<?xml version="1.0" encoding="TIS-620"?>
<rss version="2.0">
<channel>
<title>ข่าว rss</title>
<description>Rss XML</description>
<link>http://www.moph.go.th</link>
<pubDate>Tue, 21 May 2013 22:47:53 +0700</pubDate>
<item>
<title>กรมอนามัย ชี้ยุงลายเป็นเหตุรำคาญ พบแหล่งเพาะพันธุ์ต้องตัดตอน ฝ่าฝืนมีโทษตามก.ม.</title>
<description>   กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องกำหนดให้แหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเป็นเหตุรำคาญในพระราชบัญญัติการสาธารณสุขพ.ศ.2535 พร้อมแนวทางการปฏิบัติของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเจ้าพนักงานสาธารณสุข และผู้ครอบครองอาคารหากไม่มีการควบคุมและป้องกันแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายให้ดำเนินการตามบทลงโทษตามกฎหมายได้ทันที

     นายแพทย์ณรงค์ สายวงศ์ รองอธิบดีกรมอนามัย  เปิดเผยถึงแนวทางการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคไข้เลือดออกที่รุนแรงในขณะนี้เป็นปัญหาสาธารณสุขที่ต้องป้องกันเฝ้าระวังอย่างเข้มแข็ง พร้อมเร่งกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในภาชนะหรือเศษวัสดุที่มีน้ำขังและเมื่อมีการตรวจพบลูกน้ำหรือตัวโม่งยุงลายถือเป็นเหตุรำคาญ ซึ่งราชการส่วนท้องถิ่น เจ้าพนักงานท้องถิ่นและเจ้าพนักงานสาธารณสุขสามารถดำเนินการควบคุมได้ทันที ตั้งแต่ 1)ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในท้องถิ่นทราบถึงอันตรายของโรคไข้เลือดออกลักษณะอาการ การควบคุมและป้องกันแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายรวมทั้งผลทางกฎหมายที่กำหนดให้แหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเป็นเหตุรำคาญ 2)ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นเจ้าพนักงานสาธารณสุขเฝ้าระวังโรคและควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ 3) หากพบว่าอาคารหรือสถานที่ของเอกชนมีแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้แจ้งหรือแนะนำให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสถานที่นั้นปรับปรุงแก้ไข และ 4)หากเจ้าของหรือ  ผู้ครอบครองอาคารไม่ให้ความร่วมมือหรือไม่ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นออกคำสั่งตามมาตรา  28 ให้ปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษโดยปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งจำทั้งปรับได้ตามมาตรา 74
     นายแพทย์ณรงค์ กล่าวต่อไปว่ากรณีที่ตรวจพบแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในที่หรือทางสาธารณะเจ้าพนักงานท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้ทันที
หากทราบว่าแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายนั้นเกิดจากการกระทำของบุคคลใดให้ออกคำสั่งตามมาตรา27 ให้บุคคลนั้นปรับปรุงแก้ไขตามระยะเวลาที่กำหนด ถ้าไม่ปฏิบัติตามให้ท้องถิ่นสั่งการให้ดำเนินการลงโทษตามบทบัญญัติมาตรา74 ข้างต้นได้เช่นกันแต่หากไม่ปรากฏว่าเกิดจากบุคคลใดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นสั่งการให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของท้องถิ่นดำเนินการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์นั้นได้โดยการถมระบายน้ำ ทิ้ง คว่ำ หรือใส่สารเคมีกำจัดลูกน้ำ แล้วแต่กรณีที่เหมาะสม ส่วนกรณีที่เป็นอาคารรกร้างว่างเปล่าหรือก่อสร้างไม่เสร็จโดยไม่ปรากฎเจ้าของชัดเจนและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้ราชการส่วนท้องถิ่นดำเนินการทำลายแหล่งพันธุ์ยุงลายนั้นได้ เพราะหากมีการเฝ้าระวังที่ดีจะป้องกันไข้เลือดออกไม่ให้แพร่ระบาดได้โดยอาจไม่ต้องใช้มาตรการกฎหมาย

     &quot;วิธีการตรวจและเฝ้าระวังแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายนั้น สามารถดำเนินการได้โดยประชาชนอาจให้ความร่วมมือในการตรวจดูภาชนะหรือเศษวัสดุที่มีน้ำขังทั้งในหรือนอกอาคารว่ามีลูกน้ำหรือตัวโม่งยุงลายหรือไม่ ซึ่งจากสถิติทั่วไปพบว่าลูกน้ำในภาชนะหรือเศษวัสดุที่มีน้ำขังจะเป็นลูกน้ำยุงลายร้อยละ 95 ขึ้นไปหากพบว่ามีลูกน้ำหรือตัวโม่งให้ประชาชนเทน้ำทิ้งและเปลี่ยนน้ำในภาชนะทุกๆ 7 วัน ก็จะเป็นการป้องกันมิให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในครัวเรือนและชุมชนได้
     นอกจากนี้ การดำเนินการเมื่อเปิดภาคเรียนควรมีการคัดกรองหรือวัดไข้เด็ก หากพบว่าเด็กนักเรียนมีไข้ร่วมกับไอหรือเจ็บคอให้สวมหน้ากากอนามัย แต่หากมีเพียงอาการไข้อย่างเดียว ให้สงสัยอาจเป็นไข้เลือดออก ควรแนะนำให้ทายากันยุงเพื่อลดการแพร่เชื้อจากผู้ป่วยไปสู่ยุงและยุงกัดเด็กคนอื่นและให้นักเรียนแกนนำสุขภาพแจ้งการป่วยของเพื่อนนักเรียน ควรปลูกตะไคร้หอมเพื่อใช้สำหรับกันยุงในห้องเรียนและขอความร่วมมือให้นักเรียนแกนนำสุขภาพรณรงค์ควบคุมลูกน้ำยุงลายเป็นประจำสัปดาห์ละ1 ครั้ง โดยเฉพาะสัปดาห์ที่มีฝนตก ควรกำจัดขยะและภาชนะเหลือใช้ที่จะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายภายใน 7 วัน ที่สำคัญ

   การนอนกลางวันของเด็กในศูนย์เด็กเล็กควรตรวจดูมุ้งลวดของอาคารศูนย์เด็กเล็กไม่ให้ชำรุดหากไม่ได้อยู่ในห้องที่มีมุ้งลวด ควรให้เด็กนอนในมุ้งและแนะนำผู้ปกครองให้ดูแลเด็กที่นอนกลางวันในบ้าน โดยให้นอนกางมุ้งเพื่อป้องกันยุงกัด&quot; รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด</description>
<image>http://www.moph.go.th/ops/iprg/news_pic/b5luzk0avo6a.jpg</image>
<link>http://www.moph.go.th/ops/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=55639</link>
<pubDate>Mon, 20 May 2013 13:20:46 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title> เตือนระวังไข้ปวดข้อยุงลายหรือชิคุนกุนยาจะกลับมาระบาดพร้อมไข้เลือดออก</title>
<description>
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนระวังโรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยาจะกลับมาระบาดพร้อมโรคไข้เลือดออก หลังผลวิจัยพบว่าในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดสตูล ชุมพร ตรัง สุราษฏร์ธานี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ยุงลายสวนติดเชื้อชิคุนกุนยาสูงถึงร้อยละ 39 ยุงบางตัวมีทั้งเชื้อไวรัสเดงกีและเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาอยู่ในตัวเดียว และพบว่าไม่จำเป็นว่ายุงต้องไปกัดผู้ป่วยแล้วจึงจะมีเชื้อ วิธีป้องกันโรคได้ดีที่สุดคือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายและการป้องกันไม่ให้ยุงกัด ทั้งกลางวันและกลางคืน

นายแพทย์นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยผลการวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าในหลายพื้นที่โดยเฉพาะจังหวัดสตูล ชุมพร ตรัง สุราษฏร์ธานี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ยุงลายสวนติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา (Chikungunya virus) สูงถึงร้อยละ 39 ยุงบางตัวติดเชื้อไวรัสทั้งสองชนิด ได้แก่ เชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ซึ่งทำให้เกิดไข้เลือดออก และเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา หรือไข้ปวดข้อยุงลาย นอกจากนี้ความรู้ จากการวิจัยยังพบว่าไม่จำเป็นว่ายุงต้องไปกัดผู้ป่วยแล้วจึงจะมีเชื้อ และเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดนี้ยังสามารถถ่ายทอดจากแม่ยุงไปยังลูกยุงได้ด้วย
วิธีการป้องกันโรคได้ดีที่สุดคือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณบ้าน เช่น โอ่งเก็บน้ำฝนไม่มีฝาปิด อ่างเก็บน้ำในห้องน้ำ จานรองขาตู้กับข้าว แจกันบูชาพระ กระป๋อง ถ้วยน้ำหรือแก้วพลาสติกที่ทิ้งไม่เป็นที่เป็นทางและมีน้ำขัง เศษขยะ กล่องโฟม รวมถึงยางรถยนต์เก่า เป็นต้น ด้วยวิธีการง่ายๆ เช่น คว่ำหรือปิดฝาภาชนะดังกล่าวให้สนิท ตรวจรอบๆ บ้านว่ามีแหล่งน้ำขังหรือไม่ หากมีต้องกำจัดการเก็บกวาดสิ่งปฏิกูลออกไป และอีกทางหนึ่งคือการป้องกันไม่ให้ยุงกัดทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งแต่เดิมเข้าใจว่ายุงลายกัดเฉพาะเวลากลางวัน แต่ผลการวิจัยพบว่าปัจจุบันในบ้านเรายุงลายกัดไม่เลือกเวลา ปรับตัวตามพฤติกรรม ของคน และพบว่าอุณหภูมิบนยอดดอย ที่สูงขึ้นทำให้ยุงลายกัดบ่อยขึ้นและขยายพันธุ์ได้บนภูเขาสูง ต่างจากความรู้เดิมที่ว่ายุงลายบ้านไม่สามารถขยายพันธุ์ได้บนที่สูงเกิน 350 เมตร ดังนั้นอาจจะทำให้เกิดการระบาดของไข้ปวดข้อยุงลายและไข้เลือดออกในหมู่ชาวดอย เพราะไม่เคยมีภูมิคุ้มกันมาก่อน

นายแพทย์นิพนธ์ กล่าวต่อว่า การป้องกันการกัดของยุง นอกจากใส่เสื้อผ้ามิดชิดแล้ว ต้องชโลมยาทากันยุงให้ทั่วส่วนที่โผล่พ้นเสื้อผ้า เพราะกลไกการป้องกันยุงของสารทาป้องกันยุงที่สำคัญ คือ ปกป้องบริเวณที่ทาไม่ให้ยุงหาเป้าหมายเจอ ส่วนบริเวณผิวหนังใกล้เคียงซึ่งไม่ได้ทายาจะไม่ถูกปกป้อง ซึ่งสารออกฤทธิ์ที่ป้องกันยุงกัดได้ดีที่สุดและมีอายุการใช้งานยาวนานในการเก็บมากที่สุดจนถึงขณะนี้คือ สารดีทหรือ ไดเอททิลโทลูเอไมด์ ที่มีความเข้มข้นร้อยละ 15-30 โดยน้ำหนัก ซึ่งจะป้องกันการกัดของยุงทั้งกลางวันและกลางคืนได้ 4-7 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับตำรับ บุคคล และสิ่งแวดล้อมบริเวณที่ใช้ องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้ใช้ป้องกันโรคที่ระบาดโดยแมลง รองลงมาจากดีท คือ สารออกฤทธิ์ที่เหมาะสำหรับใช้กับเด็กเล็กต่ำกว่าสี่ขวบ ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์เลียนแบบกรดอะมิโนจากธรรมชาติ คือ ไออาร์ 3535 หรือเอททิลบิวทิลอะซิติลอะมิโนโปรปิโอเนท โดยองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency) หรือยูเอสอีพีเอ อนุญาตให้ใช้ในเด็กได้ตั้งแต่อายุหกเดือน แต่ในประเทศไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ใช้ได้ตั้งแต่สองขวบขึ้นไป

สำหรับน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรต้องทาซ้ำทุกครึ่งชั่วโมง สำหรับป้องกันการกัดของยุงลายหรือยุงน้ำกร่อย และทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง สำหรับการป้องกันการกัดของยุงกลางคืน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำรับ ที่แต่ละแหล่งผลิต และในการใช้ผลิตภัณฑ์ทาป้องกันยุงหากรู้สึกร้อนผิวให้ล้างออกด้วยสบู่และน้ำสะอาดและเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์แผ่นไล่ยุงชนิดแมท ซึ่งใช้คู่กับอุปกรณ์เสียบไฟฟ้า เนื่องจากบางคนผิวจะไวต่อการแพ้ แต่ควรใช้ในที่ซึ่งอากาศถ่ายเทได้ ซึ่งจะปกป้องการกัดได้ประมาณร้อยละ 80-90

นายแพทย์สมชาย แสงกิจพร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเฝ้าระวังระดับพันธุกรรมของเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา พบว่าขณะนี้มีทั้งสายพันธุ์แอฟริกาที่กลายพันธุ์และสายพันธุ์เอเชียดั้งเดิม คนไทยบางคนและนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา จึงเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคนี้ แม้ว่าจะไม่ทำให้ตายเหมือนไข้เลือดออก แต่ความทรมานจากการปวดข้อรุนแรงและไม่หายขาด บางรายปวดข้อเป็นปีก็ยังไม่หายและ       แม่ที่กำลังตั้งครรภ์ที่ได้รับเชื้อสามารถถ่ายทอดไปสู่ทารกได้ ทำให้ทารกเกิดใหม่มีไข้ มีผื่น ไม่ค่อยขยับตัว และหายใจเร็ว ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ จึงไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง แต่ให้ไปที่สถานบริการสาธารณสุข จะได้เข้าสู่ระบบการเฝ้าระวังโรคและให้การรักษาที่ถูกต้องเนื่องจากอาการของโรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยามีลักษณะคล้ายกับโรคไข้เลือดออกการตรวจรักษาของแพทย์จำเป็นต้องอาศัยผลการตรวจชันสูตรทางห้องปฏิบัติการเพื่อเป็นเครื่องมือยืนยันว่าผู้ป่วยเป็นโรคอะไร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้พัฒนาศักยภาพระบบการตรวจวิเคราะห์เชื้อไวรัสชิคุนกุนยาและเชื้อไวรัสเดงกีทางห้องปฏิบัติการ รวมทั้งดำเนินการเฝ้าระวังโรคทางห้องปฏิบัติการ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้สามารถรายงานผล ได้อย่างรวดเร็วและมีความถูกต้อง แม่นยำ โดยเฉพาะในรายเร่งด่วนสามารถตรวจวิเคราะห์และรายงานผลได้ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นผลดีต่อแนวทางการรักษาผู้ป่วยและการควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น โรงพยาบาลของรัฐหรือเอกชนทั่วประเทศ สามารถส่งตัวอย่างของผู้ป่วยมาตรวจวิเคราะห์ได้ที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือในส่วนภูมิภาคส่งตรวจได้ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 14 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก นครสวรรค์ สมุทรสงคราม ชลบุรี ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา อุบลราชธานี สุราษฏร์ธานี ภูเก็ต สงขลา และตรัง</description>
<image>http://www.moph.go.th/ops/iprg/news_pic/lq8w0m49hizs.jpg</image>
<link>http://www.moph.go.th/ops/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=55599</link>
<pubDate>Fri, 17 May 2013 16:24:31 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title>สธ. รณรงค์วันความดันโลหิตสูงโลก ปี 2556 ตามคำขวัญ ความดันโลหิตดี  หัวใจเต้นดี หลังพบข้อมูลผู้เสียชีวิตล่าสุดเกือบ 4 พันราย</title>
<description>
  
 วันนี้(17 พฤษภาคม 2556) นายประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายเร่งรัดมาตรการสร้างสุขภาพโดยมีเป้าหมายเพื่อลดอัตราป่วย ตายและผลกระทบจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิต หัวใจ หลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง ซึ่งในปัจจุบันคนไทยป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือโรคจากวิถีชีวิตมากขึ้น จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 พ.ศ.2551-2552 โดยพบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเป็นความดันโลหิตสูงถึง 11.5 ล้านคน ซึ่งได้รับการรักษาและควบคุมอาการได้ประมาณ 1 ใน 4 เท่านั้น ยังมีผู้ที่มีความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 60 ในชาย และ 40 ในหญิงไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน (ไม่รู้ตัวว่าเป็นความดันโลหิตสูง) ซึ่งกลุ่มนี้หากไม่ได้รับการดูแลจะเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้สูง
 
และในวันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันความดันโลหิตสูงโลก โดยเครือข่ายความดันโลหิตสูงโลก ได้กำหนดคำขวัญเพื่อการรณรงค์เนื่องในวันความดันโลหิตสูงโลก ประจำปี 2556 คือ 'Healthy Blood Pressure Healthy Heart Beat' ส่วนคำขวัญเพื่อการรณรงค์ในไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข และสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย คือ 'ความดันโลหิตดี หัวใจเต้นดี' ซึ่งคำขวัญนี้จะใช้รณรงค์เพื่อสื่อสารและสร้างกระแสให้ประชากรตื่นตัวต่อโรคความดันโลหิตสูง โดยเน้นการป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจ โรคไต ที่มีสาเหตุจากโรคความดันโลหิตสูง และเพื่อการส่งข้อมูล การป้องกัน การคัดกรองและการดูแลไปถึงสาธารณชน 
  ด้านดร.นายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ของโรคความดันโลหิตสูง โดยองค์การอนามัยโลก พบว่าทั่วโลกมีผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงเกือบถึงพันล้านคน โดย 2 ใน 3 ของจำนวนนี้อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และคาดการณ์ว่าในปีพ.ศ.2568(ค.ศ.2025) ประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วทั้งโลกจะป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง 1.56 พันล้านคน ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทย จากข้อมูลสถิติ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี 2554 มีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุความดันโลหิตสูง จำนวน 3,664 คน ซึ่งสถานการณ์ป่วยและเข้ารับการรักษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภาค เมื่อเปรียบเทียบจากปี 2544 และปี 2554 พบว่า มีอัตราผู้ป่วยในต่อประชากรแสนคน ด้วยโรคความดันโลหิตสูง จาก 287 เป็น 1433 ถือว่ามีอัตราเพิ่มขึ้น 5 เท่า (4.99 เท่า) 

 สำหรับโรคความดันโลหิตสูงเกิดจากภาวะที่แรงดันหลอดเลือดแดงมีค่าสูงตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ซึ่งผู้คนจำนวนมากอยู่กับความดันโลหิตสูงโดยที่ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะนี้ เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ค่อยปรากฏอาการที่ชัดเจนในช่วงแรก แต่เมื่อปล่อยไว้นานไปแรงดันในหลอดเลือดที่สูง ก็จะไปทำลายผนังหลอดเลือดและอวัยวะที่สำคัญทั่วร่างกาย จึงเรียกโรคนี้ว่า'เพชฌฆาตเงียบ' 
  'ในโอกาสนี้ ขอแนะนำประชาชนถึงวิธีปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ดังนี้ 1.ใช้ชีวิตกระฉับกระเฉงอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดิน การทำสวน การทำงานบ้าน การออกกำลังกาย เป็นต้น 2.เพิ่มการรับประทานผักและผลไม้รสหวานน้อย 3.ลดการรับประทานอาหารผ่านกระบวนการ อาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง 4.จำกัดการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และ 5.งดสูบบุหรี่ รวมถึงหลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่ด้วย นอกจากนี้ ความเครียดและอายุที่เพิ่มขึ้น ก็อาจส่งผลให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นได้เช่นกัน หากประชาชนมีความประสงค์จะตรวจวัดความดันโลหิตหรือขอคำแนะนำได้ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือรพ.สต. ถ้ามีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮ็อตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข โทร 1422 และศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค โทร 0 2590 3333' ดร.นายแพทย์พรเทพ กล่าวปิดท้าย</description>
<image>http://www.moph.go.th/ops/iprg/news_pic/levsdq4o0y4k.jpg</image>
<link>http://www.moph.go.th/ops/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=55593</link>
<pubDate>Fri, 17 May 2013 15:15:28 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title>กรมควบคุมโรค เตือนสุนัขบ้า  อำเภอบ้านสร้าง  อาละวาด พบผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า 2 ราย</title>
<description> 
   กรมควบคุมโรค เตือนประชาชน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ระวังสุนัขบ้า และให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปป้องกันควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า หลังมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ไปแล้ว 2 ราย อีกทั้งยังไม่สามารถหาตัวสุนัขบ้าได้

  วันนี้ (16 พฤษภาคม 2556) นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใยชาวปราจีนบุรี ทั้งนี้จากรายงานสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-10 พฤษภาคม 2556 พบผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า จำนวน 2 ราย ทั้ง 2 รายอยู่ในอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งจังหวัดนี้ไม่พบผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้ามาแล้ว 3 ปี คือปี พ.ศ.2553, 2554 และ พ.ศ.2555 ดังนั้น เหตุการณ์นี้จึงต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก กระทรวงสาธารณสุขได้แจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีทราบแล้ว และได้ร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ส่งนายสัตวแพทย์และนักวิชาการจากสำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ร่วมกับสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์และปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี ลงไปป้องกันควบคุมโรคไม่ให้แพร่ระบาดไปยังพื้นที่อื่น แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่สามารถสืบหาเบาะแสลูกสุนัขบ้าต้นเหตุ ส่วนสุนัขพี่น้องครอกเดียวกันก็กระจัดกระจายหายไปด้วย และคาดว่ามีสุนัขที่สัมผัสใกล้ชิดกับสุนัขต้นเหตุในบริเวณดังกล่าวหรือใกล้เคียง จึงขอให้ประชาชนในอำเภอบ้านสร้าง หรือผู้สัญจรไปมา โปรดให้ความระมัดระวังเลี้ยงสุนัขในขอบเขต ดูแลอย่าให้สุนัขที่เลี้ยงไปสัมผัสสุนัขจรจัด และอย่าเล่นกับสุนัขที่ไม่รู้จัก แม้จะเป็นลูกสุนัขก็ตาม
  ด้าน ดร.นายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในคนของประเทศไทยดีขึ้นมาก ปีพ.ศ. 2554 มีผู้ป่วย 8 ราย และ ปีพ.ศ. 2555 มีผู้ป่วย 4 ราย แต่ปีนี้น่าเป็นห่วงเพียง 4 เดือนแรกของปีมีผู้ป่วยแล้ว 2 ราย เป็นผู้ป่วยจากอำเภอเดียวกัน รายแรกเป็นชายอายุ 37 ปี ถูกสุนัขมีเจ้าของอายุ 3 ปีกัดประมาณเดือนตุลาคม 2555 ที่ข้อพับแขนซ้าย 1 แผล ไม่ได้ไปหาหมอ เพียงใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผล ผู้ป่วยเริ่มมีอาการวันที่ 8 มกราคม 2556 มีอาการคันแผล เจ็บเสียวบริเวณที่ถูกกัด กลืนน้ำลำบาก และเสียชีวิต แพทย์ได้ส่งตัวอย่างน้ำลายไขสันหลัง ปัสสาวะ และเนื้อสมองตรวจ พบเชื้อพิษสุนัขบ้า รายที่ 2 เป็นชายอายุ 30 ปี เมื่อต้นเดือนเมษายน 2556 ได้เล่นกับลูกสุนัขจรจัดอายุ 3 เดือน และถูกข่วนที่ริมฝีปาก ขณะที่จะจูบลูกสุนัข ซึ่งแผลมีเลือดเล็กน้อย ใช้เหล้าล้างแผล ไม่ได้ไปพบแพทย์ ลูกสุนัขหนีหาย แม่สุนัขถูกตีตาย พี่น้องร่วมครอกกระจัดกระจายหายไปเช่นกัน จนกะทั่งวันที่ 26 เมษายน 2556 ผู้ป่วยเริ่มมีไข้ หนาวสั่น แน่นหน้าอกจึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบ้านสร้าง ส่งตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และเสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้าเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา

 จากการสอบสวนเพื่อนผู้เสียชีวิตทำให้ทราบว่า ในวันที่ผู้ป่วยรายที่ 2 โดนลูกสุนัขข่วนนั้น ลูกสุนัขตัวเดียวกัน ได้กัดนิ้วเท้าของเพื่อนผู้เสียชีวิต ซึ่งเขาได้ไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังที่ทราบว่าผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า ดังนั้นหากผู้ใดในอำเภอบ้านสร้าง ได้ไปสัมผัสสุนัขจรจัดให้รีบไปฉีดวัคซีน เพราะจากการสอบสวนโรค พบว่าตำบลบางปลาร้า อำเภอบ้านสร้าง ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของผู้ป่วยและตำบลใกล้เคียง มีบ่อปลาจำนวนมากรอบๆ บ่อปลามีกองเศษปลาที่เหลือจากการทำน้ำปลา จะมีสุนัขจรจัดอาศัยตามป่าละเมาะหลายฝูงๆ ละ 5-10 ตัว ออกมาหากินเศษปลา ดังนั้นปัญหาสำคัญที่พบคือ สุนัขบ้าที่หนีหายไปไม่สามารถติดตามได้ในพื้นที่ที่มีสุนัขจรจัดมาก ประชาชนแถบนั้นเลี้ยงสุนัขแบบปล่อย ทำให้มีโอกาสถูกสุนัขจรจัดกัดได้ และผู้ป่วย ผู้ถูกสุนัขกัด มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นโรคพิษสุนัขบ้าไม่ล้างแผล ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน

      อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันดำเนินงาน ดังนี้ 1.การป้องกันโรคในคนโดยการให้ความรู้ หากถูกสุนัขกัด หรือข่วน ให้รีบล้างแผลใส่ยารักษาแผลสด รีบไปพบแพทย์ และกักสุนัขดูอาการ 10 วัน(สุนัขที่มีอาการโรคพิษสุนัขบ้าจะตายภายใน 10 วัน หลังจากเริ่มมีอาการ) ส่วนบุคลากรสาธารณสุขต้องออกค้นหาผู้ถูกสุนัขกัด หรือข่วนเพิ่มเติม เพื่อมารับการป้องกันรักษาอย่างถูกต้อง ตามแนวทางเวชปฏิบัติโรคพิษสุนัขบ้าของกรมควบคุมโรค 2.การป้องกันควบคุมโรคในสัตว์ ต้องประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตโรคระบาดสัตว์ (โรคพิษสุนัขบ้า) และดำเนินการควบคุมโรคในสัตว์อย่างเร่งด่วน ทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแก่สุนัขและแมว โดยรอบจุดเกิดโรค และเฝ้าระวังสัตว์อย่างเข้มงวดอย่างน้อย 6 เดือน 3. อบต./เทศบาลต้องเร่งจัดการสิ่งแวดล้อมไม่ให้มีขยะและเศษอาหารอย่างเหมาะสม เพื่อลดแหล่งอาหารสุนัข ซึ่งเป็นสิ่งชักนำให้สุนัขต่างถิ่นเข้ามามากขึ้น จนกลายเป็นชุมชนสุนัขบ้า อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในคน ขอให้ระวังอย่าให้สุนัขกัด หรือข่วน โดยใช้หลัก 5 ย คือ อย่าแหย่(อย่าแหย่สุนัข) อย่าเหยียบ(อย่าเหยียบหาง ตัว ขา หรือทำให้ตกใจ) อย่าหยิบ(อย่าหยิบชาม หรืออาหารที่สุนัขกำลังกิน) อย่าแยก(อย่าแยกสุนัขด้วยมือเปล่า) อย่ายุ่ง(อย่ายุ่งกับสุนัขที่ไม่ทราบประวัติ) และเมื่อถูกสุนัขกัดให้รีบ     'ล้างแผล ใส่ยา กักหมา หาหมอ ฉีดวัคซีนต่อจนครบ&quot; หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข 1422 หรือศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค 0 2590 3333</description>
<image>http://www.moph.go.th/ops/iprg/news_pic/bw0ifwl34o2a.jpg</image>
<link>http://www.moph.go.th/ops/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=55590</link>
<pubDate>Thu, 16 May 2013 14:52:36 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title>อภ.เดินหน้าโครงการพัฒนาประสิทธิภาพระบบบริหารเวชภัณฑ์
วางเป้า 50 รายการ ลดค่าใช้จ่ายได้เกือบ 5 พันล้านบาท
</title>
<description>
องค์การเภสัชกรรมเดินหน้าโครงการ พัฒนาประสิทธิภาพระบบบริหารเวชภัณฑ์ของสถานบริการสาธารณสุข ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการต่อรองราคายา และจัดซื้อยาที่มีมูลค่าการใช้สูง และใช้ร่วมกันมากสูง จากบริษัทผู้ผลิตยาต้นแบบ (Original) และยาสามัญ(Generic)
 นายแพทย์พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม เปิดเผยว่า ตามที่องค์การเภสัชกรรมได้รับมอบนโยบายจากกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตามโครงการพัฒนาประสิทธิภาพระบบบริหารเวชภัณฑ์ ของกระทรวงสาธารณสุข โดยดำเนินการต่อรองราคายา และจัดซื้อยาที่มีมูลค่าการใช้สูง และใช้ร่วมกันมากสูงจากบริษัทผู้ผลิตยาต้นแบบ(Original) และยาสามัญ(Generic) อาทิ น้ำยาล้างไต วัคซีน ยาปฏิชีวนะ ยาโรคเบาหวาน ยาโรคความดัน ยารักษาโรคหัวใจ เป็นต้น โดยมีปริมาณจัดซื้อที่ชัดเจน เพื่อจะได้ลดงบประมาณการจัดซื้อยาได้มากขึ้นรวมถึงพัฒนาระบบหรือรูปแบบการจัดการด้านยาที่สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านยา และให้สถานพยาบาลมีสภาพคล่องดีขึ้น และมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เพื่อให้เพียงพอกับผู้ป่วยและให้ผู้ป่วยเข้าถึงยามากขึ้น รวมถึงการเป็นผู้กำหนดหรือตรึงราคายาและคุณภาพให้มีความเหมาะสมต่อไป 
นพ.พิพัฒน์ กล่าวต่อว่า องค์การเภสัชกรรมได้วางเป้าหมายการดำเนินการนำเข้าและผลิตยาที่มีการใช้มากและมีมูลค่าสูง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นยาต้นแบบที่มีราคาแพงโดยในระยะแรกมีการดำเนินการ จำนวน 25 รายการ โดยจะสามารถประหยัดงบประมาณการจัดซื้อยาได้กว่า 3,000 ล้านบาท และมีแผนจะขยายในอนาคตเพิ่มขึ้น จำนวน 50 รายการ ซึ่งจะสามารถลดปริมาณค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 4,800 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้องค์การเภสัชกรรมได้ดำเนินการไปแล้ว จำนวน 5 รายการ ประกอบด้วยกลุ่มยาลดไขมัน กลุ่มยาฆ่าเชื้อ และกลุ่มยารักษาอาการปวดจากความผิดปกติในระบบเส้นประสาท 
'ด้วยภารกิจขององค์การเภสัชกรรมที่มีหน้าที่ผลิตยาที่มีคุณภาพ และเป็นกลไกสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขในการดำเนินการจัดซื้อหรือต่อรองราคายาร่วมกันได้ และมีระบบจัดส่งยาให้ได้ตามความต้องการใช้ของโรงพยาบาล ส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงยาที่มีราคาแพงได้ง่ายขึ้น และส่งผลต่อการรักษาพยาบาลที่ดีขึ้นต่อไป'นพ.พิพัฒน์ กล่าว  </description>
<image>http://www.moph.go.th/ops/iprg/news_pic/อ.พิพัฒน์.jpg</image>
<link>http://www.moph.go.th/ops/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=55551</link>
<pubDate>Thu, 16 May 2013 13:48:03 +0700</pubDate>
</item>
</channel>
</rss>
