ผลการสนับสนุนการดำเนินงานและงานวิจัยของ
โรงพยาบาลชุมชน ปี 2537

ปัจจัยที่มีผลต่องานควบคุมภาวะโภชนาการของเด็กอายุ 0-5 ปี
ในอำเภอภูเวียง จ.ขอนแก่น

นพ.ชวลิต นิลวรางกูร โรงพยาบาลภูเวียง
เบญจา มุกตาพันธ์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
เกษราวัลณ์ นิลวรางกูร คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
จารุวรรณ โชคคณาพิทักษ์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่องานควบคุมภาวะโภชนาการของเด็กอายุ 0-5 ปี และปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษามี 3 กลุ่ม คือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และผู้เลี้ยงดูเด็ก เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่องานควบคุมภาวะโภชนาการของเด็กอายุ 0-5 ปี ในแต่ละด้านมีดังต่อไปนี้ คือ
1. ด้านเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ได้แก่ เพศ สถานภาพสมรสของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนการชั่งน้ำหนักร่วมกับ อสม. วิธีการนัดหมายผู้เลี้ยงดูให้พาเด็กมาชั่งน้ำหนัก และการแจกนมแก่ผู้เลี้ยงดูเด็กให้เด็กดื่มนมที่แจก 30 กล่องต่อเดือน ปัญหาอุปสรรคที่พบในการปฏิบัติงาน คือการที่ผู้เลี้ยงดูเด็กไม่เห็นความสำคัญของการพาเด็กมาชั่งน้ำหนัก
2. ด้าน อสม. ได้แก่ เพศ อายุ และการศึกษาของ อสม. ความรู้เรื่องอาหารที่เด็กอายุ 0-4 เดือน ควรได้รับ ทัศนคติเรื่องการให้คำแนะนำแก่ผู้เลี้ยงดูเด็กปฏิบัติตามได้ยาก เนื้อหาที่จะให้คำแนะนำเรื่องการเลี้ยงดูเด็กแก่ผู้เลี้ยงดูเด็กจำได้ง่าย และการให้คำแนะนำให้เด็กกินตับปิ้ง ไก่ปิ้ง สามารถแก้โรคตาลขโมยได้ ปัญหาอุปสรรคที่พบในการดำเนินงาน คือ ผู้เลี้ยงดูเด็กขาดความเชื่อถือ อสม. และ อสม. ขาดความรู้และความมั่นใจในตนเอง
3. ด้านผู้เลี้ยงดูเด็ก ได้แก่ อายุของผู้เลี้ยงดูเด็ก ความรู้เรื่องการดูแลเด็กอายุ 1-5 ปี เมื่อเด็กเบื่ออาหาร ทัศนคติเรื่องการแปลผลการชั่งน้ำหนักเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและอสม.เท่านั้น การปฏิบัติเรื่องการที่ผู้เลี้ยงดูเด็กไม่พาเด็กไปชั่งน้ำหนักทุกครั้ง และการให้อาหารเสริมประเภทไข่แก่เด็กอายุ 0-1 ปี

บทนำ

ประเทศไทยได้เริ่มมีแผนงานโภชนาการมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 จนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับปัจจุบันโดยกำหนดวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย และกลวิธีดำเนินงานที่ชัดเจน มีผลทำให้ขนาดของปัญหาโภชนาการลดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคขาดโปรตีนและพลังงานลดความรุนแรงของปัญหาลงได้ในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ปัญหาโภชนาการของประเทศยังคงอยู่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบความรุนแรงของปัญหาโภชนาการของเด็กอายุระหว่าง 0-5 ปี มากที่สุดร้อยละ 57.7 (1)
การที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนเด็กวัยก่อนเรียนขาดสารอาหารจำนวนมากย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศชาติได้ เนื่องจากการขาดสารอาหารเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพของประชากร โดยเฉพาะการขาดโปรตีนและพลังงานเพราะจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย สมอง ปัญญา ความสามารถตลอดจนการเรียนรู้ของเด็ก(2) ดังนั้นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 รัฐบาลจึงยังคงบรรจุแผนงานปรับปรุงภาวะโภชนาการของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ไว้ในแผนโภชนาการโดยมีเป้าหมายที่จะลดอัตราการขาดสารอาหารระดับ 1 ในเด็กอายุ 0-5 ปี ไม่เกินร้อยละ 10 และลดอัตราการขาดสารอาหารระดับ 2 และ 3 รวมกันไม่เกินร้อยละ 1 โดยมีกลวิธีดำเนินการดังนี้ คือ ขยายและเร่งรัดการเฝ้าระวัง ติดตามภาวะโภชนาการให้ครอบคลุมเป้าหมายทุกพื้นที่ พัฒนาและปรับปรุงเทคโนโลยี และ รูปแบบการเสริมอาหารที่จำเป็นในอาหาร หรือ เครื่องปรุงรสประจำวัน พัฒนาและปรับปรุงรูปแบบและวิธีการให้ความรู้ด้านโภชนาการเพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารอย่างถูกหลักโภชนาการ พัฒนาใช้ประกอบการตัดสินใจกระบวนการแก้ปัญหา ส่งเสริมและพัฒนาการใช้อาหารหลักในท้องถิ่นให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย พัฒนาบุคลากรและองค์กรให้มีขีดความสามารถในการควบคุมดูแลภาวะโภชนาการของเด็กให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน (1)
โรงพยาบาลภูเวียงและสำนักงานสาธารณสุขอำเภอภูเวียงในฐานะหน่วยงานของรัฐบาล ได้รับนโยบายจากกระทรวงสาธารณสุขดำเนินงานโภชนาการมาโดยตลอด แต่จากรายงานประจำปี พ.ศ.2536 ของโรงพยาบาลภูเวียงพบว่า ยังมีเด็กอายุ 0-5 ปี ขาดสารอาหารอยู่มากถึงร้อยละ 22
ดังนั้นการวิจัยนี้ จึงมุ่งศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่องานควบคุมภาวะโภชนาการของเด็กอายุ 0-5 ปี ตลอดจนปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานของอำเภอภูเวียง วัสดุและวิธีการศึกษา
รูปแบบการวิจัยเป็นการศึกษาแบบ Case-control study ประชากรที่ศึกษา ได้แก่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีการขาดสารอาหาร 1 ในเด็กอายุ 0-5 ปี ต่ำกว่าร้อยละ 15 จำนวน 11 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านกุดขอนแก่น กุดดุก ค้อ ดินดำ บ้านเรือ ห้วยชัน โสกห้าง สงเปือย โคกโก่ง วังชัยและดอนหัน สถานีอนามัยตำบลที่รับผิดชอบหมู่บ้านเหล่านี้ คือ สอต.บ้านเรือ สอต.ดินดำ สอต.หนองกุง ธนสาร สอต.กุดขอนแก่น และสอต.สงเปือย เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและอสม.ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีการขาดสารอาหารระดับ 1 ในเด็กอายุ 0-5 ปี สูงกว่าร้อยละ 35 จำนวน 11 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านหนองกุงเซิน หว้าทอง พระบาท โป่งสังข์ บ่อ หนองคู โนนศิลา เขาน้อย หนองคอง เมืองใหม่ และหนองกระเดา สถานีอนามัยตำบลที่รับผิดชอบหมู่บ้านดังกล่าว คือ สอต.หว้าทอง สอต.เขาน้อย สอต.ในเมือง และ สอต.หนองกุงเซิน และผู้เลี้ยงดูเด็กที่เด็กมีภาวะโภชนาการปกติและขาดสารอาหารที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่มีเด็กอายุ 0-5 ปี ขาดสารระดับ 1 มากกว่าร้อยละ 35 จำนวน 11 หมู่บ้านดังกล่าวข้างต้น
กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาได้แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในสองพื้นที่ซึ่งมีไม่มาก จึงศึกษาเกือบทั้งหมดคือจำนวนกลุ่มละ 15 คน อสม. คำนวณจำนวนจากสูตรขนาดตัวอย่างได้จำนวนกลุ่มละ 37 คน แล้วสุ่มโดยวิธีแบ่งตามสัดส่วนจำนวนเด็กในแต่ละหมู่บ้าน (Proportional to size) ส่วนกลุ่มผู้เลี้ยงดูเด็กคำนวณจากสูตรหาขนาดตัวอย่างจากอัตราเสี่ยง (Odd ratio,OR) ได้ผู้เลี้ยงดูเด็กที่มีภาวะโภชนาการปกติ และขาดสารอาหารกลุ่มละ 165 คน หลังจากนั้นสุ่มโดยวิธีแบ่งตามสัดส่วนจำนวนเด็กในแต่ละหมู่บ้าน การสุ่มตัวอย่างและการเก็บรวบรวมข้อมูล มีดังนี้
1. ประสานงานกับสถานีอนามัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอรายชื่อและภาวะโภชนาการของเด็กในหมู่บ้านที่ศึกษาจากรายชื่อเด็กที่ได้จากสถานีอนามัยนำมาสุ่มตัวอย่างโดยวิธีแบ่งตามสัดส่วนจำนวนเด็กในแต่ละหมู่บ้าน เมื่อได้รายชื่อเด็กและผู้เลี้ยงดูเด็กแล้วจึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในหมู่บ้านนั้นนัดหมายกับผู้เลี้ยงเด็ก เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล
2. ก่อนเก็บข้อมูลได้ชั่งน้ำหนักเด็กเพื่อตรวจสอบว่า เด็กมีภาวะขาดสารอาหารตรงกันในรายงานหรือไม่ และถือเอาผลการชั่งน้ำหนักนั้นเป็นตัวชี้ภาวะขาดสารอาหารของเด็กที่ศึกษา
3. สัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม.และผู้เลี้ยงดูเด็กเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป ความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับภาวะโภชนาการของเด็กตลอดจนปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและอสม. โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยผ่านการทดสอบความตรงเชิงเนื้อหาและหาค่าความเที่ยงแล้ว
4. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test,Chisquare และ Logistic regession.

ผลการศึกษา

ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งเสริมงานควบคุมภาวะขาดสารอาหารในเด็กอายุ 0-5 ปี ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขกลุ่มที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีการควบคุมภาวะขาดสารอาหารได้สูงและต่ำคือ ความเป็นเพศหญิงร้อยละ 73.3 ในกลุ่มแรก ส่วนในกลุ่มหลังมีเพียงร้อยละ 53.3 การมีสถานภาพสมรสโสดร้อยละ33.3 ในกลุ่มแรก และร้อยละ 13.3 ในกลุ่มหลัง ด้านความรู้ ทัศนคติทางด้านโภชนาการพบว่าไม่แตกต่างกันทางสถิติ ส่วนการปฏิบัติงานทางด้านโภชนาการพบว่ามีความแตกต่าง โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขกลุ่มแรกรับผิดชอบชั่งน้ำหนักร่วมกับ อสม. ร้อยละ 60 ขณะที่กลุ่มหลังมีเพียงร้อยละ 33.3 ส่วนการนัดหมายผู้เลี้ยงดูเด็กให้พาเด็กมาชั่งน้ำหนักนั้น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกลุ่มแรกแจ้งผ่านผู้ใหญ่บ้าน อสม. ร้อยละ 53.3 ขณะที่กลุ่มหลังแจ้งผ่านผู้ใหญ่บ้าน อสม. เพียงร้อยละ 33.3 และการแจกนมให้แก่ผู้เลี้ยงดูเด็กเพื่อให้เด็กดื่มนมที่แจก 30 กล่องต่อเดือน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกลุ่มแรกทำได้ร้อยละ 50 ส่วนกลุ่มหลังมีเพียงร้อยละ 26.7 ส่วนปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขพบว่า ผู้เลี้ยงดูเด็กไม่เห็นความสำคัญของการพาเด็กมาชั่งน้ำหนักร้อยละ 33.3 ในกลุ่มแรก และร้อยละ 46.2 ในกลุ่มหลัง
ส่วนปัจจัยที่ส่งเสริมงานควบคุมภาวะขาดสารอาหารในเด็กอายุ 0-5 ปี ที่เกี่ยวข้อง อสม. กลุ่มที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีการควบคุมภาวะขาดสารอาหารได้สูงและต่ำคือ ความเป็นเพศหญิงร้อยละ 52.4 ในกลุ่มแรก และร้อยละ 27.8 ในกลุ่มหลัง อายุที่น้อยกว่า 40 ปี ในกลุ่มแรกร้อยละ 35.7 ในกลุ่มที่สองร้อยละ 83 การศึกษาระดับประถมศึกษาของ อสม. ในกลุ่มแรกมีร้อยละ 95.2 ขณะที่กลุ่มหลังมีร้อยละ 75.0 ในด้านความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานทางด้านโภชนาการ อสม. ทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในเรื่องความรู้เกี่ยวกับอาหารที่เด็กอายุ 0-4 เดือนควรได้รับ (p-value <0.01) ในด้านทัศนคติเกี่ยวกับการปฏิบัติงานทางด้านโภชนาการกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในเรื่องความคิดเห็นที่ว่าการให้คำแนะนำแก่ผู้เลี้ยงดูเด็กแล้วผู้เลี้ยงดูเด็กปฏิบัติตามได้ยาก (p-value = 0.02) เนื้อหาที่จะให้คำแนะนำเรื่องการเลี้ยงดูเด็กแก่ผู้เลี้ยงเด็กเป็นสิ่งที่จำได้ง่าย(p-value = 0.02) การให้คำแนะนำผู้เลี้ยงดูเด็กให้เด็กกินตับปิ้ง ไก่ปิ้งสามารถแก้โรคตาลขโมยได้ (p-value <0.01) ในด้านการปฏิบัติงานควบคุมภาวะโภชนาการ กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในเรื่องการแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ เมื่อมีเด็กเกิดใหม่ (p-value <0.01) การปฏิบัติการให้ความรู้เรื่องอาหารแก่ผู้เลี้ยงดูเด็ก (p-vaule = 0.01) การแจ้งให้ผู้เลี้ยงดูเด็กพาเด็กมาชั่งน้ำหนักทุกครั้ง (p-value <0.01) การแปลผลการชั่งน้ำหนักเด็กในกรณีที่ผู้เลี้ยงดูเด็กจำอายุเด็กไม่ได้เป็นหน้าที่ร่วมกันของเจ้าหน้าที่ อสม. และผู้เลี้ยงดูเด็ก (p-value = 0.01) ส่วนปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานของ อสม. พบว่า อสม. มีปัญหาในเรื่องผู้เลี้ยงดูเด็กขาดความเชื่อถือ อสม. ร้อยละ 16.7 ในกลุ่มแรก ส่วนในกลุ่มหลัง อสม.มีปัญหาในเรื่องขาดความรู้ความมั่นใจในตนเองและขาดความเชื่อถือจากประชาชนร้อยละ 36.1
สำหรับกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่สามคือ ผู้เลี้ยงดูเด็กนั้นพบว่า ปัจจัยที่ส่งเสริมงานควบคุมภาวะโภชนาการขาดสารอาหารในเด็กอายุ 0-5 ปี ที่เกี่ยวข้องกับผู้เลี้ยงดูเด็กกลุ่มที่เด็กมีภาวะโภชนาการปกติและกลุ่มที่เด็กมีภาวะขาดสารอาหารมีดังนื้คือ อายุของผู้เลี้ยงดูเด็กกลุ่มแรกมีอายุ 20-29 ปีร้อยละ 52.6 ขณะที่ในกลุ่มที่สองมีเพียงร้อยละ 35.0 ส่วนคะแนนเฉลี่ยในด้านความรู้ทัศนคติ และการปฏิบัติพบว่าไม่มีความแตกต่างกันแต่เมื่อวิเคราะห์แยกรายข้อ พบว่า กลุ่มแรกมีความรู้เรื่องการปฏิบัติการดูแลเด็กอายุ 1-5 ปี เมื่อเด็กเบื่ออาหารได้อย่างถูกต้องมากกว่ากลุ่มที่สอง (p-vaule = 0.04) และกลุ่มแรกพาเด็กไปชั่งน้ำหนักทุกครั้งมากกว่ากลุ่มที่สอง (p-vaule = 0.02) เมื่อนำคะแนนความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติการดูแลเด็กของผู้เลี้ยงดูเด็กมาวิเคราะห์ด้วยสถิติ Logistic Regression พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อภาวขาดสารอาหารของเด็กมีดังนี้คือ ในด้านความรู้ พบว่า การที่ผู้เลี้ยงดูเด็กไม่มีความรู้ในเรื่องการดูแลเด็ก 1-5 ปี เมื่อเด็กเบื่ออาหาร (OR = 1.65,95% CI = 1.03-2.64) ในด้านทัศคติคือ การแปลผลการชั่งน้ำหนักเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และอสม.เท่านั้น (OR = 2.31,95% CI = 1.33-4.01) และในด้านการปฏิบัติการดูแลเด็กคือ การที่ผู้เลี้ยงดูเด็กไม่พาเด็กไปชั่งน้ำหนักทุกครั้ง (OR = 3.20,95% CI = 1.24-8.17) สำหรับการให้อาหารเสริมในเด็ก 0-1 ปี พบว่ากลุ่มผู้เลี้ยงดูเด็กที่มีภาวะโภชนาการปกติ ได้ให้อาหารเสริมประเภทไข่แก่เด็กมากกว่ากลุ่มผู้เลี้ยงดูเด็กที่เด็กมีภาวะขาดสารอาหาร วิจารณ์
งานควบคุมภาวะโภชนาการของเด็กอายุ 0-5 ปี เป็นงานที่ซับซ้อนต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ ในการศึกษาครั้งนี้พบว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกลุ่มที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่เด็กขาดสารอาหารน้อยกว่าร้อยละ 15 นั้นได้แจ้งให้ผู้เลี้ยงดูเด็กพาเด็กมาชั่งน้ำหนักโดยผ่านทางผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขช่วย อสม. ชั่งน้ำหนักเด็ก เป็นการปฏิบัติงานที่อาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทำให้ผู้เลี้ยงดูเด็กให้ความร่วมมือพาเด็กมาชั่งน้ำหนักอย่างต่อเนื่อง และรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางโภชนาการของเด็ก และเมื่อมีปัญหาในระยะเริ่มแรกจะได้แก้ไขทันทำให้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเด็ก นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่แจกนมและกระตุ้นให้ผู้เลี้ยงดูเด็กให้เด็กดื่มนมที่แจกครบตามที่กำหนดเป็นการส่งเสริมให้เด็กได้รับประทานอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน คาร์โบโฮเดรท และวิตามินอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดและป้องกันภาวะขาดสารอาหารในเด็กวัยนี้ได้
ทางด้าน อสม. พบว่า อสม. กลุ่มที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีเด็กขาดสารอาหารน้อยกว่าร้อยละ 15 มีความรู้เรื่องอาหารที่เฉพาะเจาะจงสำหรับเด็กอายุ 0-5 ปี ได้แก่ ความรู้เรื่องการให้อาหารเสริมแก่เด็กอายุ 0-4 เดือนได้ถูกต้อง ทำให้ อสม. กลุ่มนี้ให้คำแนะนำเรื่องอาหารสำหรับเด็ก 0-4 เดือนได้ถูกต้อง เป็นการส่งเสริมสุขภาพของเด็ก ในส่วนของทัศนคติพบว่าอสม. กลุ่มนี้มีทัศนคติที่ส่งเสริมการปฏิบัติงานทางด้านโภชนาการโดยมีทัศนคติที่ว่า เนื้อหาในการให้คำแนะนำแก่ผู้เลี้ยงดูเด็กเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก ทำให้อสม. ให้คำแนะนำแก่ผู้เลี้ยงดูเด็กมากกว่า อสม. กลุ่มที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีเด็กขาดสารอาหารน้อยกว่าร้อยละ 15 ปฏิบัติงานโดยความเอาใจใส่และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมออย่างต่อเนื่องในเรื่องการแจ้งให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้ใหญ่บ้านทราบเมื่อมีเด็กเกิดใหม่ในหมู่บ้าน การติดตามให้ผู้เลี้ยงดูเด็กมาเด็กมาชั่งน้ำหนักอย่างต่อเนื่อง และการแปลผลการชั่งน้ำหนักเด็กเมื่อผู้เลี้ยงดูเด็กจำวันเดือนปีเกิดไม่ได้ ทำให้เด็กได้รับการเฝ้าระวังทางโภชนาการอย่างต่อเนื่องและให้ข้อมูลเรื่องการชั่งน้ำหนักเด็กแก่ผู้เลี้ยงดูเด็กได้
ในส่วนของปัญหาในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและ อสม. ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีเด็กขาดสารอาหารน้อยกว่าร้อยะ 15 และเด็กขาดสารอาหารสูงกว่าร้อยละ 35 มีปัญหาที่คล้ายคลึงกัน คือ ผู้เลี้ยงดูเด็กไม่เห็นความสำคัญของการพาเด็กมาชั่งน้ำหนักอย่างต่อเนื่อง อสม. ขาดความรู้ความมั่นใจในการปฏิบัติงาน แต่ระดับความรุนแรงของปัญหาในกลุ่มหลังมีมากกว่าในกลุ่มแรก
ทางด้านผู้เลี้ยงดูเด็กพบว่า ผู้เลี้ยงดูเด็กที่เด็กมีภาวะโภชนาการปกติ มีความรู้ที่สำคัญในการเลี้ยงดูเด็กอายุ 0-5 ปี ในเรื่องการปฏิบัติการดูแลเด็กอายุ 1-5 ปี เมื่อเด็กเบื่ออาหาร ทำให้ผู้เลี้ยงดูเด็กจัดและเปลี่ยนรูปแบบอาหารให้น่ารับประทาน ส่งเสริมให้เด็กรับประทานมากกว่าบังคับเข้มงวดให้กินตามที่ผู้เลี้ยงดูต้องการ จึงเป็นการส่งเสริมให้เด็กในวัยนี้มีภาวะโภชนาการที่ดี นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงดูเด็กในกลุ่มนี้ยังดูแลเด็กอายุ 0-1 ปีให้ได้รับประทานไข่เป็นอาหารเสริมเพิ่มมากกว่ากลุ่มผู้เลี้ยงดูเด็กมีภาวะขาดสารอาหาร

ข้อเสนอแนะ
1. การนำผลการวิจัยไปใช้

1.1 ผู้บริหารควรมุ่งเน้นให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนและชุมชนในการปฏิบัติงานทางด้านโภชนาการ
1.2 การให้ความรู้แก่ อสม. นั้นควรที่จะมีเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงของงานทางด้านโภชนาการที่เข้าใจง่ายส่วนในด้านทัศนคติของ อสม. นั้นในการจัดอบรมควรหากลยุทธ์ในการสร้างโปรแกรมการสอนเพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติของอสม. และในการจัดการอบรมควรจัดอบรมเฉพาะงานโภชนาการ ไม่ควรจัดอบรมร่วมกับงานสาธารณสุขมูลฐานอื่น ๆ นอกจากนี้ควรที่จะมีการอบรมเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของผู้เลี้ยงเด็ก ควรหารูปแบบการให้ความรู้ที่จะเพิ่มพูนความรู้และปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้เลี้ยงดูเด็ก ซึ่งผู้บริหารอาจทำเป็นรูปแบบ อสม. ทุกคนยึดถือและนำไปปฎิบัติได้

2. แนวทางในการทำวิจัยครั้งต่อไป

2.1 ควรนำปัจจัยที่มีผลต่อภาวะโภชนาการของเด็กที่ได้จากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ไปศึกษาวิจัยในเชิงคุณภาพ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เจาะลึกและครอบคลุมมากขึ้น
2.2 ควรศึกษาถึงปัจจัยด้านอื่น ๆ ที่มีผลต่องานควบคุมภาวะโภชนาการในเด็ก 0-5 ปี ที่นอกเหนือจากความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติงาน
2.3 หากมีการศึกษาถึงปัจจัย ความรู้ ทัศนคติการปฏิบัติการดูแลเด็ก และการปฏิบัติงานควบคุมภาวะโภชนาการในเด็กอายุ 0-5 ปี ควรที่จะศึกษาเพิ่มเติมถึงปัญหาและอุปสรรคของผู้เลี้ยงดูเด็กที่มีผลต่องานควบคุมภาวะโภชนาการเด็กด้วย

สรุป

ปัญหาการปฏิบัติงานควบคุมภาวะโภชนาการของเด็กอายุ 0-5 ปี จะคงดำรงอยู่ต่อไปหากผู้ที่มีส่วนที่เกี่ยวข้องไม่คำนึงถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน และหาแนวทางการแก้ไข ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้ศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบในการปฏิบัติงานดังกล่าวเพื่อที่จะนำไปสู่วิธีการหรือแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงานควบคุมภาวะโภชนาการดังกล่าวเพื่อที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กอายุ 0-5 ปี มีภาวะโภชนาการที่ดีมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ฉลาด และเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป

กิติกรรมประกาศ

คณะผู้วิจัยใคร่ขอขอบพระคุณ ศาสตราจารย์นายแพทย์ศาสตรี เสาวคนธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยลัยขอนแก่น ที่ให้คำปรึกษา และข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำวิจัยครั้งนี้ และขอขอบคุณ คุณสุชาดา ศรีพุทธา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลภูเวียง ที่ให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในการจัดเก็บข้อมูล
ท้ายนี้คณะผู้วิจัยขอขอบคุณ มูลนิธิแพทย์ชนบทที่ได้ให้ทุนสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือจนทำให้งานวิจัยครั้งนี้สำเร็จลงด้วยดี

เอกสารอ้างอิง

1. คณะกรรมการวางแผนพัฒนาสาธารณสุข, กระทรวงสาธารณสุข แผนพัฒนาการสาธารณสุข ตามแผน พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535 - 2537). เอกสารอัดสำเนา.
2. ควัน หนูขาว. โภชนาศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: อักษราพิพัฒน์, 2534.