับทุน" ปัจจุบันเป็นแพทย์ที่ชดใช้ทุนโดยภาวะจำยอม เนื่องจากถูกบังคับโดยการทำสัญญากับรัฐบาลและไม่เคยได้รับ "เงินทุน" จริง ๆ เพื่อใช้จ่ายระหว่างเรียนแพทย์

การทำงานในสถานีอนามัยชั้นหนึ่งนั้น กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายให้มุ่งทำงานเฉพาะด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเท่านั้น งานด้านรักษาไม่ได้รับการสนับสนุน โดยยกให้เป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลจังหวัด (ซึ่งขึ้นกับกรมการแพทย์)

โดยทั่วไป สถานีอนามัยชั้นหนึ่งจึงมีแพทย์ 1 คน และเจ้าหน้าที่เพียง 4-5 คน เท่านั้น และสถานีอนามัยระดับอำเภออีกจำนวนมากที่ไม่มีแพทย์ ได้รับงบประมาณค่าเวชภัณฑ์ปีละประมาณ 5 พัน ถึง 1 หมื่นบาท ขีดความสามารถในการรักษาพยาบาลต่ำมากไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชน แพทย์ที่ปฏิบัติงานอยู่มักได้รับการขนานนามว่า "หมออนามัย" หรือบางทีก็ "หมอส้วม" เพราะงานหลักอันหนึ่งคือการส่งเสริมการสร้างส้วม และมักจะถูกจัดให้เป็น "หมอชั้นสอง" เป็นแพทย์ที่ต่ำต้อยที่สุดในหมู่แพทย์กันเอง

การที่แพทย์รับทุนได้เริ่มออกปฏิบัติงานชดใช้ทุนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เป็นต้นมา ได้ทำในจำนวนแพทย์ที่ปฏิบัติงานในสถานีอนามัยชั้นหนึ่งระดับอำเภอเพิ่มมากขึ้น แพทย์เหล่านี้พยายามที่จะพัฒนางานรักษาพยาบาลให้มีขีดความสามารถสูงขึ้น

แต่แพทย์รับทุนรุ่นแรก ๆ ที่ออกมาปฏิบัติงาน ต้องประสบกับภาวะ
     ขาดแคลนเครื่องมือ เครื่องใช้ เวชภัณฑ์ และยานพาหนะ
     ขาดแคลนกำลังคนที่จะสนับสนุน
     ขาดการเหลียวแลเอาใจใส่จากผู้บังคับบัญชา
     ห่างไกลจากแสงสีแห่งนาครธรรม
     ว้าเหว่ทางวิชาการ

แพทย์เหล่านี้จึงประสบปัญหามากมายก่ายกองทั้งทางด้านวิชาการ บริการ และบริหาร บางคนทนสู้สภาพอันเลวร้ายในชนบทไม่ได้ ก็ท้อถอยหันหลังกลับไปทำงานในโรงพยาบาลจังหวัด หรือโรงพยาบาลใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ที่ถึงกับลาออกจากราชการไปเลยก็มี

ต้นปี พ.ศ. 2519 นายแพทย์มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ แพทย์รับทุนรุ่นที่สาม ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์อนามัยศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ได้ประสบและตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวและเชื่อมั่นว่ามีแต่การร่วมมือกันในระหว่างผู้มีปัญหาด้วยกันเท่านั้น จึงจะหาทางบรรเทาเบาบางปัญหานั้นได้ จึงได้ใช้เวลา ว่างออกตระเวนเยี่ยมเยียนแพทย์และออกหนังสือเวียนไปตามสถานีอนามัยชั้นหนึ่ง ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์การแพทย์อนามัย เพื่อชักชวนให้มาร่วมประชุมกันหาทางทำอย่างไรให้ปัญหาอุปสรรคดังกล่าวเบาบางลง ให้แพทย์สามารถนำบริการสาธารณสุขไปสู่ประชาชนในชนบทได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และให้แพทย์ส่วนมากปฏิบัติงานด้วยความสบายใจยิ่งขึ้น

ในที่สุดก็ได้มีการประชุมครั้งแรกที่เขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 24 - 25 เมษายน ปี พ.ศ. 2519 มีแพทย์ชนบทเข้าร่วม 50-60 คน และได้ตกลงเห็นพ้องต้องกันก่อตั้ง "สหพันธ์แพทย์ชนบท" ขึ้น โดยมี นพ.อุเทน จารณศรี ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์และอนามัยปากช่อง ในขณะนั้นเป็นประธานชั่วคราว และ นพ.มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ เป็นเลขานุการชั่วคราว

การประชุมครั้งที่สอง จัดขึ้นที่พัทยา ชลบุรี เมื่อวันที่ 5-6 มิถุนายน พ.ศ. 2519 มี พ.ต.นพ.คม ป้องขันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์และอนามัยบางละมุง เป็นหัวแรงสำคัญ ที่ประชุมได้ตกลงเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่ ได้ นพ.ประสพ พาลพ่าย ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์และอนามัยบางปะอิน เป็นประธาน และ นพ.มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ เป็นเลขานุการ

หนังสือ "แพทย์ชนบท" ซึ่งออกเมื่อเดือนสิงหาคม 2519 และนับเป็น วารสารฉบับแรก และฉบับเดียวของสหพันธ์แพทย์ชนบท ได้เขียนไว้ในบทนำ ว่า
"สหพันธ์แพทย์ชนบท จะเป็นศูนย์กลางประสานงานแพทย์ระดับอำเภอทั้งประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความคิดเห็นในการปฏิบัติของพวกเขา
สหพันธ์แพทย์ชนบท จะเป็นศูนย์กลางในการสรุปความจัดเจนของพวกเขาและสนับสนุนนโยบายสาธารณสุข ที่เอื้อประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง
สหพันธ์แพทย์ชนบท จะเป็นกำลังส่วนหนึ่งในการผลักดันให้การบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขไปสู่ชนบทได้ปรากฏเป็นจริงขึ้นมาในอนาคตอันใกล้นี้
นี่คือภาระหน้าที่อันสูงส่ง และมีเกียรติของสหพันธ์แพทย์ชนบท"

งานที่เป็นชิ้นเป็นอันของสหพันธ์แพทย์ชนบทก็คือ สามารถผลักดันให้มีการประชุมผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอทั่วประเทศได้เป็นผลสำเร็จ เมื่อเดือนสิงหาคม 2519

ในขณะที่สหพันธ์แพทย์ชนบท กำลังจะเสริมบทบาทในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้และกำลังรวบรวมรายชื่อสมาชิกเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกระทรวงขอไปดูงานสาธารณสุขในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ตลอดจนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ "ชมรม" "สหพันธ์" และ "ศูนย์" ต่าง ๆ ต้องเลิกไปโดยปริยาย นั่นคือ เหตุการณ์
วันที่ 6 ตุลาคม พุทธศักราช 2519 และนั่นคือ จุดจบของ "สหพันธ์แพทย์ชนบท"
"สหพันธ์แพทย์ชนบท" ยุติบทบาทลงไปแล้ว
แต่ปัญหาสาธารณสุขในชนบทยังคงอยู่เช่นเดิม
ปัญหาทุก ๆ ด้านยังรุมล้อมแพทย์ชนบทอยู่ตลอดเวลา
แรงผลักดันในการวมกลุ่มแพทย์ชนบท จึงยังคงอยู่

แม้ว่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จะทำให้บทบาทของแพทย์ชนบทรุ่นพี่ ๆ จะต้องยุติลงแต่ความเร่าร้อนในจิตใจก็มิได้ลดลง

พี่บางท่าน อย่างเช่น พี่มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ ถึงขนาดต้องลาออกจากราชการชั่วคราว ด้วยกดดันทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ก็เป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพียงปีเศษ แล้วท่านก็ทนความเย้ายวนของชนบทไม่ได้ต้องขอกลับเข้ามารับราชการใหม่ และกลับมาอยู่ที่โรงพยาบาลประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเคลื่อนไหวรวมกลุ่มแพทย์ชนบทนั่นเอง

เดือนธันวาคม พ.ศ. 2520 พี่มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ ได้มาชวนผมว่าให้ร่วมกันเดินตระเวนเยี่ยมแพทย์ชนบทในภาคอีสาน เพื่อจะได้นัดประชุม รวมกลุ่มกันใหม่ เพราะเหตุการณ์บ้านเมืองทำท่าจะดีขึ้น

ตอนนั้นผมอยู่โรงพยาบาลบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ห่างจากประโคนชัย เพียง 22 กิโลเมตร ตกลงก็เลยไปด้วยกัน พี่มานิตย์ขับรถคนเดียวตระเวนกันไป 2 วัน 2 คืน ผ่านโรงพยาบาลอำเภอต่าง ๆ ในราว 20 แห่ง ทุก ๆ แห่งพี่ ๆ เขาต้อนรับดีมาก ทุกคนยืนยันว่าถ้ามีการจัดประชุม จะเข้าร่วมอย่างแน่นอน

การประชุมจึงได้เกิดขึ้น ในเดือนกุมภาพันธ์ 2521 ที่โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น โดยมี พี่อนันต์ เมนะรุจิ (ขณะนั้นเป็น ผอก.รพ.บ้านไผ่) และพี่ชลอ คุปตวินทุ (ขณะนั้นเป็น สวบส.ขอนแก่น) เป็นแม่แรง

พี่มานิตย์ ได้ออกหนังสือเวียนไปทั่วประเทศด้วยจึงมีแพทย์ชนบทจากทุกภาคเข้าร่วมประชุมด้วย รวมทั้งสิ้นในราว 50 คน

ที่ประชุมตกลงให้รื้อฟื้นการรวมกลุ่มขึ้นมาใหม่ แต่ให้เปลี่ยนชื่อเป็น "ชมรมแพทย์ชนบท" เพื่อลดภาพความรุนแรงทางการเมืองลง
ประธานชมรมคนแรก คือ พี่อุเทน จารณศรี
เลขานุการชมรมคนแรก คือ พี่มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์
ผมเป็นผู้ช่วยเลขานุการชมรม
และนั่นคือ "กำเนิดของชมรมแพทย์ชนบท"

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ คงจะเห็นได้ชัดเจน การก่อตั้งชมรมแพทย์ชนบทขึ้นมานี้ มิได้เกิดจากคน ๆ เดียว แต่เกิดจากกลุ่มแพทย์ชนบทรุ่นพี่ ๆ หลายคนที่ประสบปัญหาเหมือน ๆ กัน มีความเร่าร้อนในจิตใจที่แก้ปัญหาเหมือน ๆ กัน

พี่ ๆ เหล่านี้ เช่น พี่อุเทน จารณศรี พี่ประสพ พาลพ่าย พี่เจริญ บุญชัย พี่ล้วน บูชากรณ์ พี่วิชัย โชควิวัฒน พี่อนันต์ เมนะรุจิ พี่มงคล ณ สงขลา พี่ชัย กฤตยาภิชาตกุล พี่สุรเกียรติ อาชานุภาพ พี่มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ และพี่อื่น ๆ อีกหลาย ๆ พี่ ที่ผมไม่สามารถเอ่ยนามได้หมด

ตามความเห็นของผม บุคคลที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและประสานงานในการก่อตั้งทั้ง "สหพันธ์แพทย์ชนบท" และ "ชมรมแพทย์ชนบท" ตลอดจน "มูลนิธิแพทย์ชนบท" (ซึ่งจะกล่าวต่อไป) ก็คือ พี่มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ นี่เอง

พวกเราที่มาทำงานในชนบทรุ่นหลัง ๆ โดยเฉพาะหลังจากรุ่นแพทย์รับทุน รุ่น 10 เป็นต้นมา คงไม่ค่อยรู้จัก พี่มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์มากนัก เพราะหลังจากการทุ่มเททำงานเพื่อพัฒนา ชมรมแพทย์ชนบท ในระยะแรก ซึ่งต้องเดินทางมาก บางครั้งต้องนั่งรถเมล์ หรอืเก้าอี้เสริมของรถทัวร์ นอนหลับก็ไม่ใคร่เต็มที่ จึงล้มป้วยลงด้วยโรคกระดูกคอทับเส้นประสาทต้องทำการผ่าตัด ฐานะทางเศรษฐกิจก็ฝืดเครือง เพราะเดินทางมาก ทำคลินิกไม่ได้เต็มที่ พี่มานิตย์ จึงตัดสินใจ ไปตั้งรกรากเป็นอาจารย์ ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

พี่มานิตย์ เป็นประธานชมรมแพทย์ชนบท คนที่ 2 ต่อจากพี่อุเทน จารณศรี

งานในระยะแรก ๆ ของชมรมแพทย์ชนบท ค่อนข้างล้มลุกคลุกคลานด้วยเหตุหลาย ๆ ประการ คือ

ประการแรก ความยอมรับของผู้ใหญ่ในกระทรวง ในระยแรกยังสงสัยกันอยู่มากว่า ชมรมแพทย์ชนบท จะทำตัวเป็นแก๊งอั้งยี่ ทำการเรียกร้องต่าง ๆ เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง ผู้ใหญ่บางท่านที่ให้การสนับสนุนมาแต่แรก อย่างเช่น อดีตท่านปลัดกระทรวงฯ อจ.นพ.ไพโรจน์ นิงสานนท์ ก็ถูกถามว่า "ให้การสนับสนุนอั้งยี่หรือ?" ในลักษณะ เช่นนี้ ย่างก้าวทุกย่างของชมรมจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

ประการที่สอง ชมรมฯ ถูกมองว่า อาจจะสร้างความแตกแยกในหมู่แพทย์ โดยเฉพาะในภูมิภาคเพราะรับสมาชิกเฉพาะในโรงพยาบาลอำเภอ ซึ่งต่อมา ชมรมฯ ก็ขยายการรับสมาชิก โดยไม่จำกัดสถาบัน

ประการที่สาม กลุ่มแพทย์ชนบท ยังเป็นกลุ่มเล็กมาก มีสมาชิกในระยะแรก ๆ เพียง 300 กว่าคนเท่านั้น ทรัพยากรทั้งด้านบุคคล กำลังเงิน ก็ยังจำกัดมาก

การดำเนินงานในระยะแรก ๆ โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีแรก จึงจำกัดอยู่ที่การออกวารสารแพทย์ชนบท และการออกเยี่ยมเยียนแพทย์ชนบท ตามอำเภอต่าง ๆ และประสานงานกับกระทรวงเพื่อจัดประชุม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอทั่วประเทศ

ในระยะแรกชมรมแพทย์ชนบทจนมาก การทำวารสารประสบภาวะขาดทุน กรรมการชมรมต้องร่วมกันลงขันเพื่อชำระหนี้จากการทำวารสาร ผมจำได้ว่า ราว ๆ ปลายปี พ.ศ. 2522 ประชุมกันที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา มีการเรี่ยไรเงินจากกรรมการตามฐานะ ใครมีคลินิคเงินเดือนมาก ก็จ่ายมาก ตอนนั้นผมมีเงินเดือนราว 2,500 บาท ต้องควักกระเป๋าจ่ายไป 1,000 บาท เข่าแทบทรุดเลยครับ เกือบจะวางมือจากชมรมแพทย์ชนบทไปแล้ว แต่เห็นพี่มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์นั้น ขนาดต้องทิ้งคลินิค การเงินไม่ค่อยดี ต้องเป็นหนี้เป็นสิน พี่เขาก็ยังกัดไม่ปล่อย ยังสู้ต่อไปเพราะชมรมยังไม่มั่นคง กรรมการทั้งหลาย รวมทั้งผมด้วยจึงมีกำลังใจสู้กันต่อมา

การออกเยี่ยมเยียนแพทย์ชนบท ในระยะแรกนั้น แบ่งกันเป็นสาย ๆ ทีแรกก็ออกเยี่ยมเยียนกันเอง ต่อมาทางกระทรวงก็ส่งเจ้าหน้าที่จากกองสาธารณสุขภูมิภาคออกมาร่วมด้วย

ในระยะต่อมาโดยเฉพาะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา กิจกรรมของชมรมฯ ก็ขยายตัวกว้างขวางมากขึ้น และได้รับการยอมรับมากขึ้น
มีการขยายตัว เป็นชมรมแพทย์ชนบทภาคต่าง ๆ ทั้ง 5 ภาค
มีการปฐมนิเทศแพทย์จบใหม่
มีการออกจุลสารเฉพาะเรื่องที่สำคัญ ๆ
มีการเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน ในรูปของการ์ตูนในหนังสือพิมพ์และการออกทีวีในรายการปัญหาชีวิตและสุขภาพ
มีการติดต่อประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องของการแก้ไขปรับปรุงระเบียบและวิธีปฏิบัติหลายอย่างเพื่อให้การทำงานในโรงพยาบาลชุมชนคล่องตัวขึ้น
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมช่วยเหลือ และบริการสมาชิกอีกมากมาย

บุคคลที่ทำให้งานของชมรมขยายกว้างออกไป จนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ก็คือ ประธานชมรมคนที่สาม นพ.วิชัย โชควิวัฒน

ปัจจุบันนับได้ว่า ชมรมแพทย์ชนบท เป็นองค์กรกึ่งเอกชนที่เข้มแข็ง มีการจัดตั้งที่เป็นระบบและดำเนินกิจกรรมที่ต่อเนื่องในด้านการพัฒนาระบบกำลังคน วิชาการ และการบริการสาธารณสุขในชนบท ที่สำคัญและประสบความสำเร็จมากที่สุดองค์กรหนึ่ง

หลังจากตั้งชมรมแพทย์ชนบท มาได้ประมาณ 2 ปี พี่ ๆ ทั้งหลายที่ร่วมกันก่อตั้งก็มีความคิดกันขึ้นมาว่า น่าจะมีองค์กรที่ตั้งขึ้นตามกฏหมาย เพื่อรองรับงานต่าง ๆ ที่ชมรมกำลังทำอยู่ ประกอบกับมีการสนับสนุนทางความคิด และกำลังใจจากผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่าน อาทิเช่น อจ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว อจ.นพ.ไพโรจน์ นิงสานนท์ อจ.นพ.ประเวศ วะสี และพี่ปรีชา ดีสวัสดิ์ จึงได้เกิดการเคลื่อนไหวที่จะตั้ง "มูลนิธิแพทย์ชนบท" ขึ้น

ในการประชุมสมาชิกชมรมแพทย์ชนบทภาคอสาน ที่เขื่อนลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เมื่อปลายปี พ.ศ. 2523 ก็มีการประชุมเพื่อจัดตั้งมูลนิธิขึ้นด้วย ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับการจัดตั้งมูลนิธิแพทย์ชนบท และพี่มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ ประธานชมรมแพทย์ชนบทในขณะนั้นก็รับที่จะเป็นผู้ประสานงานในการก่อตั้งมูลนิธิแพทย์ชนบทขึ้น

ปัญหาสำคัญ ก็คือการจัดหาทุนจดทะเบียนในระยะเริ่มแรกจำนวนอย่างน้อย 1 แสนบาท

ความดังกล่าว ทราบถึง ท่าน อจ.พญ.จินดาภา สายัณหวิกสิต อดีตอาจารย์แพทย์ที่ศิริราช ซึ่งมีความรัก ความเข้าใจ ในแพทย์ชนบทอย่างมาก ท่านได้แสดงความจำนงที่จะบริจาคเงินจำนวน 1 แสนบาท เพื่อก่อตั้งมูลนิธิ การประสานการจัดตั้งมูลนิธิจึงได้ดำเนินการต่อไป จนกระทั่งสามารถจดทะเบียนตั้งมูลนิธิแพทย์ชนบทได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2525 โดยมี อจ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว เป็นประธานมูลนิธิ และพี่มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ เป็นเลขานุการ

หลังจากนั้นไม่ถึง 2 ปี

พี่มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ ตัวจักรสำคัญในการก่อตั้ง "สหพันธ์แพทย์ชนบท" "ชมรมแพทย์ชนบท" และ "มูลนิธิแพทย์ชนบท" ก็โอนไปรับราชการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

การดำเนินงานของมูลนิธิแพทย์ชนบท ในระยะแรก ๆ ซึ่งเป็นระยะการก่อร่างสร้างตัว ยังมีกิจกรรมไม่มากนัก เนื่องจากขาดทั้งเงินทุนและกำลังงาน ในระยะแรกจึงเป็นไปในรูปการจัดหาทุน และสนับสนุนการจัดพิมพ์วารสาร และจุลสารของชมรมแพทย์ชนบทรวมทั้งจัดตั้ง "กองทุน นพ.กนกศักดิ์ พูลเกษร" เพื่อมอบรางวัลให้แก่แพทย์ที่ปฏิบัติงานในท้องถิ่นทุรกันดารและเสี่ยงภัย

งานในระยะต่อมา ได้ขยายกิจกรรมให้กว้างขึ้น โดยร่วมกับชมรมแพทย์ชนบทจัดทำทำเนียบแพทย์โรงพยาบาลชุมชน จัดหาทุนสนับสนุนโรงพยาบาลชุมชน ในเขตทุรกันดารและเสี่ยงภัย จัดหาทุนเพิ่มเติมโดยการจัดพิมพ์บัตร ส.ค.ส. การติดต่อกับสมาคมแพทย์ไทยในสหรัฐอเมริกา และจัดทำโครงการพัฒนาอนามัยแม่และเด็ก ร่วมกับชมรมแพทย์ชนบท แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย โดยการสนับสนุนของแพทยสมาคมแห่งสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการช่วยเหลือแพทย์ชนบทด้วย โดยเฉพาะกรณี นพ.พิชิต ปิยานนทพงศ์ และเจ้าหน้าที่รพ.เขาชัยสน ถูกไฟฟ้าช้อต เมื่อหลายปีก่อน

ขณะนี้ มูลนิธิแพทย์ชนบท กำลังพิจารณาจัดหาวันที่เหมาะสมเพื่อประกาศเป็น "วันแพทย์ชนบท" ขึ้น ซึ่งคงจะทราบผลภายเร็ว ๆ นี้

จากสหพันธ์แพทย์ชนบท จึงได้ปรับสภาพมาเป็นชมรมแพทย์ชนบท และได้ก่อให้เกิดมูลนิธิแพทย์ชนบทขึ้นด้วยประการฉะนี้
ตราบใดที่ปัญหาสาธารณสุขในชนบทยังคงอยู่คู่กับชาวชนบท
ตราบใดที่แพทย์ไทย โดยเฉพาะแพทย์ชนบท ยังประสบปัญหาต่าง ๆ ในการทำงานในทุก ๆ ด้าน
ตราบนั้น ชมรมแพทย์ชนบท และมูลนิธิแพทย์ชนบท ก็ยังคงดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการทำงานของแพทย์ชนบท และสนับสนุนการพัฒนาการสาธารณสุขในชนบทเพื่อสุขภาพที่ดีของชาวชนบทตลอดไป
รายชื่ออดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท
ชุดที่ 1 (2521-2522) ประธาน นายแพทย์อุเทน จารณศรี
ชุดที่ 2,3 (2522-2524) ประธาน นายแพทย์มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์
ชุดที่ 4,5 (2524-2526) ประธาน นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
ชุดที่ 6 (2526-2527) ประธาน นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ
ชุดที่ 7 (2527-2528) ประธาน นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ
ชุดที่ 8 (2528-2529) ประธาน นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์
ชุดที่ 9,10 (2529-2531) ประธานนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์
ชุดที่ 11 (2531-2532) ประธาน แพทย์หญิงสุพัตรา ศรีวณิชชากร
ชุดที่ 12 (2532-2533) ประธาน นายแพทย์วีระวัฒน์ พันธุ์ครุฑ
ชุดที่ 13 (2533-2534) ประธาน นายแพทย์วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์
ชุดที่ 14 (2534-2535) ประธาน นายแพทย์ปรีดา แต้อารักษ์
ชุดที่ 15 (2535-2526) ประธาน นายแพทย์พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข
ชุดที่ 16 (2536-2537) ประธาน นายแพทย์ภูษิต ประคองสาย
ชุดที่ 17 (2537-2538) ประธาน นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา
ชุดที่ 18 (2538-2540) ประธาน นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ

รายชื่อคณะกรรมการชมรมแพทย์ชนบทชุดปัจจุบัน
ประธานชมรมแพทย์ชนบท นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ
เลขานุการ นายแพทย์สุวัฒน์ วิริยะพงษ์สุกิจ
คณะกรรมการกลาง
  1. นายแพทย์สุเทพ เพชรมาก
  2. นายแพทย์สวัสดิ์ อภิวัจนีวงศ์
  3. นายแพทย์พงศธร พอกเพิ่มดี
  4. นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
ทีมบริการและประชาสัมพันธ์
  1. นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์
  2. นายแพทย์กสิวัฒน์ ศรีประดิษฐ์
ทีมวิชาการ
  1. นายแพทย์ภักดี สืบนุการณ์
  2. แพทย์หญิงประจงจิตต์ แช่มสะอาด
ผู้ประสานงานภาค ภาคเหนือ
  1. นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์
  2. นายแพทย์สมบูรณ์ พันธ์วงศ์
  3. นายแพทย์พิเชษฐ์ บัญญัติ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  1. นายแพทย์พิสฤษฎ์ พิทักษ์
  2. นายแพทย์พัฒนพงศ์ วงกาฬสินธุ์
  3. นายแพทย์รัชพล เตรียมวิชานนท์
  4. นายแพทย์ธีระบูรณ์ นิ่มอนุสรณ์กุล
ภาคกลาง
  1. นายแพทย์นิพนธ์ ชินานนท์เวช
  2. แพทย์หญิงอัญชนา ปาลสุทธิ์
  3. นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร
ภาคใต้
  1. นายแพทย์ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงษ์
  2. นายแพทย์เอกชัย มุกดาพิทักษ์
  3. นายแพทย์พงษ์ดิษฐ์ ตู้บรรเทิง
  4. นายแพทย์พีระพงษ์ สิทธิยุโณ
  5. นายแพทย์ธนิต เสริมแก้ว
คณะกรรมการที่ปรึกษา
อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบททุกท่าน
  1. นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์
  2. นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
  3. นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์
  4. แพทย์หญิงสุพัตรา ศรีวณิชชากร
  5. นายแพทย์สุเทพ วัชรปิยะนันทน์
  6. นายแพทย์ภูษิต ประคองสาย
  7. นายแพทย์อารักษ์ วงศ์วรชาติ
  8. นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา
  9. นายแพทย์พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข
  10. นายแพทย์สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย
  11. นายแพทย์ขวัญชัย วิศิษฐานนท์